<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comSTD</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/tag/std/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>เจ็บปวดอีกครั้งกับ&#8230;แผลริมอ่อน</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/chancroid/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/chancroid/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2009 20:17:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Chancroid]]></category>
		<category><![CDATA[Haemophilus Ducreyi]]></category>
		<category><![CDATA[Soft Chancre]]></category>
		<category><![CDATA[STD]]></category>
		<category><![CDATA[แผลริมอ่อน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=613</guid>
		<description><![CDATA[โรคแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ( STD ) ที่ติดต่อได้ง่ายมาก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Haemophilus ducreyi ลักษณะเฉพาะตัวของมันคือ การมีแผลที่เจ็บปวดมากที่บริเวณอวัยวะเพศ และเชื้อที่ลามไปตามท่อน้ำเหลืองจะทำให้เกิดการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบเจ็บปวดมาก โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ควรจะต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุดทันทีที่เราตรวจพบ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssuk6Qm2RuI/AAAAAAAAA0g/tmVewDyF4Vg/s800/chancroid2.jpg" alt="chancroid" width="114" height="76" /></p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssuk6aEvG3I/AAAAAAAAA0c/oEeI4mDnGBk/s288/haemophillusducreyi.jpg" alt="Haemophillus ducreyi" width="288" height="192" /></p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)</span></h2>
<p style="text-align: justify">โรคแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่ติดต่อได้ง่ายมาก เกิดจาก<strong>เชื้อแบคทีเรีย</strong>ที่ชื่อว่า <strong>Haemophilus Ducreyi </strong>ลักษณะเฉพาะตัวของมันคือ การมีแผลที่เจ็บปวดมากที่บริเวณอวัยวะเพศ และเชื้อที่ลามไปตามท่อน้ำเหลืองจะทำให้เกิดการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบเจ็บปวดมาก ที่คนทั่วไปรู้จักในนามของ <strong>ฝีมะม่วง</strong> โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ควรจะต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุดทันทีที่เราตรวจพบมันเข้า ถ้าคุณไม่รีบรักษาโรคแผลริมอ่อนนี้โอกาสที่คุณจะติดเชื้อเอดส์นั้นจะเพิ่มขึ้น</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะติดโรคแผลริมอ่อนได้อย่างไร</span></h2>
<ol>
<li>ติดโดยผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีแผลของโรคนี้ ที่บริเวณอวัยวะเพศ</li>
<li>ติดโดยการที่ผิวหนังส่วนต่างๆ ของเรา สัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อนี้จากแผลของคนที่เป็นโรค</li>
</ol>
<h2><span style="font-size: medium">อาการของโรค</span></h2>
<p>เมื่อเราได้รับเชื้อแผลริมอ่อน 3-5 วันหลังจากนั้นเราจะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>มีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ หนึ่งแผลหรือมากกว่าหนึ่งแผล</li>
<li>มีอาการเจ็บปวดบริเวณขาหนีบ</li>
<li>การเกิดแผลจะเริ่มจากที่เรามีรอยปูดบวมขึ้นที่ผิวหนัง แล้วแตกออกเป็นแผลมีสารคัดหลั่งอยู่ภายในแผล</li>
<li>แผลนั้นจะมีลักษณะกดดูแล้วจะรู้สึกว่านิ่มๆ พื้นของแผลจะดูสกปรกๆ (แผลในโรคซิฟิลิสจะขอบแผลแข็งๆ)</li>
<li>ในผู้ป่วยชาย มักจะพบแผลที่ใต้หนังหุ้มปลายหัวองคชาติและปากท่อปัสสาวะ</li>
<li>ในผู้หญิง มักจะพบที่บริเวณด้านในของแคมใหญ่และเล็ก ปากท่อปัสสาวะอักเสบด้วย</li>
</ul>
<p style="text-align: justify"><strong>ข้อที่น่าสังเกต</strong>: แผลในผู้ชายมักจะเจ็บปวดมาก แต่ในผู้หญิงมักจะไม่ค่อยเจ็บปวด จึงทำให้บางครั้งไม่ทันสังเกตว่ามีแผลได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">การวินิจฉัยโรคนี้</span></h2>
<p style="text-align: justify">ทำได้โดยการนำเอาหนองหรือสารน้ำจากแผล มาส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจเชื้อ จะพบเป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างเป็นแท่งสั้นและหนา หัวท้ายมน เรียงตัวเป็นแถวๆ ทั้งสั้นและยาว ดูคล้ายฝูงปลาว่ายตามกันไป เรียกว่า School of Fish หรือการส่งหนองหรือน้ำจากแผลไปเพาะเชื้อ</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะรักษาโรคแผลริมอ่อนให้หายขาดได้ไหม ?</span></h2>
