<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comSeasonal</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/tag/seasonal/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>มารู้จักโรคภูมิแพ้หวัด (Allergic Rhinitis) กันเถอะครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/allergic-rhinitis/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/allergic-rhinitis/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 27 Oct 2009 17:18:01 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้]]></category>
		<category><![CDATA[Allergic Rhinitis]]></category>
		<category><![CDATA[Allergic Shiners]]></category>
		<category><![CDATA[Immunotherapy]]></category>
		<category><![CDATA[Nasal Polyp]]></category>
		<category><![CDATA[Perennial]]></category>
		<category><![CDATA[Seasonal]]></category>
		<category><![CDATA[Skin Test]]></category>
		<category><![CDATA[โรคภูมิแพ้หวัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=751</guid>
		<description><![CDATA[Allergic Rhinitis หรือเรียกสั้นๆว่า AR เป็นโรคที่เกิดจากการมีการอักเสบ (Inflammation) ในช่องจมูก ที่มักจะก่อให้เกิดอาการน้ำมูกไหลเป็นน้ำ  คันในโพรงจมูกและคันตา โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยมากในประชากรทั่วไป  ซึ่งมักจะเกิดอาการเมื่อคนผู้นั้นได้รับสารที่ตนแพ้ เช่น โดนฝุ่นละออง สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ขน หรือแม้แต่ได้รับละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้าต่างๆ ตามฤดูกาล 
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Suarq8n8owI/AAAAAAAABCI/KtimhZtOAyw/s800/AR2.jpg" alt="allergic rhinitis" width="460" height="300" /></span></span></p>
<h2>โรคภูมิแพ้หวัด (ภูมิแพ้ โพรงจมูกอักเสบ) (Allergic Rhinitis)</h2>
<p style="text-align: justify">เนื่องจากมีท่านผู้เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซท์ของเรา  มีความประสงค์ให้นำเอาเรื่องเกี่ยวกับโรคภูมิแพ้มาลงบ้าง วันนี้ผมจึงขอนำเอาเรื่องเกี่ยวโรคภูมิแพ้หวัด หรือ ที่เรียกว่า <strong>Allergic Rhinitis</strong> หรือเรียกสั้นๆว่า <strong>AR </strong>มาฝากครับ</p>
<p style="text-align: justify">Allergic Rhinitis หรือเรียกสั้นๆ ว่า AR เป็นโรคที่เกิดจากการมีการอักเสบ (Inflammation) ในช่องจมูก ที่มักจะก่อให้เกิดอาการน้ำมูกไหลเป็นน้ำ  คันในโพรงจมูกและคันตา โรคนี้เป็นโรคที่พบบ่อยมากในประชากรทั่วไป  ซึ่งมักจะเกิดอาการเมื่อคนผู้นั้นได้รับสารที่ตนแพ้ เช่น <strong>โดนฝุ่นละออง สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ขน หรือแม้แต่ได้รับละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้าต่างๆ ตามฤดูกาล</strong></p>
<p style="text-align: justify">สองในสามของคนไข้จะแสดงอาการของโรคภูมิแพ้ก่อนอายุ 30 ปี แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้นโรคนี้สามารถเริ่มเกิดขึ้นได้ในทุกๆ วัย และไม่จำกัดเพศ</p>
<p style="text-align: justify"><strong>กรรมพันธุ์</strong> ก็เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งในการเกิดโรคนี้ ได้มีการประมาณกันว่า เด็กที่มีพ่อหรือแม่ (คนใดคนหนึ่ง) เป็นโรคภูมิแพ้ จะมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ด้วยประมาณ 30 % แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 50%</p>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ก่อให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจมากพอสมควร คือทำให้คนต้องหยุดงาน เพราะความเจ็บป่วย ประเทศต้องเสียเงินทองในการจัดสรรงบประมาณในการรักษาควบคุมโรคนี้เป็นจำนวน มากต่อปี</p>
