<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comคันช่องคลอด</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/tag/%e0%b8%84%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคติดเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/vaginal-yeast/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/vaginal-yeast/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 26 Nov 2009 19:42:51 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Candida Albicans]]></category>
		<category><![CDATA[Vaginal Candidiasis]]></category>
		<category><![CDATA[Vaginal Yeast]]></category>
		<category><![CDATA[คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวสีขาวเป็นก้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวไม่เหม็น]]></category>
		<category><![CDATA[รอยแดงที่ปากช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคติดเชื้อราในช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=916</guid>
		<description><![CDATA[การติดเชื้อราในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อย เชื่อกันว่าผู้หญิงทุกคนต้องเคยติดเชื้อราในช่องคลอดมาบ้างอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น เช่นการตั้งครรภ์ การเป็นเบาหวาน การเป็นโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยจะดี เช่น โรคเอดส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="vaginal candidiasis" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Sw7Z4DK71mI/AAAAAAAABR4/HIn6c45ySV0/s800/vaginal-yeast.jpg" alt="vaginal candidiasis" width="300" height="222" /></p>
<h2>โรคติดเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Yeast Infection)</h2>
<p style="text-align: justify">โรคติดเชื้อราในช่องคลอด เชื้อก่อโรคที่พบมากที่สุดคือเชื้อ <strong>Candida Albicans</strong> เรียกอีกอย่างว่า <strong>Vaginal Candidiasis<br />
</strong></p>
<h2 style="text-align: justify">สาเหตุ</h2>
<p style="text-align: justify">เชื้อ <strong>Candida Albicans</strong> เป็น<strong>เชื้อรา</strong>ที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก ปกติมันจะอาศัยอยู่ในปริมาณน้อยๆ ในช่องคลอดของผู้หญิง ในปาก ในระบบทางเดินอาหาร และบนผิวหนังโดยไม่ก่อให้เกิดโรคแต่อย่างใด</p>
<p style="text-align: justify">ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการขึ้นเมื่อจำนวนเชื้อนี้มีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าเมื่อเทียบกับเชื้ออื่นๆ ที่อาศัยอยู่อย่างปกติในช่องคลอด เชื้อ Candida albicans จะมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติจนเกิดการติดเชื้อ จากสาเหตุคือ</p>
<ul>
<li>สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่จะเอื้ออำนวยให้เชื้อเจริญได้มากขึ้น</li>
<li>เชื้อประจำถิ่นของช่องคลอดชนิดอื่นๆ เช่น<strong> เชื้อแบคทีเรียลดปริมาณลง</strong> จึงเกิดการเสียสมดุล เช่น กรณีที่ทานยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียนานๆ หรืออย่างแรง จนทำให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องคลอดพลอยตายลง และลดปริมาณลงอย่างมาก</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">การติดเชื้อราในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อย เชื่อกันว่าผู้หญิงทุกคนต้องเคยติดเชื้อราในช่องคลอดมาบ้างอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น เช่นการตั้งครรภ์ การเป็นเบาหวาน การเป็นโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยจะดี เช่น โรคเอดส์</p>