<p style="text-align: justify">เราสามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ง่ายมาก ถ้าเรารีบรักษาเสียแต่เริ่มแรกที่ติดเชื้อ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เราจึงสามารถรักษามันได้ด้วย ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อ (ควรปรึกษาแพทย์) ในปริมาณและระยะเวลาในการรักษาที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะลดความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคแผลริมอ่อนได้อย่างไร</span></h2>
<ol>
<li>ไม่สำส่อน</li>
<li>ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่ไว้ใจว่าจะปลอดโรคควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/chancroid/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ซิฟิลิส&#8230;โรคนักเลียนแบบผู้ยิ่งใหญ่</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/syphili/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/syphili/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 06 Oct 2009 08:19:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Chancre]]></category>
		<category><![CDATA[STD]]></category>
		<category><![CDATA[Syphilis]]></category>
		<category><![CDATA[Treponema Pallidum]]></category>
		<category><![CDATA[ซิฟิลิส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=607</guid>
		<description><![CDATA[ซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Treponema pallidum หรือบางท่านเรียกว่า  The great imitator หรือแปลว่า นักเลียนแบบผู้ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นโรคที่มีอาการและการแสดงออกของโรคในรูปแบบต่างๆมากมาย จนไม่สามารถแยกออกจากโรคอื่นได้อย่าง่ายดายนัก
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssr6bIgXKpI/AAAAAAAAAzw/CBZXPyNXWcg/s800/chancresyphilis.jpg" alt="syphilis chancre" width="101" height="114" /> <img style="border: black 1px solid" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssr6bLmxI-I/AAAAAAAAAz0/la0M6vIYvcs/s800/syphilisrash.jpg" alt="syphilis rash" width="121" height="94" /> <img style="border: black 1px solid" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssr6bc-uRuI/AAAAAAAAAz4/HSGvGZw4Spc/s144/syphilisrash2.jpg" alt="syphilis rash" width="144" height="96" /> <img style="border: black 1px solid" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssr6bUfkTAI/AAAAAAAAAz8/kcDkepCFDX0/s144/latesyphilis.jpg" alt="late syphilis" width="144" height="115" /></p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคซิฟิลิส</span></h2>
<h2><span style="font-size: small"> </span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span><strong>ซิฟิลิส </strong>เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจาก<strong>เชื้อแบคทีเรีย</strong>ที่ชื่อว่า <strong>Treponema Pallidum</strong> หรือบางท่านเรียกว่า  The great imitator หรือแปลว่า <strong>นักเลียนแบบผู้ยิ่งใหญ่</strong> เพราะเป็นโรคที่มีอาการและการแสดงออกของโรคในรูปแบบต่างๆ มากมาย จนไม่สามารถแยกออกจากโรคอื่นได้อย่าง่ายดายนัก</p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคซิฟิลิสพบได้บ่อยแค่ไหน</span></h2>
<p style="text-align: justify">ในประเทศไทยเรานั้นไม่ทราบสถิติที่แน่นอน แต่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี คศ.2006 มีการรายงานผู้ป่วยไว้ที่จำนวน 36,000 คน (รวมผู้ป่วยซิฟิลิสในทุกๆ ระยะของโรค)</p>
<h2 style="text-align: justify">เราจะติดเชื้อซิฟิลิสได้อย่างไร?</h2>
<ul>
<li>ติดต่อโดยการสัมผัสโดยตรงกับแผลของโรคซิฟิลิส (Syphilis sore, chancre)  แผลนี้อาจจะอยู่ที่ ด้านนอกของอวัยวะเพศ, ในช่องคลอด, ที่รูทวาร, ที่ภายในรูทวาร, ที่ริมฝีปาก, ในช่องปาก เมื่อมีการร่วมเพศกันทางการร่วมเพศปกติ หรือทางทวารหนัก หรือทางปาก ก็จะเกิดการติดโรคขึ้น</li>
<li>ติดต่อทางมารดาที่ตั้งครรภ์ส่งผ่านเชื้อไปสู่ลูกที่อยู่ในครรภ์</li>
</ul>
<p style="text-align: justify"><strong>หมายเหตุ</strong>: การใช้ห้องน้ำร่วมกัน, การจับลูกบิดประตู, การใช้สระว่ายน้ำร่วมกัน, การใช้อ่างอาบน้ำร่วมกัน, การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน, การกินอาหารร่วมกัน <strong>ไม่ทำให้ติดโรคนี้</strong></p>
