<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comHIV</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/tag/hiv/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2009 16:16:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Aids]]></category>
		<category><![CDATA[AZT]]></category>
		<category><![CDATA[CD4]]></category>
		<category><![CDATA[GPO-VIR]]></category>
		<category><![CDATA[GPO-VIR Z]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[Tenofovir]]></category>
		<category><![CDATA[Zidovudine]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์นสัน ซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีโอเวียร์]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีโอเวียร์ ซี]]></category>
		<category><![CDATA[ซิโดวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[ตับอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทินอฟโฟเวียร์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาลในเลือดสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ลามิวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[เนวิราพีน]]></category>
		<category><![CDATA[เอชไอวี]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[เอแซทที]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=928</guid>
		<description><![CDATA[ระทรวงสาธารณสุขไทย พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยาเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม เพราะได้ผลดีมาก ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป</strong></p>
<p style="text-align: justify">กระทรวงสาธารณสุขไทย พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยาเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม เพราะได้ผลดีมาก ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97</p>
<p style="text-align: justify">จากกรณีองค์การอนามัยโลกได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส <strong>สตาวูดีน (Stavudine : d4T)</strong> ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้ รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ <strong>ซิโดวูดีน (Zidovudine : AZT)</strong> หรือ<strong>ทินอฟโฟเวียร์ (Tenofovir)</strong> ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น ตั้งแต่<strong>ค่าซีดีโฟร์</strong>ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่ แทนคำแนะนำเดิมที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์ และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัสครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสมในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐานให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ <strong>จีพีโอเวียร์ (GPO-VIR)</strong> ประกอบด้วย <strong>สตาวูดีน + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> และสูตรที่ 2 คือ<strong>จีพีโอเวียร์ ซี (GPO-VIR Z) </strong>ประกอบด้วย <strong>ซิโดวูดีนหรือเอแซดที + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือ<strong>ซีดีโฟร์ (CD4)</strong> ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย จากการประเมินพบว่าได้ผลดี การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับเริ่มการให้ยาจากเดิมที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซีเป็น 350 เซลล์ต่อซีซี เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ</p>
<p style="text-align: justify">ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด เนื่องจากต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไปกรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัสแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน</p>
<p style="text-align: justify">โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาวตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ <strong>เอแซดที + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ <strong>เอแซดที + เนวิราพีน</strong> ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51 โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97 มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9 หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540 อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กันตามปริมาณเม็ดเลือดขาว และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็กเมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ</p>
<p style="text-align: justify">อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัวคือ เอแซดที + ลามิวูดีน + โลพินาเวียร์ เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น นายแพทย์สมยศกล่าวว่า การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี เนื่องจากมีโอกาสเกิด<strong>การแพ้ยาที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม ตับอักเสบ</strong> และอาจจะเกิดภาวะ<strong>น้ำตาลในเลือดสูง</strong> แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์ และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://www.moph.go.th/index.php" target="_blank">กระทรวงสาธารณสุข</a></p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคอะไรเอ่ย&#8230;ชื่อเหมือน ขนม</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 26 Oct 2009 08:02:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[แม่และเด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[Blueberry Muffin Baby]]></category>