<p style="text-align: justify">การติดเชื้อราในช่องคลอดไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ 12-15% ของผู้ชายที่ร่วมเพศกับผู้หญิงที่ติดเชื้อราในช่องคลอดจะเกิดผื่นแดงและคัน ที่องคชาติตามหลังการร่วมเพศกับคนที่ติดเชื้อดังกล่าว</p>
<p style="text-align: justify">การติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยๆ อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ ภาวะความผิดปกติทางสุขภาพอื่นๆ ที่แอบแฝงอยู่ในตัวคนคนนั้น<br />
การติดเชื้อราในช่องคลอดที่เป็นซ้ำทันทีที่รักษาครบคอร์ส หรือการติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามมาตรฐานปกติ อาจจะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงการมีการติดเชื้อ HIVแอบแฝงอยู่</p>
<p style="text-align: justify">ทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ติดเชื้อ  HIV และเริ่มจะเป็นโรคเอดส์ จะติดเชื้อ Candida Albicans ได้ง่ายทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะที่ในช่องปาก หลอดอาหาร ผิวหนัง</p>
<h2 style="text-align: justify">อาการ</h2>
<ul>
<li>มีตกขาวที่ผิดปกติ เช่น เป็นแบบเป็นน้ำ หรือเป็นตกขาวสีขาวข้น ตกขาวเป็นก้อนหนา</li>
<li>มีการอักเสบของผิวหนังที่บริเวณปากช่องคลอด</li>
<li>มีความเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์</li>
<li>มีความเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ</li>
<li>มีรอยแดงที่ปากช่องคลอด</li>
<li>มีอาการแสบ คันที่ช่องคลอดและปากช่องคลอด</li>
</ul>
<h2>การตรวจ</h2>
<ul>
<li>การตรวจภายใน (PV) จะพบร่องรอยของการอักเสบที่บริเวณผิวหนังที่ปากช่องคลอด ในช่องคลอด ปากมดลูก และอาจจะพบคราบสีขาวๆ ติดที่ผนังของช่องคลอด</li>
<li>การตรวจ Wet Smear โดยการป้ายเอาสารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือตกขาวมาส่องดูสดๆ ทางกล้องจุลทรรศน์จะพบยีสต์ของเชื้อราแคนดิด้า</li>
</ul>
<h2>การรักษา</h2>
<p>มีทั้งการรักษาด้วยครีมทายาสอดช่องคลอด และยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน (ไม่ควรใช้ยากินในขณะตั้งครรภ์) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาที่เหมาะสม</p>
<h2>การพยากรณ์โรค</h2>
<p>โรคจะหายได้โดยง่ายด้วยการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม</p>
<h2>ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้</h2>
<p>การติดเชื้อเรื้อรัง มักเกิดจากการได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ</p>
<p>การติดเชื้อซ้ำ อาจจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยชอบเกาแกะผิวหนังที่ปากช่องคลอดอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดแผลแตกเล็กๆ ที่ทำให้ง่ายต่อการที่จะเกิดการติดเชื้อซ้ำ</p>
<h2>การป้องกัน</h2>
<p>หลีกเลี่ยงการทำให้พื้นผิวบริเวณอวัยวะสืบพันธ์เปียกชื้นอยู่เป็นระยะเวลานานๆ ควรใส่กางเกงหลวมๆ ที่ไม่แน่นรัดรูปจนเกินไป</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/vaginal-yeast/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคติดเชื้อในช่องคลอดของสตรี (BV)</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 21 Oct 2009 06:23:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Bacterial Vaginosis]]></category>
		<category><![CDATA[BV]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[PID]]></category>
		<category><![CDATA[คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวกลิ่นเหม็น]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวสีน้ำตาล]]></category>
		<category><![CDATA[แสบร้อนช่องคลอด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=687</guid>