<h2>สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรค</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้มีทั้งแบบเป็นโรคคือแสดงอาการ บางฤดูกาล (Seasonal) และมีอาการตลอดทั้งปี (Perennial)</p>
<ul>
<li>ตัวไรฝุ่น, แมลงสาบ, เชื้อรา, รังแคของสัตว์เลี้ยง เป็นตัวอย่างของสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่เป็นตลอดทั้งปี ยกตัวอย่างเช่น สารก่อภูมิแพ้ที่เกิดจากแมว นั้นเกิดจากสารโปรตีนที่ผลิตออกมาจากต่อมขนของแมว ซึ่งสารโปรตีนนี้สามารถลอยอยู่ในอากาศได้ถึง 6 ชั่วโมง และอยู่ในห้องนั้นได้หลายเดือนแม้ว่าจะนำแมวนั้นออกไปจากห้องนั้นแล้วก็ตาม</li>
<li>ละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้าและสปอร์ของเห็ด เป็นตัวอย่างของสาเหตุของโรคภูมิแพ้ที่เป็นฤดูกาล</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">อาการของโรค AR</h2>
<ul>
<li>อาการจามบ่อยๆ จามเป็นชุดๆ</li>
<li>อาการมีน้ำมูกไหลเป็นน้ำ</li>
<li>มีน้ำมูกไหลลงคอ</li>
<li>อาการคัดจมูกหายใจไม่สะดวก</li>
<li>อาการคันตา คันหู คันจมูก คันคอ</li>
<li>มีอาการอ่อนเพลีย</li>
<li>ในบางรายอาจจะมีอาการ หายใจเสียงดัง น้ำตาไหล เจ็บคอ และสูญเสียสมรรถภาพการได้กลิ่น</li>
<li>อาการไอเรื้อรังอาจจะเกิดขึ้นได้จากการมีน้ำมูกไหลลงคอเรื้อรัง</li>
<li>อาการปวดบริเวณหน้าและดั้งจมูก ก็อาจจะพบได้</li>
<li>อาการหูอื้อก็เกิดขึ้นได้ จากการบวมของท่อปรับความดันของหูส่วนกลาง อันเกิดมาจากอาการหวัด</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">การวินิจฉัยโรค AR</h2>
<p style="text-align: justify">เมื่อแพทย์ได้ทำการซักประวัติของคนไข้ถึงอาการต่างๆ ดังข้างบนแล้ว แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย ซึ่งอาจจะพบอาการดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ตรวจในโพรงจมูกอาจจะพบ เยื่อบุโพรงจมูกขาวซีด หรือ สีม่วง อันเนื่องมาจากการบวมของหลอดเลือดดำในโพรงจมูก</li>
<li>อาจจะตรวจพบ ติ่งเนื้อในโพรงจมูก (Nasal Polyp)</li>
<li>มีอาการบวมของเปลือกตา</li>
<li>มีอาการแดงของตาขาว</li>
<li>มีอาการขอบตาล่างดูคล้ำ (Allergic Shiners) เชื่อกันว่าเกิดจากการคั่งของเลือดดำในหลอดเลือดดำบริเวณนี้</li>
<li>มีการเพิ่มขึ้นของชั้นพับของเนื้อที่เปลือกตาล่าง (Extra Skin Fold)</li>
<li>การทำ <strong>Skin Test</strong> อาจจะเป็นการตรวจที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรค AR</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">การรักษาโรค AR</h2>
<p style="text-align: justify">เป้าหมายในการรักษาโรคก็คือ การลดอาการของโรคนี้ลง การหลีกเลี่ยงสิ่งที่เราแพ้เป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาโรคนี้ แต่การรักษาเพื่อการลดอาการก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ในการทำให้คนไข้ลดความทุกข์ทรมานลง ยาที่ใช้อาจจะมีดังนี้</p>
<p style="text-align: justify">1. ยากลุ่ม Antihistamine and Decongestants</p>
<ul>
<li><strong>Decongestants</strong> คือยาที่ช่วยลดอาการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก เช่น Pseudoephridine</li>
<li><strong>Antihistamine</strong> คือยาที่ช่วยลดอาการแพ้ หรือมีน้ำมูก หรือคันตามเยื่อบุต่างๆ เช่น Chlorpheniramine, Brompheniramine, Loratadine, Fexofenadrine เป็นต้น</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">2. ยาพ่นจมูก (Nasal Spray)</p>
<p style="text-align: justify">เช่น Steroid Spray ซึ่งมักจะได้ผลดี จนในที่สุดเราจะสามารถหยุดยากินในกลุ่ม Antihistamine and Decongestants ได้ แต่ยากลุ่มนี้มักจะไม่เห็นผลทันทีที่ใช้ อาจจะจำเป็นต้องรอดูผล 1-2 สัปดาห์หลังจากเริ่มใช้ ถ้าคนไข้มีอาการบวมที่โพรงจมูก หรือมีอาการทางจมูกค่อนข้างมาก อาจจะจำเป็นต้องใช้ยากลุ่ม Corticosteroids ชนิดกินในระยะสั้นๆ นำไปก่อน ก็ได้ผลดียิ่งขึ้น</p>