		<category><![CDATA[Blueberry Muffin Cake]]></category>
		<category><![CDATA[CMV]]></category>
		<category><![CDATA[Extramedullary Hematopoiesis]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[Rubella]]></category>
		<category><![CDATA[Toxoplasmosis]]></category>
		<category><![CDATA[Varicella]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=742</guid>
		<description><![CDATA[ลักษณะที่ แสดงออกทางคลินิกของเด็กที่มีภาวะนี้  ก็คือการที่มี Papule (ตุ่มนูนเล็กๆ) และ Nodule (ตุ่มนูนจากผิวที่เกิดจากการมีก้อนสัญฐานกลมๆ) สีแดงน้ำเงิน  กระจัดกระจายอยู่ทั่วร่างกายของเด็กที่เป็นโรคนี้ ซึ่ง Papule และ Nodule นี้ ก็คือ จุดที่สร้างเม็ดเลือดที่อยู่ภายนอกไขกระดูก (Extramedullary Hematopoiesis)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SuVWLDMTpGI/AAAAAAAABBg/qjWyuGrGx6M/s800/Blueberrymuffin_baby.jpg" alt="Blueberry muffin baby" width="326" height="455" /></p>
<h1>Blueberry Muffin Baby</h1>
<p style="text-align: justify"><strong>Blueberry Muffin Baby</strong> : การที่ได้รับการขนานนามแบบนี้ก็เพราะลักษณะที่ แสดงออกทางคลินิกของเด็กที่มีภาวะนี้  ก็คือการที่มี <strong>Papule (ตุ่มนูนเล็กๆ)</strong> และ <strong>Nodule (ตุ่มนูนจากผิวที่เกิดจากการมีก้อนสัญฐานกลมๆ)</strong> สีแดงน้ำเงิน  กระจัดกระจายอยู่ทั่วร่างกายของเด็กที่เป็นโรคนี้ซึ่ง Papule และ Nodule นี้ก็คือ จุดที่สร้างเม็ดเลือดที่อยู่ภายนอกไขกระดูก (Extramedullary Hematopoiesis)</p>
<p style="text-align: justify">Blueberry Muffin Baby พบได้ในเด็กที่มีการติดเชื้อขณะอยู่ภายในครรภ์มารดาด้วยโรคดังต่อไปนี้  Toxoplasmosis, Varicella ( อีสุกอีใส) ,  Cytomegalovirus (CMV), HIV (เอดส์ ), Rubella (หัดเยอรมัน)</p>
<h2>การระบาดวิทยา</h2>
<p style="text-align: justify">อายุ : เด็กแรกเกิด</p>
<p style="text-align: justify">เพศ : ชาย=หญิง</p>
<p style="text-align: justify">ความชุก : พบไม่บ่อย</p>
<p style="text-align: justify">สาเหตุ : การติดเชื้อของมารดาด้วยโรคใดโรคหนึ่งดังต่อไปนี้ เช่น Toxoplasmosis, Varicella, CMV, HIV, Rubella ในระหว่างการตั้งครรภ์ แล้วการติดเชื้อส่งผ่านรกไปสู่ทารกในครรภ์</p>
<h2>การตรวจร่างกาย</h2>
<p style="text-align: justify">การตรวจพบทางผิวหนัง<br />
ชนิด : มีจุดเลือดออกเล็กๆ, มีจุด Macule (รอยแดง หรือดำ ที่ไม่นูนจากผิว) หรือ Papule (ตุ่มนูนเล็กๆ)  คล้ายรอยฟกช้ำ อยู่อย่างกระจัดกระจายไปทั่ว<br />
สี : น้ำเงินแดง ไปจนถึง สีแบบรอยฟกช้ำ<br />
ขนาด : เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-8 มิลลิเมตร<br />
รูปร่าง : กลม หรือ ทรงไข่<br />
การสัมผัส : นูนจากผิวหนัง, ขนาดที่ใหญ่ๆจะนูนจากผิวหนังถึง 1-2 มิลลิเมตร<br />
การกระจาย : ศรีษะ, คอ, ตัว, แขนขา</p>
<p>การตรวจพบโดยทั่วไป<br />
ต่างกันไปตามโรคตามที่กล่าวถึงข้างต้น</p>
<h2>การวินิจฉัยแยกโรค</h2>
<p style="text-align: justify">ต้องแยกสาเหตุของโรคติดเชื้อ ที่ก่อให้เกิดจุดสร้างเม็ดเลือดที่ผิวหนัง ว่าเป็นชนิดไหน ระหว่าง Toxoplasmosis, CMV, Varicella, HIV, Rubella การวินิจฉัยอาศัย ประวัติการติดเชื้อของมารดาด้วยโรคดังกล่าวข้างต้น</p>
<h2 style="text-align: justify">การตรวจทางห้องปฏิบัติการ</h2>
<p style="text-align: justify">การตรวจตจพยาธิวิทยา จุด Blueberry Muffin จะพบการรวมตัวอัดแน่นของ เซลเม็ดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่มีนิวเคลียส และไม่มีนิวเคลียส</p>
<h2 style="text-align: justify">การรักษา</h2>
<p style="text-align: justify">รักษาตามแต่โรคที่เป็นการติดเชื้อต้นเหตุ</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b9%88%e0%b8%a2-%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคติดเชื้อในช่องคลอดของสตรี (BV)</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2009 06:23:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Bacterial Vaginosis]]></category>
		<category><![CDATA[BV]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[PID]]></category>
		<category><![CDATA[คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวกลิ่นเหม็น]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวสีน้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[แสบร้อนช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=687</guid>
		<description><![CDATA[โรค Bacterial Vaginosis หรือเรียกสั้นๆ ว่า BV คือโรคที่เกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดผู้หญิง แล้วเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนที่ แล้วเกิดการอักเสบจนมีอาการ มีตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวด แสบร้อน หรือคันภายในช่องคลอด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img class="aligncenter" style="border: 1px solid black" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/St6ome56cAI/AAAAAAAAA8A/bejGA2DVuqU/s800/bacterialvaginosis.jpg" alt="Bacterial vaginosis" /></p>
<h2>Bacterial Vaginosis (การติดเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด)</h2>