<h2><span style="font-size: medium">การแสดงออกของโรคนี้ในผู้ใหญ่เป็นอย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span>คนจำนวนมากติดเชื้อซิฟิลิส โดยที่ไม่แสดงอาการอยู่เป็นปีๆ (หลายปี) แต่คนเหล่านี้จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวของโรคนี้ถ้าพวกเขาไม่ได้รับการรักษา, เหตุที่คนที่ติดเชื้อซิฟิลิสแล้วสามารถแพร่โรคได้ เพราะบางคนอาจจะไม่ได้สังเกตเห็นว่าตนเองนั้นมีแผลที่เป็นการแสดงออกของโรค ในระยะที่สามารถแพร่เชื้อโรคไปสู่บุคคลอื่นได้ จึงไม่ได้ป้องกัน จึงเป็นเหตุให้มีการแพร่โรคออกไป โดยที่คนที่ให้และรับโรคต่างก็ไม่รู้ตัวกันทั้งคู่</p>
<h2><span style="font-size: medium">ระยะต่างๆ ของโรค</span></h2>
<h3>1. <span style="font-size: small">ระยะแรก (Primary Stage)</span></h3>
<p style="text-align: justify">ระยะนี้เริ่มจากเมื่อเชื้อโรคนี้ เข้าสู่ร่างกายของคนไข้ หลังจากนั้นจะเริ่มมีอาการ (ใช้เวลาประมาณ 10-90 วัน หรือเฉลี่ยประมาณ 21 วัน) อาการที่เกิดคือจะเริ่มมีแผล เดี่ยว หรือ หลายแผล เราเรียกว่า <strong>แผล  Chancre </strong>คือมีลักษณะ แผลขนาดเล็ก สัณฐานกลม นิ่ม และ ไม่เจ็บปวด (แผลนี้บางทีอยู่ในที่ที่ไม่สามารถมองเห็นได้เราก็จะไม่รู้ว่ามีแผล) แผลนี้จะเกิดที่ที่เชื้อเข้าสู่ร่างกาย, แผลนี้จะหายไปเองโดยไม่ต้องได้รับการรักษาภายใน 3-6 สัปดาห์ และถ้าไม่ได้รับการรักษาโรคก็จะเริ่มดำเนินไปสู่ระยะที่ 2</p>
<h3>2. <span style="font-size: small">ระยะที่ 2 (Secondary Stage)</span></h3>
<p>ระยะนี้มีลักษณะที่สำคัญคือมีผื่นที่ผิวหนังและภายในเยื่อบุ  ผื่นนี้มีลักษณะคือ</p>
<ul>
<li>ผื่นนี้อาจจะเกิดที่ตำแหน่งเดียวหรือหลายๆ ตำแหน่งในร่างกายก็ได้</li>
<li> ผื่นนี้มักจะไม่คัน</li>
<li>ผื่นนี้อาจจะเกิดหลังจากแผล Chancre หายไปแล้วทันที หรือหลังจากแผลหายแล้วหลายสัปดาห์ก็ได้</li>
<li>ผื่นที่จำเพาะกับซิฟิลิสระยะนี้คือ ผื่นแดงหรือแดงน้ำตาล หยาบๆ ปรากฏขึ้นที่ ฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่อย่างไรก็ตามเราอาจจะพบผื่นที่ลักษณะต่างไปจากนี้ได้ที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย และบางครั้งผื่นที่เกิดขึ้นจางมากจนไม่ทันได้สังเกตเห็นก็ได้</li>
<li>อาการอื่นๆ ที่อาจจะพบร่วมกับผื่นได้ เช่น ไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวม เจ็บคอ ผมร่วงเป็นกระจุกๆ ปวดหัว น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อ และอ่อนเพลีย</li>
</ul>
<p>อาการและอาการแสดงของโรคระยะนี้จะหายไปได้เอง ไม่ว่าจะได้รับการรักษาหรือไม่ก็ตาม และถ้าไม่ได้รักษาโรคจะเข้าสู่ระยะ ท้ายและแอบแฝง ของโรค (Late and Latent Stage)</p>
<h3>3.<span style="font-size: small"> ระยะที่ 3 ระยะแอบแฝงและระยะท้ายของโรค (Late and Latent Stage)</span></h3>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span>ระยะแอบแฝง (Latent Stage) ระยะนี้เริ่มขึ้นเมื่ออาการของระยะที่  1 และ 2 นั้นหายไปแล้ว ระยะนี้ไม่มีอาการแต่ยังมีเชื้ออยู่ภายในร่างกาย ระยะอาจจะดำรงอยู่ได้หลายๆปี ประมาณ 15% ของคนไข้ระยะนี้ถ้าไม่ได้รับการรักษาจะเข้าสู่ระยะท้ายของโรค คือ  Late stage ซึ่งกว่าจะเข้าสู่ระยะนี้อาจจะกินเวลา 10-20 ปี นับจากการติดเชื้อครั้งแรก ในระยะท้ายนี้ โรคจะทำร้ายอวัยวะภายในของร่างกายคนไข้ เช่น สมอง ตา เส้นประสาท หัวใจ เส้นเลือด ตับ กระดูก ข้อต่อ จนเกิดอาการเช่น มีการขยับเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อไม่สัมพันธ์กันจนทำให้เดินได้ไม่สะดวก เป็นอัมพาต มีอาการเหน็บชา ตาบอด สมองเสื่อม และอาจจะถึงตายได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">ซิฟิลิสมีผลต่อหญิงมีครรภ์และทารกอย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">ทารกสามารถติดเชื้อนี้จากมารดาได้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ ขึ้นอยู่กับว่ามารดาติดเชื้อมานานมากเท่าไร เด็กที่ติดเชื้ออาจจะมีภาวะ ตายทันทีเมื่อคลอดออกมา หรือตายหลังคลอดไม่นาน หรือไม่มีอาการใดๆ เลยตอนคลอด แต่ถ้าไม่ได้รับการรักษาทันที อาจจะทำให้ทารกมีปัญหาอย่างรุนแรงภายในไม่กี่สัปดาห์หลังคลอด อาจจะมีการเจริญเติบโตช้า ชัก และเสียชีวิตได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะวินิจฉัยโรคซิฟิลิสได้อย่างไร</span></h2>
<ol>
<li>วินิจฉัยโดยการเอาชิ้นส่วนของแผล Chancre มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษ ที่เรียกว่า Dark-Field Microscope จะตรวจพบแบคทีเรียที่เป็นเชื้อก่อโรค</li>