<p style="text-align: justify">3. การรักษาด้วยวิธีทางอิมมูน (Immunotherapy หรือ Allergic Shot)</p>
<p style="text-align: justify">วิธีการนี้คือการฉีดสารที่ผู้ป่วยแพ้ ในปริมาณน้อยๆแล้วเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ส่งผลให้ ร่างกายของผู้ป่วยมีความไวต่อสารแพ้นั้นๆ น้อยลง และช่วยเพิ่มปริมาณของ Antibody (ที่ไม่ใช่ตัวที่ก่อขบวนการของภูมิแพ้) ที่จะไปแก่งแย่งจับกับสารแพ้ เมื่อสารแพ้เข้าสู่ร่างกายทำให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้น้อยลง ในอนาคต</p>
<p style="text-align: justify">ก่อนเริ่มการรักษาวิธีนี้ แพทย์จะทำการตรวจทั้ง Skin Test และการตรวจเลือดเพื่อหาสิ่งที่ผู้ป่วยแพ้ หรือตัวกระตุ้นโรคภูมิแพ้ของผู้ ป่วย ที่จำเพาะเจาะจงก่อน</p>
<p style="text-align: justify">การรักษาด้วยวิธี Immunotherapy หรือ Allergic shot อาจจะบ่งชี้ในคนไข้ที่</p>
<ul>
<li>ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีการใช้ยา</li>
<li>มีผลข้างเคียงจากการใช้ยา</li>
<li>เป็นโรค ไซนัสอักเสบซ้ำซาก หรือหูอักเสบซ้ำซาก</li>
<li>ไม่มีความตั้งใจในการรักษาด้วยยา</li>
<li>ไม่สามารถใช้การรักษาด้วยยาได้ (เช่น มีความบกพร่องทางปัญญา)</li>
<li>ไม่อยากใช้การรักษาด้วยยาในระยะยาว</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">การรักษาด้วยวิธีนี้ เริ่มด้วยเมื่อตรวจสอบพบแล้วว่าผู้ป่วยแพ้อะไรที่จำเพาะเจาะจง ก็เริ่มทำการฉีดสารแพ้นั้นในปริมาณน้อยๆ เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วยทุกๆ สัปดาห์ และปริมาณของสารแพ้ที่ฉีดและระยะห่างในการฉีดก็จะเริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างช้าๆ จนถึงเหลือการฉีดเพียงเดือนละ 1 ครั้ง ผลข้างเคียงในการฉีดคือ การปวดบวม ณ.จุดที่ฉีด แต่อย่างไรก็ตามการแพ้อย่างรุนแรง แบบ Anaphylaxis ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระวัง</p>
<p style="text-align: justify">การรักษาด้วยวิธี Immunotherapy ไม่ได้ทำให้โรค AR หายขาด แต่ 85% ของผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาวิธีนี้ อาการของโรคลดลงมากได้เป็นระยะเวลานาน หลังจากที่ไม่ค่อยมีอาการ 2-3 ฤดูกาลต่อเนื่องกัน เราก็อาจจะสามารถหยุดการฉีดสารแพ้ได้ และ 60% ของคนไข้ที่หยุดฉีดสารแพ้ ก็ยังพบว่าอาการของโรคก็ยังคงน้อย ทำให้อาจจะไม่ต้องใช้ยากินช่วยเสริมมากนัก อย่างไรก็ตามการปรับปรุงสภาพแวดล้อมรอบตัวก็มีความสำคัญในการปฏิบัติควบคู่ กันไปด้วยกับการรักษาที่กล่าวมาข้างต้นทุกชนิด</p>
<h2 style="text-align: justify">การดูแลรักษาตนเอง</h2>
<ul>
<li>การหลีกเลี่ยงละอองเกสรดอกไม้ ดอกหญ้านั้นทำได้ลำบากเมื่อออกไปภายนอกบ้าน แต่ถ้าอยู่ในบ้านการปิดประตูหน้าต่าง แล้วเปิดเครื่องปรับอากาศจะช่วยลดการได้รับสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้ประเภทนี้ได้</li>
<li>การตัดหญ้า หรือดายหญ้า ด้วยตนเอง เป็นสิ่งที่คนที่แพ้เชื้อรา หรือสปอร์ของเห็ด ควรหลีกเลี่ยง เพราะการกระทำดังกล่าวเป็นการทำให้สารแพ้ดังกล่าวฟุ้งกระจายมากขึ้น</li>
<li>เสริมสร้างสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เป็นสิ่งแวดล้อมที่มีสิ่งกระตุ้นภูมิแพ้น้อยๆ เช่นใช้ ผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน กันไรฝุ่น หลีกเลี่ยงการใช้ผ้าขนสัตว์ งดใช้ของใช้ในบ้านที่อาจจะเก็บกักฝุ่น เช่น งดการปูพรมในบ้านเป็นต้น</li>
<li>การใช้เครื่องฟอกอากาศก็มีประโยชน์มากเช่นกัน</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/allergic-rhinitis/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