<p>โรค Bacterial Vaginosis หรือเรียกสั้นๆ ว่า BV คือโรคที่เกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดผู้หญิง แล้วเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนที่ แล้วเกิดการอักเสบจนมีอาการ มีตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวด แสบร้อน หรือคันภายในช่องคลอด</p>
<h2>โรคนี้พบได้มากแค่ไหน ?</h2>
<p>โรค BV นี้เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในช่องคลอดมากที่สุดในหญิงวัย เจริญพันธุ์ และในประเทศสหรัฐอเมริกา พบมากในสตรีที่ตั้งครรภ์</p>
<h2>ผู้หญิงเป็นโรคนี้ได้อย่างไร ?</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่เข้าใจกันว่าเกิดจากการเสียสมดุลย์ ของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งตามปกติในช่องคลอดของผู้หญิงทุกคน จะมีเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นอยู่กันอย่างสงบสุขและสมดุล ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพของผู้หญิง แต่มีส่วนน้อยที่อาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ โรค BV นี้เกิดขึ้นจากการที่เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีอันตรายนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ</p>
<p style="text-align: justify">ผู้หญิงทุกคนสามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่มีกิจกรรมหรือพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเสียสมดุลย์ ของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น กิจกรรมนั้นคือ</p>
<ul>
<li>การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนใหม่</li>
<li>การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายๆคน</li>
<li>การสวนล้างช่องคลอด</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">กิจกรรมบางอย่างไม่มีส่วนในการทำให้เกิดโรคนี้ เช่น การใช้ที่นั่งของโถส้วมร่วมกับผู้อื่น, การใช้สระว่ายน้ำรวม, การใช้ที่นอนร่วมกับคนอื่น, การจับหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว</p>
<h2 style="text-align: justify">อาการและการแสดงออกของโรคนี้</h2>
<ul>
<li>ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ หรือถ้ามีก็จะมีอาการดังต่อไปนี้</li>
<li>มีตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม</li>
<li>ตกขาวมีกลิ่นเหม็น (บางคนบอกว่ากลิ่นเหมือนเหม็นคาวปลา)</li>
<li>ตกขาวสีขาวหรือน้ำตาล</li>
<li>มีอาการแสบร้อนในขณะที่ปัสสาวะ</li>
<li>มีอาการคันรอบๆ บริเวณของปากช่องคลอด</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">อะไรคือภาวะแทรกซ้อนของโรค BV ?</h2>
<p style="text-align: justify">ส่วนใหญ่โรคนี้จะไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่คนไข้โรค  BV บางรายเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นคือ</p>
<ul>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสติดเชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ถ้าติดเชื้อ HIV  มีโอกาสแพร่เชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ ถ้าเข้ารับการผ่าตัดใดๆ บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ เช่น ผ่าตัดมดลูก หรือ ขูดมดลูก มีโอกาสติดเชื้อที่แผลผ่าตัด หรือในบริเวณนั้นได้มากกว่าคนที่ไม่มีโรค BV</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้  ในขณะตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะมีภาวะแทรกซ้อน ในระหว่างตั้งครรภ์ได้มากกว่าคนท้องที่ไม่เป็นโรคนี้ เช่น การคลอดก่อนกำหนด และอาจจะมีลูกที่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>เชื้อที่ก่อโรคนี้ อาจจะลุกลามออกไปที่มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่อุ้งเชิงกรานได้ (PID) และโรค PID ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นหมัน หรือเป็นภาวะท้องนอกมดลูกที่มีอันตรายต่อชีวิตได้</li>
</ul>
<h2>เราจะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร ?</h2>
<p style="text-align: justify">
<p>นำสารน้ำจากช่องคลอดมาตรวจทางห้องปฏิบัติการทางแลปส์ เพื่อตรวจเชื้อแบคทีเรีย ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค BV</p>
<h2>การรักษาโรค BV</h2>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าคนไข้โรคนี้บางคนสามารถหายจากโรคนี้ได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา แต่อย่างไรก็ตามคนที่เป็นโรคนี้แล้วมีอาการ ควรเข้ารับการรักษาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมาได้ ในผู้ชายที่เป็นคู่นอนของหญิงที่ป่วยด้วยโรคนี้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการรักษา</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับในหญิงที่ตั้งครรภ์นั้น มีความจำเป็นมากในการที่จะต้องรักษาโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด หรือลูกคลอดออกมาน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ควรต้องเข้ารับการตรวจหาโรค BV (แม้ไม่มีอาการใดๆ) และถ้าพบว่าเป็นโรคควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p style="text-align: justify">แพทย์บางคนทำการรักษาโรค BV ก่อนการผ่าตัดคนไข้ที่จะเข้ารับการทำผ่าตัดมดลูกหรือการทำแท้ง เพื่อป้องกันภาวการณ์ติดเชื้อหลังผ่าตัด</p>
<p style="text-align: justify">โรค BV นี้ <strong>รักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ</strong> ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดที่แนะนำในการใช้ในการรักษาโรคนี้ คือ <strong>Metronidazole</strong> หรือ <strong>Clindamycin</strong> ซึ่งยาทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้ได้ทั้งคนตั้งครรภ์และไม่ตั้งครรภ์ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็รักษาเหมือนกับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV</p>