<li>การตรวจเลือด เมื่อมีการติดเชื้อซิฟิลิสขึ้นภายในเวลาไม่นานคนไข้จะสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาในร่างกาย เรียกว่า Antibody แต่เป็นภูมิที่ไม่สามารถกำจัดเชื้อได้ เราสามารถตรวจพบและใช้ในการวินิจฉัยโรคนี้ได้ อย่างแน่นอน และราคาค่าตรวจก็ไม่แพง ใช้เวลาในการตรวจไม่นาน แต่อย่างไรก็ตามเราจะยังสามารถตรวจพบภูมินี้ได้เป็นปีๆ แม้ว่าเราจะได้รักษากำจัดเชื้อนี้ในร่างกายออกไปหมดแล้ว ในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนได้รับการกำหนดให้ตรวจเลือดชนิดนี้ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์</li>
</ol>
<h2><span style="font-size: medium">ซิฟิลิส และโรคเอดส์</span></h2>
<p>ในขณะที่คนไข้มีแผล Chancre จากซิฟิลิส นั้นมีโอกาสติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนทั่วไปถึง  2-5 เท่า</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะรักษาซิฟิลิสได้อย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">ในคนไข้ที่ติดเชื้อซิฟิลิสมาไม่ถึงปี การรักษาเพียงการฉีด ยาเพนนิซิลิน เพียงเข็มเดียวก็หายขาดได้ แต่ถ้ามีการติดเชื้อมาเป็นเวลานานกว่า 1 ปี จำเป็นต้องได้รับยามากกว่านั้น และคนไข้ที่แพ้ยาเพนนิซิลินก็มียากลุ่มอื่นๆ ที่สามารถแทนได้ ในการรักษาโรคซิฟิลิสนั้นควรอยู่ในการดูแลของแพทย์ไม่ควรซื้อยาทานเอง การรักษาฆ่าเชื้อแบคทีเรียซิฟิลิสให้หมดไปเป็นการป้องกันความเสียหายของอวัยวะที่จะถูกทำลายในอนาคต แต่ไม่ช่วยทำให้อวัยวะที่ถูกทำลายแล้วเสียหายแล้วกลับมาเป็นปกติได้</p>
<p style="text-align: justify">เนื่องจากซิฟิลิสเป็นโรคที่รักษาให้หายขาดได้ คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ควรได้รับการตรวจหาโรคนี้เป็นระยะๆ เพื่อที่จะได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในคนที่กำลังรักษาโรคนี้ควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับใครๆ และควรแจ้งให้คู่นอนที่เคยมีเพศสัมพันธ์กันมาเข้ารับการตรวจและรักษาโรคด้วย</p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคซิฟิลิสหายขาดหรือไม่ ?</span></h2>
<p>ในคนที่ติดเชื้อซิฟิลิสและได้รับการรักษาจนหายแล้ว สามารถติดเชื้อได้ใหม่ได้ ถ้าไปมีเพศสัมพันธ์กับคนที่ติดเชื้อนี้อีก เราจะไม่มีภูมิป้องกันตนเองจากเชื้อนี้ได้ตลอดไปเหมือนโรคบางโรค เราสามารถติดโรคได้ทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์กับคนที่เป็นโรคอยู่</p>
<h2 style="text-align: left"><span style="font-size: medium">เราจะป้องกันโรคซิฟิลิสได้อย่างไร</span></h2>
<ol>
<li>ไม่สำส่อน มีเพศสัมพันธ์กับแฟนหรือภรรยาคนเดียวที่ได้ตรวจเช็คแล้วว่าไม่มีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ใดๆ ในร่างกาย</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มสุราหรือใช้ยาเสพติดต่างๆ เพราะสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่พฤติกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์</li>
<li>การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อซิฟิลิส ถ้าเราจำเป็นที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีความเสี่ยง ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง</li>
<li>การล้างอวัยวะเพศทันที ทั้งภายในและภายนอก ไม่สามารถป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้</li>
<li>ถ้าเราพบสิ่งผิดปกติที่บริเวณอวัยวะเพศเช่น ผื่น แผล สารคัดหลั่ง รอยบวม ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ทันที</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/syphili/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จัก โลน และญาติๆ ของมัน (โรค Pediculosis) กันดีกว่าครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/pediculosis/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/pediculosis/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 05 Oct 2009 07:46:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Lice]]></category>
		<category><![CDATA[Louse]]></category>
		<category><![CDATA[Pediculosis]]></category>
		<category><![CDATA[STD]]></category>
		<category><![CDATA[Typhus]]></category>
		<category><![CDATA[เหา]]></category>
		<category><![CDATA[โลน]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้รากสาดใหญ่]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=600</guid>