		<description><![CDATA[โรค Bacterial Vaginosis หรือเรียกสั้นๆ ว่า BV คือโรคที่เกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดผู้หญิง แล้วเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนที่ แล้วเกิดการอักเสบจนมีอาการ มีตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวด แสบร้อน หรือคันภายในช่องคลอด]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img class="aligncenter" style="border: 1px solid black" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/St6ome56cAI/AAAAAAAAA8A/bejGA2DVuqU/s800/bacterialvaginosis.jpg" alt="Bacterial vaginosis" /></p>
<h2>Bacterial Vaginosis (การติดเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด)</h2>
<p>โรค Bacterial Vaginosis หรือเรียกสั้นๆ ว่า BV คือโรคที่เกิดจากการเสียสมดุลของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอดผู้หญิง แล้วเกิดการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียชนิดใดชนิดหนึ่งขึ้นมาแทนที่ แล้วเกิดการอักเสบจนมีอาการ มีตกขาวมากกว่าปกติ ตกขาวมีกลิ่นเหม็น เจ็บปวด แสบร้อน หรือคันภายในช่องคลอด</p>
<h2>โรคนี้พบได้มากแค่ไหน ?</h2>
<p>โรค BV นี้เป็นโรคที่ก่อให้เกิดการอักเสบติดเชื้อในช่องคลอดมากที่สุดในหญิงวัย เจริญพันธุ์ และในประเทศสหรัฐอเมริกา พบมากในสตรีที่ตั้งครรภ์</p>
<h2>ผู้หญิงเป็นโรคนี้ได้อย่างไร ?</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเกิดจากอะไร แต่เข้าใจกันว่าเกิดจากการเสียสมดุลย์ ของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ซึ่งตามปกติในช่องคลอดของผู้หญิงทุกคน จะมีเชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นอยู่กันอย่างสงบสุขและสมดุล ซึ่งแบคทีเรียเหล่านี้ส่วนใหญ่ถือว่าเป็นแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพของผู้หญิง แต่มีส่วนน้อยที่อาจจะมีอันตรายต่อสุขภาพ โรค BV นี้เกิดขึ้นจากการที่เชื้อแบคทีเรียชนิดที่มีอันตรายนี้เพิ่มจำนวนขึ้นมากกว่าปกติ</p>
<p style="text-align: justify">ผู้หญิงทุกคนสามารถเป็นโรคนี้ได้ แต่มีกิจกรรมหรือพฤติกรรมบางอย่างที่อาจจะช่วยส่งเสริมให้เกิดความเสียสมดุลย์ ของเชื้อแบคทีเรียในช่องคลอด ทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่ายขึ้น กิจกรรมนั้นคือ</p>
<ul>
<li>การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนคนใหม่</li>
<li>การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายๆคน</li>
<li>การสวนล้างช่องคลอด</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">กิจกรรมบางอย่างไม่มีส่วนในการทำให้เกิดโรคนี้ เช่น การใช้ที่นั่งของโถส้วมร่วมกับผู้อื่น, การใช้สระว่ายน้ำรวม, การใช้ที่นอนร่วมกับคนอื่น, การจับหรือสัมผัสสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว</p>
<h2 style="text-align: justify">อาการและการแสดงออกของโรคนี้</h2>
<ul>
<li>ผู้ป่วยโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการใดๆ หรือถ้ามีก็จะมีอาการดังต่อไปนี้</li>
<li>มีตกขาวที่ผิดปกติไปจากเดิม</li>
<li>ตกขาวมีกลิ่นเหม็น (บางคนบอกว่ากลิ่นเหมือนเหม็นคาวปลา)</li>
<li>ตกขาวสีขาวหรือน้ำตาล</li>
<li>มีอาการแสบร้อนในขณะที่ปัสสาวะ</li>
<li>มีอาการคันรอบๆ บริเวณของปากช่องคลอด</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">อะไรคือภาวะแทรกซ้อนของโรค BV ?</h2>
<p style="text-align: justify">ส่วนใหญ่โรคนี้จะไม่มีภาวะแทรกซ้อน แต่คนไข้โรค  BV บางรายเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นคือ</p>
<ul>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสติดเชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ถ้าติดเชื้อ HIV  มีโอกาสแพร่เชื้อ HIV ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ ถ้าเข้ารับการผ่าตัดใดๆ บริเวณอวัยวะสืบพันธ์ เช่น ผ่าตัดมดลูก หรือ ขูดมดลูก มีโอกาสติดเชื้อที่แผลผ่าตัด หรือในบริเวณนั้นได้มากกว่าคนที่ไม่มีโรค BV</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้  ในขณะตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะมีภาวะแทรกซ้อน ในระหว่างตั้งครรภ์ได้มากกว่าคนท้องที่ไม่เป็นโรคนี้ เช่น การคลอดก่อนกำหนด และอาจจะมีลูกที่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย</li>