<p style="text-align: justify">โรคนี้สามารถเป็นได้ใหม่ภายหลังการรักษาจนหายแล้ว</p>
<h2 style="text-align: justify">เราจะป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคนี้จึงยังไม่มี แต่เรามีทางในการลดความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคนี้คือ</p>
<ul>
<li>มีความยับยั้งชั่งใจทางเพศ</li>
<li>ไม่มีคู่นอนหลายๆคน</li>
<li>ไม่สวนล้างช่องคลอด</li>
<li>ทานยาที่ได้รับเพื่อการรักษาโรคนี้จนครบที่แพทย์กำหนด แม้ว่าจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จักและทำความเข้าใจโรคเอดส์กันดีกว่าครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/09/hiv-aids/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/09/hiv-aids/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 15 Sep 2009 08:20:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Aids]]></category>
		<category><![CDATA[Condom]]></category>
		<category><![CDATA[Drug User]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[Infection]]></category>
		<category><![CDATA[T-cell]]></category>
		<category><![CDATA[การติดเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ถุงยาง]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=517</guid>
		<description><![CDATA[Acquired Immunodeficiency syndrome หรือโรคเอดส์ เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากโรคหนึ่ง เกิดขึ้นจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำให้อ่อนแอลงอย่างมากจนทำให้ไม่สามารถปกป้องคุ้มกันร่างกายของตนเองได้ จากการติดเชื้อต่างๆ เมื่อโรคเอดส์กัดกินร่างกายมากขึ้น ร่างกายของคนที่ติดเชื้อก็จะเต็มไปด้วยโรคที่ร้ายแรงต่อชีวิตมากมาย
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline"><img class="aligncenter" style="border: 1px solid black" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Sq9K77-TrcI/AAAAAAAAAl8/hiysGUQMieQ/s800/infection.gif.jpg" alt="HIV infection" /></span></span></p>
<h2><span style="font-size: medium">อะไรคือ เอดส์ (Aids)<br />
</span></h2>
<h2><span style="font-size: small"> </span></h2>
<p><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline"> </span></span><strong>Acquired Immunodeficiency Syndrome  (Aids)</strong> หรือ<strong>โรคเอดส์</strong> เป็นโรคที่มีความรุนแรงมากโรคหนึ่ง เกิดขึ้นจากการที่ภูมิต้านทานของร่างกายถูกทำให้อ่อนแอลงอย่างมากจนทำให้ไม่สามารถปกป้องคุ้มกันร่างกายของตนเองได้ จากการติดเชื้อต่างๆ เมื่อโรคเอดส์กัดกินร่างกายมากขึ้น ร่างกายของคนที่ติดเชื้อก็จะเต็มไปด้วยโรคที่ร้ายแรงต่อชีวิตมากมาย</p>
<h2><span style="font-size: medium">อะไรคือ HIV</span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"> </span><strong>HIV</strong> คือไวรัสที่ทำให้เกิดโรคเอดส์  ชื่อของไวรัสนี้คือ <strong>Human  Immunodeficiency Virus</strong> หรือเรียกอีกอย่างว่าเอดส์ไวรัส , HIV ทำลายภูมิต้านทานของร่างกายโดยการทำลายเซลล์ของระบบภูมิต้านทานคือ T–cell ซึ่งเซลล์นี้มีหน้าที่ในการปกป้องร่างกายจากโรคติดเชื้อและโรครุนแรงอื่นๆ รวมถึงโรคมะเร็งด้วย โรคเอดส์เกิดขึ้นหลังจากที่ T-cell ได้ลดจำนวนลงอย่างมากแล้ว</p>
<h2><span style="font-size: medium">ใครบ้างที่จะเป็นโรคเอดส์</span></h2>
<p style="text-align: justify">ใครก็ตามที่ติดเชื้อ HIV ในที่สุดแล้วจะกลายเป็นโรคเอดส์ และใครๆ ในโลกนี้ทุกคนสามารถที่จะติดเชื้อ HIV ได้ โดยไม่ขึ้นกับเชื้อชาติ เผ่าพันธุ์ ศาสนา สีผิว หรือเพศ  เพียงแค่คนคนนั้นได้รับเชื้อไวรัสผ่านทาง เลือด สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศของทั้งชายและหญิง คนคนนั้นก็จะติดเชื้อได้ หรือแม้แต่เด็กทารกที่ยังไม่เกิดที่อยู่ในครรภ์ของแม่ที่ติดเชื้อก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน</p>
<h2><span style="font-size: medium"><strong>เชื้อ HIV แพร่กระจายได้อย่างไร</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify">เชื้อไวรัส HIV นั้นดำรงชีวิตอยู่ในเซลล์เม็ดเลือดขาวชื่อ T-cell ซึ่งอยู่ในเลือด สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศชาย (Semen), สารคัดหลั่งจากอวัยวะเพศชาย ในน้ำนม หรือแม้แต่ในเลือดเมนส์  เชื้อนี้มีการติดต่อเมื่อมีการสัมผัสกับสารน้ำเหล่านี้  ทางที่พบบ่อยที่สุดคือผ่านทางการมีเพศสัมพันธุ์, การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน, ผ่านทางแม่สู่ลูกในระหว่างการตั้งครรภ์, หรือการให้นมบุตร (เชื้อผ่านทางน้ำนม)</p>
<h2><span style="font-size: medium"><strong>การติดต่อทางการมีเพศสัมพันธุ์</strong></span></h2>
<p style="text-align: justify"><span style="text-decoration: underline"></span>การติดต่อทางนี้เป็นการติดต่อที่พบบ่อยที่สุดของเชื้อ HIV โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัย และสารฆ่าสเปิร์ม การสัมผัสกับเลือดและสารคัดหลั่งที่ติดเชื้อ ทำให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ รวมถึงการทำ Oral Sex ด้วย</p>
<h2><span style="font-size: medium">การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน</span></h2>
<p style="text-align: justify">เป็นการติดเชื้อเมื่อมีการใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนที่ติดเชื้อ HIV เช่นพวกที่ฉีดยาเสพติดเข้าร่างกายตนเอง เช่น ฉีดเฮโรอีน โคเคน หรือแม้แต่สารสเตอรอยด์</p>