		<description><![CDATA[โรคนี้แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยการสัมผัสใกล้ชิดกันทางกาย หรือผ่านทางของที่ใช้ร่วมกัน เช่น หวี เสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น การอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นแออัดใกล้ชิด จะทำให้การกระจายของโรคนี้ง่ายขึ้น ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssmi4rm4rpI/AAAAAAAAAzM/cBAJ9nH5KTY/s800/head-louse.jpg" alt="head louse" width="116" height="116" /> <img style="border: black 1px solid" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssmi4qh9ZGI/AAAAAAAAAzI/_bHVRHi3bdo/s800/body-louse.jpg" alt="body louse" width="91" height="125" /> <img style="border: black 1px solid" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Ssmi5PqMszI/AAAAAAAAAzU/ZRZF52WrYCo/s800/pubic-louse.jpg" alt="pubic louse" width="140" height="104" /></p>
<p style="text-align: center">
<h1><span style="font-size: large">Pediculosis</span></h1>
<h1><span style="font-size: small"> </span></h1>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span><strong><br />
Lice</strong> เป็น<strong>แมลงปาราสิต</strong>เล็กๆ ที่อาศัยอยู่บนตัวคนหรือสัตว์เลือดอุ่นต่างๆ การมีแมลงเล็กๆนั้นอยู่บนร่างกายทางการแพทย์ เราเรียกว่า Pediculosis มีการแบ่งแมลงพวกนี้ออกเป็นสามชนิดคือ</p>
<ul>
<li>Pediculus Humanus Capitis (Head Louse) หรือ <strong>เหา</strong>นั่นเอง</li>
<li>Pediculus Humanus Corporis (Body Louse)</li>
<li>Pthirus Pubis (Pubic Louse) นั่นคือ <strong>โลน</strong> นั่นเอง</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">โรคนี้แพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง โดยการสัมผัสใกล้ชิดกันทางกาย หรือผ่านทางของที่ใช้ร่วมกัน เช่น หวี เสื้อผ้า หมวก ผ้าเช็ดตัว เป็นต้น การอยู่รวมกันอย่างหนาแน่นแออัดใกล้ชิด จะทำให้การกระจายของโรคนี้ง่ายขึ้น แมลง Body Louse เป็นพาหะนำโรคของ<strong>ไข้รากสาดใหญ่</strong> (<strong>Typhus</strong>)</p>
<h2><span style="font-size: medium">พยาธิสรีระวิทยา</span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span>แมลง Lice นั้นมีขาและแขนที่ปรับตัวต่อการดำรงชีวิตบนร่างกายของสัตว์อื่น เพื่อการหาอาหาร มันสามารถเกาะติดบนขน ผม เสื้อผ้าของมนุษย์ได้ดีมาก Head Lice มีลักษณะที่คล้ายกับ Body Lice มากแต่ตัวเล็กกว่า แต่ Pubic Lice นั้นรูปร่างแตกต่างออกไปคือมีลักษณะคล้ายปูทะเล</p>
<p style="text-align: justify">Lice นั้นกินเลือดเหยื่อของมันเป็นอาหาร มันกินเลือดมนุษย์วันละหลายๆ ครั้ง มันอาศัยอยู่ใกล้ชิดกับผิวกายมนุษย์เพื่อได้รับ อาหาร ความชื้น และความอบอุ่นจากกายของมนุษย์ มันเคลื่อนไหวอย่างเป็นอิสระและรวดเร็วบนร่างกายมนุษย์ จึงทำให้มันสามารถแพร่ไปสู่บุคคลอื่นๆได้ง่าย</p>
<p style="text-align: justify">Lice ตัวเมีย สามารถวางไข่ได้ประมาณ 10 ฟองต่อวันทุกวัน ได้นานนับเดือน จนกว่ามันจะตาย ไข่ของมันจะถูกติดแน่นอยู่บนขนหรือผมของเหยื่อ ที่บริเวณใกล้ๆ กับผิวหนัง เพื่อให้มีอุณหภูมิเหมาะสมในการจะฟักไข่เป็นตัว ไข่จะฟักเป็นตัวภายใน 6-10 วัน ไข่ของมันจะติดแน่นกับผมขนมากด้วยสาร Chitin ยากที่จะแกะเอาออกได้ และไข่ของมันจะสามารถทนมีชีวิตอยู่ไกลจากผิวของมนุษย์ ได้นานถึง 10 วัน</p>
<p style="text-align: justify">ตัวโลน ( Pubic Louse) สามารถพบได้ที่ที่มีขนสั้นๆ ได้หลายที่นอกจากที่ขนที่อวัยวะเพศ เช่น ขนที่หัวนม ขนรักแร้ ขนตา ขนคิ้ว เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">Body louse และไข่ของมันมักพบมากอยู่บนเสื้อผ้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนตะเข็บผ้า</p>
<h2><span style="font-size: medium">การแพร่กระจายโรค</span></h2>
<p>Pediculosis เป็นโรคที่พบได้ทั้งในประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศที่กำลังพัฒนา<br />
พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย</p>
<h2><span style="font-size: medium">อายุ</span></h2>
<ul>
<li>Pediculus humanus capitis (Head Louse) หรือ เหา พบมากในวัยเด็กๆ มักจะติดกันเมื่อไปโรงเรียนหรือ สถานอนุบาล</li>
<li> Pthirus Pubis ( Pubic Louse) โลน พบมากในคนวัยเจริญพันธุ์ติดต่อกันในระหว่างมีเพศสัมพันธ์</li>
</ul>
<h2><span style="font-size: medium">อาการของโรค</span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small">ประวัติ</span> มีอาการคันมากบริเวณที่เป็นโรค การเกามากๆ อาจจะก่อให้เกิดโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังซ้ำเติมได้</p>