<li>คนไข้ที่เป็นโรคนี้ มีโอกาสติดเชื้อ โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ได้ง่ายกว่าคนที่ไม่ได้เป็นโรคนี้</li>
<li>เชื้อที่ก่อโรคนี้ อาจจะลุกลามออกไปที่มดลูก ปีกมดลูก รังไข่ ทำให้เกิดโรคติดเชื้อที่อุ้งเชิงกรานได้ (PID) และโรค PID ก็จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการที่จะเป็นหมัน หรือเป็นภาวะท้องนอกมดลูกที่มีอันตรายต่อชีวิตได้</li>
</ul>
<h2>เราจะวินิจฉัยโรคนี้ได้อย่างไร ?</h2>
<p style="text-align: justify">
<p>นำสารน้ำจากช่องคลอดมาตรวจทางห้องปฏิบัติการทางแลปส์ เพื่อตรวจเชื้อแบคทีเรีย ที่มีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค BV</p>
<h2>การรักษาโรค BV</h2>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าคนไข้โรคนี้บางคนสามารถหายจากโรคนี้ได้เอง โดยไม่ต้องเข้ารับการรักษา แต่อย่างไรก็ตามคนที่เป็นโรคนี้แล้วมีอาการ ควรเข้ารับการรักษาเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะตามมาได้ ในผู้ชายที่เป็นคู่นอนของหญิงที่ป่วยด้วยโรคนี้ ไม่มีความจำเป็นที่ต้องเข้ารับการรักษา</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับในหญิงที่ตั้งครรภ์นั้น มีความจำเป็นมากในการที่จะต้องรักษาโรคนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้หญิงตั้งครรภ์ที่เคยมีประวัติคลอดก่อนกำหนด หรือลูกคลอดออกมาน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ควรต้องเข้ารับการตรวจหาโรค BV (แม้ไม่มีอาการใดๆ) และถ้าพบว่าเป็นโรคควรได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม</p>
<p style="text-align: justify">แพทย์บางคนทำการรักษาโรค BV ก่อนการผ่าตัดคนไข้ที่จะเข้ารับการทำผ่าตัดมดลูกหรือการทำแท้ง เพื่อป้องกันภาวการณ์ติดเชื้อหลังผ่าตัด</p>
<p style="text-align: justify">โรค BV นี้ <strong>รักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ</strong> ยาปฏิชีวนะ 2 ชนิดที่แนะนำในการใช้ในการรักษาโรคนี้ คือ <strong>Metronidazole</strong> หรือ <strong>Clindamycin</strong> ซึ่งยาทั้งสองชนิดนี้สามารถใช้ได้ทั้งคนตั้งครรภ์และไม่ตั้งครรภ์ คนที่ติดเชื้อ HIV ก็รักษาเหมือนกับคนที่ไม่ได้ติดเชื้อ HIV</p>
<p style="text-align: justify">โรคนี้สามารถเป็นได้ใหม่ภายหลังการรักษาจนหายแล้ว</p>
<h2 style="text-align: justify">เราจะป้องกันโรคนี้ได้อย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ยังไม่เป็นที่เข้าใจกันอย่างถ่องแท้ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ เพราะฉะนั้นทางที่ดีที่สุดในการป้องกันโรคนี้จึงยังไม่มี แต่เรามีทางในการลดความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคนี้คือ</p>
<ul>
<li>มีความยับยั้งชั่งใจทางเพศ</li>
<li>ไม่มีคู่นอนหลายๆคน</li>
<li>ไม่สวนล้างช่องคลอด</li>
<li>ทานยาที่ได้รับเพื่อการรักษาโรคนี้จนครบที่แพทย์กำหนด แม้ว่าจะไม่มีอาการแล้วก็ตาม</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/%e0%b9%82%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b8%95%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%82/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ตกขาว คันช่องคลอด&#8230;จาก เชื้อ ทริโคโมแนส</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/10/trichomoniasis/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/10/trichomoniasis/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Oct 2009 07:05:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[Metronidazole]]></category>