<h2><span style="font-size: medium">การติดผ่านทางการตั้งครรภ์</span></h2>
<p style="text-align: justify">สารคัดหลั่งที่มีเชื้อสามารถนำเชื้อไปติดลูกได้โดยผ่านทาง ระหว่างอยู่ในครรภ์ ระหว่างการคลอด ระหว่างการให้นมบุตร เด็กที่เกิดจากมารดาที่ติดเชื้อ HIV จะติดเชื้อจากมารดาได้ ประมาณ 15-25 % ของเด็กกลุ่มนี้ทั้งหมด</p>
<h2><span style="font-size: medium">การติดต่อทางการได้รับเลือดหรือผลิตผลจากเลือดที่มีเชื้อ</span></h2>
<p style="text-align: justify">ในอดีตพบมีการติดเชื้อทางการได้รับเลือดที่มีเชื้อกันจำนวนไม่น้อย นับตั้งแต่ ปี คศ. 1985 มีการใช้การตรวจหาภูมิต้านทานของเชื้อ HIV ในการคัดกรองเลือดที่จะให้แก่ผู้ป่วย ในปัจจุบันจึงพบน้อยมากที่จะพบว่ามีคนติดเชื้อ HIV ผ่านทางการได้รับเลือด จนถือได้ว่าเลือดที่ได้รับบริจาคผ่านโรงพยาบาลหรือสภากาชาด เป็นเลือดที่ไม่มีความเสี่ยงต่อการกระจายเชื้อ HIV</p>
<h2><span style="font-size: medium">เชื้อ HIV ไม่แพร่ทางไหน</span></h2>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าเชื้อ HIV จะพบได้ในน้ำลายและน้ำตา แต่เชื้อนี้จะไม่สามารถติดต่อทางการผ่านสารน้ำชนิดนี้ได้ และเชื้อนี้ไม่สามารถแพร่กระจายผ่านทาง การไอ การจาม การร้องไห้  หรือแม้แต่การสัมผัสกับเหงื่อของคนที่มีเชื้อก็ไม่ติดเชื้อ และการใช้ห้องน้ำ ใช้ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ใช้ผ้าเช็ดตัว ใช้โทรศัพท์ ใช้ที่สาธารณะ การดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้เสื้อผ้าร่วมกัน การนอนที่นอนเดียวกัน การจูบกัน การกอดกันการสัมผัสกันตามธรรมดา ไม่สามารถที่จะติดเชื้อนี้ได้</p>
<h2><span style="font-size: medium">การตรวจภูมิต่อเชื้อ HIV (HIV Antibody Test)</span></h2>
<p style="text-align: justify">การตรวจแอนตี้บอดี้ (ภูมิ) ต่อเชื้อ HIV เป็นการตรวจเพื่อพิสูจน์การติดเชื้อไวรัส HIV โดยการหาภูมิแอนตี้บอดี้ที่มีต่อเชื้อ HIV ในกระแสเลือด จะพบภูมินี้ได้ หลังจากการได้รับเชื้อ ประมาณ 4-12 สัปดาห์  ผลที่เป็นบวก หมายถึงการมีแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อนี้ในกระแสเลือด ผลที่เป็นลบ หมายถึงการไม่มีแอนตี้บอดี้ต่อเชื้อนี้ในกระแสเลือด ถ้าได้ผลที่เป็นบวก เรามักจะทำการตรวจยืนยันด้วยวิธีการตรวจแบบอื่นซ้ำอีกทีหนึ่งก่อน แม้ว่าจะตรวจพบการติดเชื้อในกระแสเลือดแล้วคนที่ติดเชื้ออาจจะไม่มี อาการใดๆเ ลยได้เป็นปีๆ เลยทีเดียว เพราะอย่างนี้ในคนที่มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อนี้ ควรทำการตรวจเลือดพิสูจน์ดูแม้จะไม่มีอาการใดๆ ก็ตาม</p>
<h2><span style="font-size: medium">HIV Positive</span></h2>
<p style="text-align: justify">การมี  HIV Positive หมายถึงการที่คุณจะมีเชื้อ HIV ในกระแสเลือดไปตลอดชีวิต และสามารถที่จะนำเชื้อไปติดคนอื่นได้ ผ่านทางการมีเพศสัมพันธุ์หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน คนที่มี HIV Positive ควรจะรักษาสุขภาพให้ดีอยู่เสมอเพราะแม้แต้ไข้หวัดธรรมดาก็สามารถที่จะร่วมกันกับเชื้อ HIV ทำให้ภูมิต้านทางของร่างการคุณอ่อนแอลงได้ คนที่ HIV Positive ทุกคนไม่จำเป็นต้องกลายเป็นโรคเอดส์ แต่ส่วนใหญ่จะกลายเป็นโรคเอดส์ และเกิดการติดเชื้อต่างๆ ตามมาได้เมื่อร่างกายมีภูมิต้านทานน้อยลง</p>
<h2><span style="font-size: medium">ระยะของการติดเชื้อ HIV</span></h2>
<h3>1. ระยะการติดเชื้อเฉียบพลัน</h3>
<p>ระยะนี้เกิดขึ้น 1-2 สัปดาห์หลังการได้รับเชื้อ ระยะนี้เชื้อไวรัสจะมีการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนเป็นจำนวนมาก</p>
<h3>2. ระยะไม่มีอาการ (Asymptomatic HIV)</h3>
<p>ระยะนี้จะไม่พบว่ามีอาการใดๆ เราใช้ การนับจำนวน T-cell ในการเฝ้าระวังการดำเนินไปของโรค ด้วยภูมิต้านทานของคนไข้เองและการใช้ยาต้านไวรัส ระยะนี้อาจจะยาวนานถึง 10-12 ปี</p>
<h3>3. ระยะมีอาการ (Symptomatic HIV)</h3>
<p>ระยะนี้มี 2 เฟส คือ</p>
<ul>
<li><span style="text-decoration: underline">Early phase</span> ระยะนี้ อาจจะมีอาการ ไข้, มีการติดเชื้อราแคนดิด้า, ติดเชื้อ Herpes, หรือมีอาการเหงื่ออกกลางคืน</li>
<li><span style="text-decoration: underline">Late phase</span> ระยะนี้เริ่มต้นเมื่อ T-cell ลดจำนวนลงต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อ ไมโครลิตร ในระยะนี้อาจจะมีโรคเกิดขึ้นดังต่อไปนี้ เช่น โรคแผลในกระเพาะอาหาร โรคหลอดอาหารอักเสบ โรคตับอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ โรคงูสวัด โรคผื่นผิวหนังอักเสบ มีอาการคลื่นไส้ มีน้ำหนักลดอย่างมาก มีท้องเสียเรื้อรัง และพบมีการติดเชื้อฉวยโอกาสอย่างน้อยหนึ่งอย่าง</li>
</ul>
<h3>4. ระยะท้ายของโรค ( Advanced HIV )</h3>
<p>ระยะนี้เริ่มต้นเมื่อ T-cell ลดจำนวนลงต่ำกว่า 59 เซลล์ต่อ ไมโครลิตร อาการในระนี้คือ มีอาการชักกระตุก, เพ้อ, อั้นปัสสาวะไม่ได้, ตาบอด, และโคม่า (หมดสติ) ในระยะนี้อัตราการตายสูงมาก</p>
<h2><span style="font-size: medium">การรักษา</span></h2>
<p style="text-align: justify">ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาให้หายขาดได้ การปฏิบัติตัวที่ดีและการได้รับยาต้านไวรัส สามารถทำให้ผู้ป่วยมีอายุยืนขึ้นได้มาก ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับโรคนี้  การได้รับยาต้านไวรัสช่วยยืดเวลาในการที่จะเปลี่ยนจากการติดเชื้อ HIV ไปเป็นโรคเอดส์ และในปัจจุบันมียาใหม่จำนวนมากที่ใช้ในการป้องกันการติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ ที่ได้ผลดีมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตามท่านควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคเอดส์เพื่อขอรับคำแนะนำในการรักษาโรคให้ถูกต้องยิ่งขึ้น</p>