<h2 style="text-align: justify"><span style="font-size: medium">การตรวจร่างกาย</span></h2>
<ul>
<li><strong>Pediculus Humanus Capitis (Head Louse) หรือ เหา</strong> มักพบมากที่บริเวณท้ายทอย หลังคอ และหลังหู อาจจะพบรอยผิวหนังลอก ลอยโดนแมลงกัด หรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังซ้ำเติม อาจจะพบ<strong>ต่อมน้ำเหลืองโต</strong>ที่ใกล้บริเวณนั้น อาจจะพบรอยโรคที่คิ้วด้วยได้</li>
<li><strong>Pediculus Humanus Corporis (Body Louse)</strong> อาจจะพบตัวมันหรือไข่ของมันที่เสื้อผ้า หรือตะเข็บของผ้า อาจจะพบรอยโรคเป็นตุ่มแดง ( Papule )ขนาด 2-4 มม. ตามผิวกาย</li>
<li><strong>Pthirus Pubis (Pubic Louse)  โลน</strong> มักพบตัวมันและไข่ของมันที่โคนของขนที่อวัยวะเพศ (ขนเพชร) อาจจะพบรอยดำน้ำเงิน (Bluish Grey Macule) ที่ผิวหนังบริเวณ ท้อง ต้นขา ที่เป็นปฏิกริยาที่เกิดจากการกัดของตัวโลน</li>
</ul>
<h2><span style="font-size: medium">ปัจจัยเสี่ยงของโรค</span></h2>
<ul>
<li>อาศัยอยู่ในที่แออัดคนมากๆ</li>
<li>มีสุขอนามัยที่แย่ มาสะอาด</li>
<li>เป็นคนที่ไม่แข็งแรงและขาดสารอาหาร</li>
<li>สำส่อนทางเพศ</li>
</ul>
<h2><span style="font-size: medium">การรักษา</span></h2>
<ul>
<li>Permethrin Cream ทาบริเวณที่ติดเชื้อทิ้งไว้ 10 นาแล้วล้างออก ไม่ใช้บริเวณที่ขนตา</li>
<li>Lindane Shampoo ใช้สระขนบริเวณที่เป็นทิ้งไว้ 4 นาทีแล้วล้างออก ไม่ใช้บริเวณขนตา ไม่ใช้ในคนที่เป็นโรคลมชัก ไม่ใช้บริเวณที่มีแผล หรือคนท้อง หรือเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี</li>
<li>Pyrethrins ใช้สระขนทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก</li>
</ul>
<h2><span style="font-size: medium">การป้องกัน</span></h2>
<ul>
<li>หลังจากรักษา ท่านสามารถกำจัดไข่โดยการใช้เล็บหยิบออก</li>
<li>เปลี่ยนชุดและที่นอนใหม่ที่สะอาด</li>
<li>รักษาคู่ขา</li>
<li>งดร่วมเพศจนกระทั่งรักษาหายขาดแล้ว</li>
<li>หลังจากรักษาแล้วเสื้อผ้า ที่นอน เครื่องใช้ยังติดต่อ เพราะฉะนั้นต้องนำเสื้อผ้า ผ้าห่ม เครื่องนอนทั้งหลายไปต้มและอบแห้งด้วยความร้อน</li>
<li>อุปกรณ์ที่ต้มหรืออบไม่ได้ต้องนำอุปกรณ์ดังเกล่าเก็บไว้ในถุงหรือลังไว้ 2 สัปดาห์</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/pediculosis/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เรื่องแสบๆ ของหนองในแท้โกโนเรีย</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/09/gonorrhea/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/09/gonorrhea/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 16 Sep 2009 07:08:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Clamydia]]></category>
		<category><![CDATA[Gonococci]]></category>
		<category><![CDATA[Neisseria Gonorrhoeae]]></category>
		<category><![CDATA[STD]]></category>
		<category><![CDATA[หนองในแท้]]></category>
		<category><![CDATA[โกโนเรีย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=522</guid>
		<description><![CDATA[โกโนเรียเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria Gonorrhoeae เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างดีและรวดเร็วในอวัยวะสืบพันธ์ เพราะแบคทีเรียชนิดนี้ชอบอยู่ในที่ที่มีความอบอุ่นและชื้นแฉะ เช่นที่ ปากมดลูก, มดลูก, ท่อนำไข่, ท่อปัสสาวะของผู้หญิง และที่ท่อปัสสาวะของผู้ชายด้วย อย่างไรก็ตาม ในปาก ในคอ ในตา และที่ทวารหนักเชื้อนี้ก็สามารถเจริญเติบโตได้
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: small"><img class="aligncenter" style="border: 1px solid black" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SrCMJh5bksI/AAAAAAAAAm8/_Jvbp5bOD1U/s800/gonorrhea.jpg" alt="Gonorrhea" /></span></span></p>
<h2><span style="font-size: medium">หนองในโกโนเรีย (หนองในแท้)</span><span style="text-decoration: underline"><span style="font-size: small"> </span></span></h2>
<h2></h2>