<h2><span style="font-size: medium">การป้องกันโรคเอดส์</span></h2>
<ol>
<li> ไม่มีเพศสัมพันธุ์กับคนที่อาจจะมีความเสี่ยงต่อการมีเชื้อ HIV หรือถ้าจำเป็นจะต้องมีควรใส่ถุงยางอนามัยเพื่อป้องกัน (ป้องกันได้แต่ไม่ 100% )</li>
<li>ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับคนอื่น หรือถ้าจะให้ดี ไม่ยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดเลยจะดีที่สุด</li>
<li>รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ</li>
<li>ถ้ามีการตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์กับสถานพยาบาลแผนปัจจุบันที่ได้มาตรฐาน</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/09/hiv-aids/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มาเลเรีย และแผนการขององค์การอนามัยโลกในปี 2015</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/08/malaria-and-who-year-2015-plan/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/08/malaria-and-who-year-2015-plan/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 23 Aug 2009 06:49:11 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[มาเลเรีย (Malaria)]]></category>
		<category><![CDATA[Aids]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[Malaria]]></category>
		<category><![CDATA[Statistic]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันการระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[มาเลเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[สถิติ]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=268</guid>
		<description><![CDATA[วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมาเป็นวันต่อต้านมาเลเรียโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ WHO (World Health Organization) แสดงให้เห็นว่าประชากรจำนวน 3.3 พันล้านคน (ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก) ตกอยู่ในความเสี่ยงของโรคนี้ ทุกปีประชากรในจำนวนที่เสี่ยงนี้ จะมีผู้ติดเชื้อมาเลเรียประมาณ 250 ล้านราย และในจำนวนนี้เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านราย โดยประชากรที่ตกอยู่ในความเสี่ยงมากที่สุดอยู่ในประเทศยากจน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify"><img style="border: 1px solid black;margin: 8px;float: left" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC2jZlS8oI/AAAAAAAAAVg/Jlu12rAbApw/s800/malaria_mosquito.jpg" alt="Malaria" width="130" height="100" />วันที่ 25 เมษายน ที่ผ่านมาเป็นวันต่อต้านมาเลเรียโลก ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก หรือ <a href="http://www.who.int/en/" target="_blank">WHO (World Health Organization)</a> แสดงให้เห็นว่าประชากรจำนวน 3.3 พันล้านคน (ประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก) ตกอยู่ในความเสี่ยงของโรคนี้ ทุกปีประชากรในจำนวนที่เสี่ยงนี้ จะมีผู้ติดเชื้อมาเลเรียประมาณ 250 ล้านราย และในจำนวนนี้เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านราย โดยประชากรที่ตกอยู่ในความเสี่ยงมากที่สุดอยู่ในประเทศยากจน</p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-268"></span>ไข้มาเลเรียเป็นปัญหารุนแรงมากในทวีปแอฟริกา (Africa) มีเด็กถึง 20% ตายเนื่องจากโรคนี้ โดยเฉลี่ยแล้วเด็กแอฟริกาจะเป็นไข้มาเลเรีย 1.6 &#8211; 5.4 ครั้งในทุกปี และเด็ก 1 คนจะตายเนื่องจากโรคนี้ทุกๆ 30 วินาที</p>
<h2>ชนิดของมาเลเรียที่เกิดกับคน</h2>
<ol>
<li> Plasmodium falciparum: พบบ่อย และมีความรุนแรง</li>
<li> Plasmodium vivax: พบบ่อย</li>
<li> Plasmodium malariae</li>
<li> Plasmodium ovale.</li>
</ol>
<h2>อาการ</h2>
<p style="text-align: justify">เป็นไข้, ปวดหัว, หนาว, อาเจียน อาการเหล่านี้จะปรากฎหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 10 &#8211; 15 วัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาด้วยาที่มีประสิทธิภาพอย่างทันท่วงที จะทำให้อาการทรุดหนักได้</p>
<h2 style="text-align: justify">พาหะ</h2>
<p style="text-align: justify">ยุงก้นปล่อง ซึ่งมีปรสิตประเภท Plasmodium อาศัยอยู่</p>
<h2 style="text-align: justify">กลุ่มเสี่ยง</h2>
<ul>
<li>นักเดินทางจากพื้นที่ปลอดมาเลเรีย (คนเหล่านี้จะมีภูมิต้านทานต่อมาเลเรียน้อย หรือไม่มีเลย) ที่เดินทางเข้าไปในพื้นที่การระบาด</li>
<li>สตรีมีครรภ์ที่ไม่มีภูมิต้านทาน ซึ่งจะมีผลทำให้แท้งลูกได้</li>
<li>สตรีมีครรภ์ที่พอมีภูมิต้านทานบ้าง จะมีผลทำให้เกิดโลหิตจางอย่างแรง มีทารกเสียชีวิตจากกรณีนี้ประมาณ 200,000 รายทุกปี</li>
<li>สตรีมีครรภ์ที่ติดเชื้อไวรัส HIV หรือโรคเอดส์ (Aids) จะมีความเสี่ยงสูงมากขึ้น</li>
</ul>
<h2>การแพร่ระบาด การติดเชื้อ การป้องกันและการควบคุมไข้มาเลเรีย</h2>
<ol>
<li> มาเลเรียเป็นเชื้อโรคที่ติดต่อได้กับคนทุกอายุ โรคนี้เกิดจากปรสิต (Parasite) ในจำพวก Plasmodium ซึ่งติดต่อจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่งได้โดยการกัดของยุง (ก้นปล่อง) ที่มีปรสิตนี้อาศัยอยู่ หากผู้ติดเชื้อไม่ได้รับการรักษาด้วยยาที่มีประสิทธิภาพอย่างถูกต้องทันท่วงที จะมีผลทำให้อาการหนักได้</li>
<li> ประชากรราว 3.3 พันล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งโลก ตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้ได้ ทุกๆ ปีจะมีผู้ป่วยมาเลเรียประมาณ 250 ล้านราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตประมาณ 1 ล้านราย ประชากรที่ตกอยู่ในความเสี่ยงมากที่สุดอยู่ในประเทศยากจน</li>
<li> ประมาณ 20% ของเด็กในทวีปแอฟริกาที่เสียชีวิต จะเสียชีวิตจากมาเลเรีย เด็กแอฟริกาจะป่วยเป็นโรคนี้ประมาณ 1.6 &#8211; 5.4 ครั้งต่อปี และจะมีเด็กในแอฟริกาเสียชีวิตจากมาเลเรียทุกๆ 30 วินาที</li>
<li>การได้รับการตรวจและรักษาแต่เนิ่นๆ เป็นวิธีพื้นฐานในการควบคุมมาเลเรีย เนื่องจากเป็นการลดระยะเวลาการติดเชื้อและแพร่เชื้อให้น้อยลง และเป็นการป้องกันการเสียชีวิตได้เป็นอย่างดี</li>
<li>การใช้ยาต้านเชื้ออย่างไม่เหมาะสมในศตวรรษที่ผ่านมา เป็นเหตุให้เชื้อนี้ดื้อยาอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ในระยะเวลาสิบปีมานี้มียาต้านเชื้ออย่างใหม่ที่รู้จักกันว่าเป็นยารวมจำพวก Artemisinin (Artemisinin-based Combination Therapies : ACT) ยานี้นำมาซึ่งความหวังใหม่ในการต่อสู้กับเมเลเรียอีกครั้ง</li>
<li>ยุทธวิธีหลักในการควบคุมมาเลเรีย ก็คือการลดอัตราและจำนวนผู้ป่วยที่ติดเชื้อให้ลดลง สิ่งนี้จะทำสำเร็จได้โดยการควบคุมประชากรยุง ซึ่งจะมีผลให้ลดหรือขัดขวางการแพร่เชื้อตามมา</li>
<li> ในระยะยาวนั้น สามารถใช้มุ้งเคลือบยาฆ่าแมลงในการป้องกันประชากรกลุ่มเสี่ยงได้ โดยเฉพาะเด็กและสตรีมีครรภ์ในพื้นที่เสี่ยง มุ้งยังสามารถปกป้องชุมชนเมื่อมีการใช้อย่างแพร่หลายอย่างน้อย 80% มุ้งประเภทนี้มีอายุการใช้งานได้นานหลายปี บางรุ่นมีอายุใช้งานได้ 3-5 ปีเลยทีเดียว</li>
<li>การพ่นยาในที่อยู่อาศัย เป็นการลดจำนวนของยุงได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการพ่นยานี้จะมีผลอยู่ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของพื้นผิวของบริเวณที่ถูกพ่นยา (หากเป็นยา DDT จะมีผลนานกว่า คืออาจมีผลนานถึง 12 เดือนก็เป็นได้) หมายเหตุ: ในระยะหลังๆ นี้ ทั่วโลกในรณรงค์ให้หยุดใช้ DDT แล้วนะครับ เนื่องจากเป็นพิษนานต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ รวมทั้งคน นอกจากนี้ DDT ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีลูกได้ (อาจจะแท้ง หรือเป็นหมัน) การเกือบสูญพันธ์ของนกอินทรีย์ในอเมริกาก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจาก DDT นี้เช่นกัน
<ul style="text-align: justify">
<li>หมายเหตุ: ในระยะหลังๆ นี้ ทั่วโลกได้รณรงค์ให้หยุดใช้ DDT แล้วนะครับ เนื่องจากเป็นพิษนานต่อสิ่งแวดล้อม สัตว์ รวมทั้งคน นอกจากนี้ DDT ยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้สิ่งมีชีวิตไม่สามารถมีลูกได้ (อาจจะแท้ง หรือเป็นหมัน) การเกือบสูญพันธ์ของนกอินทรีย์ในอเมริกาก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจาก DDT นี้เช่นกัน</li>
</ul>
</li>
<li>สตรีมีครรภ์จะมีความเสี่ยงสูงไม่ใช่แต่การเสียชีวิตเท่านั้น แต่รวมไปถึงการแท้งลูก การคลอดก่อนกำหนด การตายของทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์อีกด้วย มาเลเรียทำให้เกิดภาวะโลหิตจางในมารดาอย่างแรง และเป็นสาเหตุถึง 1 ใน 3 ของการทำให้ทารกแรกเกิดมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน มาเลเรียมีผลให้สตรีมีครรภ์เสียชีวิตถึง 10,000 ราย และทารกเสียชีวิตถึง 200,000 รายทุกปีในแอฟริกาทวีปเดียวมาเลเรียส่งผลให้เกิดการสูญเสียทางเศรษฐกิจ 1.3% ในประเทศที่มีการแพร่เชื้ออย่างรุนแรง</li>
<li>มาเลเรียมีผลต่อครอบครัวและชุมชนในย่านยากจน โดยเฉพาะประชากรที่ไม่สามารถเข้าถึงการสาธารณสุขได้ มาเลเรียมีผลต่อความยากจน และลดความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาว มันเป็นปัญหาทั้งในสถานศึกษาและสถานที่ทำงาน อย่างไรก็ตามมันป้องกันและรักษาได้</li>
</ol>
<h2>เงินกองทุนที่ใช้สนับสนุนเพื่อต่อต้านมาเลเรีย</h2>
<p>ที่มา: <a href="http://www.rollbackmalaria.org/worldmalariaday/index.html" target="_blank">rollbackmalaria.org</a></p>
<p>หน่วย: ล้านดอลลาร์สหรัฐ (million U.S.D.)</p>
<table style="width: 475px;height: 98px" border="0">
<caption>เงินกองทุนที่ใช้สนับสนุนเพื่อต่อต้านมาเลเรีย</caption>
<tbody>
<tr style="text-align: center;background-color: #1f9af4" align="center">
<td>ปี (Year)</td>
<td>เอเชียแปซิฟิก</td>
<td>แอฟริกา</td>
<td>ทวีปอเมริกา</td>
<td style="text-align: center">ตะวันออกกลางและยุโรป</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center">2009</td>
<td style="text-align: center">227</td>
<td style="text-align: center">2,700</td>
<td style="text-align: center">227</td>
<td style="text-align: center">188</td>
</tr>
<tr>
<td style="text-align: center">2010</td>
<td style="text-align: center">261</td>
<td style="text-align: center">3,000</td>
<td style="text-align: center">261</td>
<td style="text-align: center">226</td>
</tr>
<tr>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
<td></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<h2>ผังการระบาดของมาเลเรีย</h2>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 530px"><img src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC5QzC5mAI/AAAAAAAAAVk/ty8qVEYT6Ek/s800/malaria_regions_all.jpg" alt="ผังการระบาดรวมของมาเลเรีย (ข้อมูลปี 2009)" width="520" height="262" /><p class="wp-caption-text">ผังการระบาดรวมของมาเลเรีย (ข้อมูลปี 2009)</p></div>
<p>จากผังรวมทั่วโลก มีประเทศที่มีมาเลเรียระบาดอยู่ถึง 109 ประเทศใน 4 เขตทั่วโลก</p>
<h3>ระดับการระบาด</h3>
<ul>
<li>Control, High global Deaths (<strong><span style="color: #3366ff">สีฟ้าเข้ม</span></strong>): เป็นพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง มีอัตราการเสียชีวิตสูง เป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมเพิเศษ</li>