<p style="text-align: justify">โกโนเรียเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria Gonorrhoeae เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างดีและรวดเร็วในอวัยวะสืบพันธุ์ เพราะแบคทีเรียชนิดนี้ชอบอยู่ในที่ที่มีความอบอุ่นและชื้นแฉะ เช่นที่ ปากมดลูก, มดลูก, ท่อนำไข่, ท่อปัสสาวะของผู้หญิง และที่ท่อปัสสาวะของผู้ชายด้วย อย่างไรก็ตาม ในปาก ในคอ ในตา และที่ทวารหนักเชื้อนี้ก็สามารถเจริญเติบโตได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคนี้พบบ่อยเท่าไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">จากการทำเวชปฏิบัติของผมในฐานะแพทย์ ยังพบว่ามีคนไข้ที่ปัญหาเรื่องท่อปัสสาวะอักเสบเป็นหนอง และตรวจพบเชื้อ หนองในโกโนเรีย อยู่เรื่อยๆ ไม่ขาด แต่ในแง่สถิติของประเทศไทยนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดนักว่ามีปริมาณมากเท่าไร แต่สถิติของโรคนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีผู้ป่วยโรคนี้รายใหม่ประมาณ 700,000 คนต่อปี</p>
<h2><span style="font-size: medium">คนติดเชื้อโกโนเรียได้อย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายโดยการสัมผัสกับเชื้อที่บริเวณ องคชาติ ช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก ของผู้ที่ติดเชื้อ และทารกสามารถติดเชื้อจากมารดาระหว่างการคลอดทางช่องคลอดได้ด้วย คนที่ติดเชื้อนี้แล้วและได้รับการรักษาจนหายแล้ว สามารถเป็นโรคได้ใหม่ถ้าไปสัมผัสเชื้ออีก</p>
<h2><span style="font-size: medium">ใครมีความเสี่ยงต่อโรคหนองในโกโนเรีย</span></h2>
<p style="text-align: justify">ทุกทุกคนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์มีความเสี่ยงต่อโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เด็กวัยรุ่น หรือ คนที่มีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือสำส่อน</p>
<h2><span style="font-size: medium">โรคนี้แสดงอาการอย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">ในผู้ชายบางคนที่ติดเชื้อนี้ไม่มีอาการเลย แต่อย่างไรก็ตามผู้ชายบางคนแสดงอากรหลังการติดเชื้อ ประมาณ 2-5 วัน และบางรายแสดงอาการหลังติดเชื้อถึง 30 วัน อาการของโรคนี้ก็คือ อาการแสบร้อนในท่อปัสสาวะในขณะปัสสาวะ มีหนองสีขาว เหลือง หรือสีเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในผู้ชายบางคน อาจจะมีอาการปวดบวมที่อัณฑะด้วยก็ได้</p>
<p style="text-align: justify">ในผู้หญิงนั้นอาการของโรคมักจะเป็นอาการอ่อนๆ และส่วนใหญ่ของผู้หญิงที่ติดเชื้อนี้ไม่มีอาการ และแม้ว่ามีอาการอาการที่แสดงออกอาจจะคล้ายอาการของช่องคลอดอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ จนทำให้ไม่ทราบว่าเป็นหนองในโกโนเรียก็ได้  อาการอื่นๆ ที่อาจจะพบได้อีกในผู้หญิงก็คือ มีอาการปัสสาวะแสบขัด มีตกขาวออกจำนวนมากขึ้น อาจจะมีเลือดออกจากช่องคลอดแม้ว่าจะไม่ใช่ระยะของเมนส์ ในผู้หญิงแม้ว่าจะมีอาการน้อย แต่สามารถชักนำไปสู่โรคร้ายแรงในระบบสืบพันธ์ของผู้หญิงได้ เช่น โรคผังผืดในช่องท้อง โรคฝีในช่องท้อง เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">การติดเชื้อนี้ในช่องทวารหนักของทั้งชายและหญิง จะแสดงอาการคือ มีหนองหรือสารน้ำไหลออกมาจากรูทวาร มีอาการคัน เจ็บ หรือมีเลือดออกจากรูทวาร มีอาการเจ็บปวดเวลามีลำไส้ขยับตัว อย่างไรก็ตามการติดเชื้อในช่องรูทวารนี้อาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้<br />
การติดเชื้อนี้ในช่องคอ อาจจะมีอาการเจ็บคอ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">อะไรคือภาวะแทรกซ้อนของหนองในโกโนเรีย</span></h2>
<p style="text-align: justify">โรคหนองในโกโนเรียที่ไม่ได้รักษา อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เสียหายมากได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง</p>
<p style="text-align: justify">ในผู้หญิง เชื้อโกโนเรียเป็นสาเหตุสำคัญของ โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงที่เรียกว่า  Pelvic Inflammatory Disease (PID) อาการของโรคนี้ บางครั้งไม่รุนแรง แต่บางครั้งก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างมากและไข้ขึ้น และโรค PID สามารถนำไปสู่โรคฝีในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องได้ หรือทำให้เกิดภาวะโรคปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โรค PID อาจจะทำลายท่อนำไข่ในผู้หญิง จนนำไปสู่ภาวะการเป็นหมันหรือมีบุตรยากได้ และอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นภาวะท้องนอกมดลูกได้ ซึ่งภาวะนี้มีอันตรายมากเนื่องจากมีการตั้งครรภ์ภายนอกมดลูก อาจจะทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้อง จนเกิดภาวะช็อคจนเสียชีวิตได้ ถ้าวินิจฉัยและรักษาล่าช้า</p>