<li>Control, Low Global Deaths (<strong><span style="color: #00ccff">สีฟ้าอ่อน</span></strong>): เป็นพื้นที่ที่มีการระบาด มีอัตราการเสียชีวิตที่ไม่สูงมากนัก</li>
<li>Elimination (<strong><span style="color: #ff9900">สีเหลือง</span></strong>): เป็นพื้นที่ที่ยังมีมาเลเรียอยู่แต่น้อย อยู่ในระหว่างการกำจัดมาเลเรียให้หมดไป</li>
<li>Malaria Free (สีขาว): เป็นพื้นที่ที่ปลอดจากมาเลเรีย</li>
</ul>
<p>จากแผนที่เราจะสังเกตได้ว่ามาเลเรียจะระบาดมากบริเวณประเทศแถบร้อนใกล้เส้น ศูนย์สูตร (ประเทศไทยก็อยู่บริเวณนี้เช่นกัน) ทั้งนี้ก็เนื่องจากยุงชอบอาศัยในบริเวณสภาพอากาศเปียกชื้นนั่นเอง</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 482px"><img class=" " src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpDWEIfnT5I/AAAAAAAAAV4/Z8kG17IZM6k/s800/malaria_regions.jpg" alt="Malaria 4 Regions" width="472" height="254" /><p class="wp-caption-text">เขตการระบาดรวมของมาเลเรีย 4 เขต (ปี 2009)</p></div>
<h3>เขตทวีปแอฟริกา</h3>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 526px"><img src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC5RFELZwI/AAAAAAAAAVo/znQxAJVepkQ/s800/malaria_regions_africa.jpg" alt="Malaria in Africa" width="516" height="264" /><p class="wp-caption-text">มาเลเรียในแอฟริกา</p></div>
<p style="text-align: center">
<p><strong>ประเทศ</strong>: มีมาเลเรียระบาดอยู่ 50 ประเทศ โดยเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในข่ายควบคุม 46 ประเทศ อีก 4 ประเทศสามารถกำจัดมาเลเรียได้แล้ว<br />
<strong>เป้าหมาย</strong>: ค่อยๆ ลดจำนวนผู้ป่วยจาก 365 ล้านราย ให้เหลือ 158 ล้านราย และ 79 ล้านรายในปี 2015 และลดอัตราการเสียชีวิตลงจาก 963,000 ราย ให้เหลือ 480,000 ราย จนกระทั่งไม่มีผู้เสียชีวิตเลยในปี 2015</p>
<h3>เขตเอเชีย-แปซิฟิค</h3>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 514px"><img src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC5Ran8uPI/AAAAAAAAAVs/Cn3_vdRQOsI/s800/malaria_regions_asia_pacific.jpg" alt="Malaria in Asia-Pacific" width="504" height="269" /><p class="wp-caption-text">มาเลเรียในเอเชียแปซิฟิก</p></div>
<p><strong>ประเทศ</strong>: มีมาเลเรียระบาดอยู่ 20 ประเทศ (รวมถึงประเทศไทย) โดยเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในข่ายควบคุม 16 ประเทศ อีก 4 ประเทศสามารถกำจัดมาเลเรียได้แล้ว<br />
<strong>เป้าหมาย</strong>: รักษาอัตราการตายให้คงอยู่ในอัตราต่ำ (ไม่เกิน 1,000 ราย) และสามารถกำจัดมาเลเรียเพิ่มได้ใน 1 ประเทศหรือมากกว่านั้น</p>
<h3>เขตทวีปอเมริกา</h3>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 511px"><img src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC5ReZLQhI/AAAAAAAAAVw/_ST4nO0_5Dc/s800/malaria_regions_the_americas.jpg" alt="Malaria in Americas" width="501" height="268" /><p class="wp-caption-text">มาเลเรียในทวีปอเมริกา</p></div>
<p><strong>ประเทศ</strong>: มีมาเลเรียระบาดอยู่ 22 ประเทศ โดยเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในข่ายควบคุม 17 ประเทศ อีก 5 ประเทศสามารถกำจัดมาเลเรียได้แล้ว<br />
<strong>เป้าหมาย</strong>: ลดจำนวนผู้ป่วยลงจาก 134 ล้านราย ให้เหลือ 33 ล้านราย ในปี 2015 และลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงให้ไม่มีผู้เสียชีวิตในปี 2015</p>
<h3>เขตตะวันออกกลางและยุโรป</h3>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 518px"><img src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SpC5RY7xKgI/AAAAAAAAAV0/lxPN1bUh4Cg/s800/malaria_regions_middleeast_eurasia.jpg" alt="Malaria in Middle East and Eurasia" width="508" height="268" /><p class="wp-caption-text">มาเลเรียในตะวันออกกลางและยุโรป</p></div>
<p><strong>ประเทศ</strong>:  มีมาเลเรียระบาดอยู่ 17 ประเทศ โดยเป็นประเทศที่ต้องอยู่ในข่ายควบคุม 3 ประเทศ อีก 14 ประเทศสามารถกำจัดมาเลเรียได้แล้ว<br />
<strong>เป้าหมาย</strong>: ลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงในปี 2010 และปี 2015</p>
<h3>หมายเหตุ:</h3>
<ol>
<li> ตัวเลขเงินที่ต้องการใช้ในสนับสนุนต่อต้านมาเลเรียของเขตเอเชีย-แปซิฟิค ยังสับสนอยู่ หากดูในแผนผัง จะพบว่าใช้น้อยพอๆ กับแถบยุโรป แต่พอค้นดูจากเว็บ <a href="http://www.rollbackmalaria.org/gmap/3-1.html" target="_blank">rollbackmalaria.org</a> จะพบว่าต้องการใช้เงินทุนใกล้เคียงหรือมากกว่าแอฟริกาเลยทีเดียว ถ้าเอาตามที่ผมรู้สึก ผมว่าเอเชีย-แปซิฟิคน่าจะมีมาเลเรียระบาดน้อยกว่าแอฟริกามาก ดังนั้นเงินทุนที่ต้องการสนับสนุนไม่น่าจะมากตามที่แสดงในเว็บ</li>
<li>จากตัวเลขเป้าหมายในแผนภาพ ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าตัวเลขเป้าหมายของจำนวนผู้ป่วยและผู้เสียเสียชีวิตในบางเขต ยังสับสนอยู่เช่น หน่วยไม่ชัดเจน (ไม่มีหน่วย, หน่วย K, หน่วย M) หรือตัวเลขเป้าหมายเพิ่มขึ้น ทำให้สับสนเหมือนกันว่ารายงานนี้ถูกต้องแค่ไหน</li>
</ol>
<p>ที่มา: <a href="http://www.who.int/en/" target="_blank">WHO</a>, <a href="http://www.rollbackmalaria.org/worldmalariaday/index.html" target="_blank">RoolbackMalaria</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/08/malaria-and-who-year-2015-plan/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