<p style="text-align: justify">ในผู้ชาย โรคหนองในโกโนเรียสามารถทำให้เกิดโรค ท่อน้ำกามอักเสบ (Epididymytis) คือจะมีอาการปวดอย่างมากที่ท่อเล็กๆ ที่ติดอยู่กับอัณฑะ และสามารถนำไปสู่การเป็นหมันหรือภาวะมีบุตรยากได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโกโนเรียสามารถแพร่กระจายเข้าไปในกระแสเลือด หรือข้อต่อได้ และภาวะนี้อันตรายถึงชีวิต และที่มากไปกว่านั้นคือ คนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรียสามารถติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนไข้ที่ไม่ได้ติดเชื้อโกโนเรีย</p>
<h2><span style="font-size: medium">เชื้อโกโนเรียส่งผลต่อหญิงตั้งครรภ์และบุตรของเธออย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อนี้สามารถส่งเชื้อไปสู่ลูกของเธอได้ในระหว่างการคลอดทางช่องคลอด และเด็กทารกที่ติดเชื้อสามารถติดเชื้อที่ตาจนตา บอด หรือติดเชื้อที่ข้อต่อ หรือติดเชื้อเข้ากระแสเลือดจนเสียชีวิตได้ การรักษาโรค โกโนเรียอย่างเร็วที่สุด เมื่อทำการวินิจฉัยได้ในคนท้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะที่อันตรายเหล่านี้ เพราะฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องต่อไปตามความเหมาะสม</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะวินิจฉัยโรคโกโนเรียได้อย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">มีการตรวจหลายอย่างที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อหนองในโกโนเรีย แต่การตรวจที่ง่ายและสะดวกในสถานพยาบาลต่างๆ ก็คือ การตรวจย้อมหนองหรือสารคัดหลั่ง แล้วดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Gram Stain) วิธีนี้สามารถเห็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคหนองในโกโนเรีย (ลักษณะเป็นแบบ Gram Negative Diplocooci อยู่ทั้งในและนอกเม็ดเลือดขาว) ได้  แต่อย่างไรก็ตามการตรวจชนิดนี้ได้ผลดีในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะรักษาโรคหนองในโกโนเรียกันอย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">ยาปฏิชีวนะหลายชนิดได้ผลดีในการรักษาโรคนี้ แต่อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ของโลกนี้เริ่มมีเชื้อ โกโนเรีย ที่เริ่มจะดื้อต่อยาที่รักษา ทำให้การรักษานั้นยากขึ้น และในคนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรีย อาจจะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วยเช่น ติดเชื้อ Clamydia (หนองในเทียม) ซึ่งปัจจุบันเราจะให้ยาปฏิชีวนะที่คลอบคลุมเชื้อ Clamydia ด้วยในคนไข้ที่เป็นหนองใน โกโนเรีย และคนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรียควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย</p>
<p style="text-align: justify">ในคนไข้ที่ได้รับการรักษาโรคนี้ ควรได้รับยาให้ครบตามจำนวนที่กำหนดโดยแพทย์ แม้ว่ายาสามารถกำจัดเชื้อออกไปให้หมดจากร่างกายได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออวัยวะที่ติดเชื้อจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยาปฏิชีวนะนั้น และคนไข้ที่รักษาโรคจนหายแล้วสามารถเป็นโรคได้ใหม่ได้อีกถ้าไปสัมผัสได้รับเชื้อนี้อีก และถ้าได้รับการรักษาการติดเชื้อแล้วตามสมควรแต่อาการยังคงอยู่อีกควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะของโรคอีกครั้ง</p>
<h2><span style="font-size: medium">เราจะป้องกันโรคหนองในโกโนเรียได้อย่างไร</span></h2>
<p style="text-align: justify">แน่นอนที่สุดในการป้องกันโรคนี้คือการไม่สำส่อน คือมีคู่นอนคนเดียวที่แน่ใจว่าจะไม่มีการติดเชื้อนี้ (คือการมีผัวเดียวเมียเดียวนั่นเอง) แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่แน่ใจว่าจะมีเชื้อหรือไม่ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อ</p>
<p style="text-align: justify">เมื่อมีอาการทางระบบสืบพันธุ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมีหนองหรือสารคัดหลั่งไหล การปัสสาวะแสบขัด การปวดหรือมีผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ เป็นสัญญานในการที่จะหยุดการมีเพศสัมพันธ์และรีบไปพบแพทย์ทันที และใครก็ตามที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และได้รับการรักษาแล้ว ควรบอกคู่นอนของตนเองทั้งหมดทุกคนให้ไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม  เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และลดการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป และทุกรายที่ได้รับการรักษาอยู่ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายจากโรค</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/09/gonorrhea/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