		<category><![CDATA[Tinidazole]]></category>
		<category><![CDATA[Trichomonas Vaginalis]]></category>
		<category><![CDATA[Trichomoniasis]]></category>
		<category><![CDATA[Video]]></category>
		<category><![CDATA[คันช่องคลอด]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาว]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวมีกลิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวมีสีเหลือง]]></category>
		<category><![CDATA[ตกขาวเป็นฟอง]]></category>
		<category><![CDATA[วิดีโอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=632</guid>
		<description><![CDATA[โรคทริโคโมนิเอสิส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อโปรโตซัว เป็นโรคที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่องคลอดของผู้หญิง และที่ท่อปัสสาวะของผู้ชาย โรคนี้ติดต่อเป็นหลักโดยการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด โดยที่ไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อนี้อยู่ การติดต่อจากผู้หญิงสู่ผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้โดยการส่งผ่านเชื้อผ่านทางมือ หรืออุปกรณ์เสริมในการมีเซ็กส์ (Sex Toys) ที่เปื้อนน้ำจากช่องคลอดของคนที่มีเชื้อ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/StLTTdvY4sI/AAAAAAAAA34/zobeNDCexFU/s800/trichomonas.jpg" alt="trichomoniasis" width="99" height="113" /></p>
<h2>ทริโคโมนิเอสิส (Trichomoniasis)</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>โรคทริโคโมนิเอสิส </strong>เป็นโรคที่เกิดจาก<strong>เชื้อโปรโตซัว</strong> เป็นโรคที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ในช่องคลอดของผู้หญิง และที่ท่อปัสสาวะของผู้ชาย โรคนี้ติดต่อเป็นหลักโดยการมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด โดยที่ไม่ใส่ถุงยางอนามัยกับคนที่มีเชื้อนี้อยู่ การติดต่อจากผู้หญิงสู่ผู้หญิงก็เกิดขึ้นได้โดยการส่งผ่านเชื้อผ่านทางมือ หรืออุปกรณ์เสริมในการมีเซ็กส์ (Sex Toys) ที่เปื้อนน้ำจากช่องคลอดของคนที่มีเชื้อ</p>
<p style="text-align: center"><object width="425" height="344"><param name="movie" value="http://www.youtube.com/v/XVNJQZLJRJw&#038;fs=1" /><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><embed src="http://www.youtube.com/v/XVNJQZLJRJw&#038;fs=1" type="application/x-shockwave-flash" allowscriptaccess="always" allowfullscreen="true" width="425" height="344"></embed></object></p>
<h2 style="text-align: justify">คุณจะทราบได้อย่างไรว่าคุณติดเชื้อนี้?</h2>
<p style="text-align: justify">ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่มีอาการ แต่ผู้หญิงบางคนมีอาการคือ มีตกขาวสีเหลือง เป็นฟอง หรือบางรายตกขาวมีกลิ่น คันช่องคลอดหรือบางรายมีอาการเจ็บแสบในขณะมีเพศสัมพันธ์ ส่วนในผู้ชายนั้นแทบจะไม่พบว่ามีอาการ (อาจจะมีอาการคันหรือเจ็บท่อปัสสาวะในบางราย)</p>
<h2 style="text-align: justify">โรคนี้มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ หรือไม่?</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้ไม่มีภาวะแทรกซ้อนรุนแรงใดๆ แต่อาจจะมีอาการมากกว่าปกติได้ในคนไข้บางราย</p>
<h2 style="text-align: justify">เราจะตรวจพบโรคนี้ได้อย่างไร?</h2>
<p style="text-align: justify">การเก็บน้ำจากช่องคลอดของผู้หญิง หรือน้ำจากท่อปัสสาวะของผู้ชาย มาตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์จะพบตัวเชื้อนี้</p>
<h2 style="text-align: justify">เราจะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร?</h2>
<p style="text-align: justify">โรคนี้รักษาง่ายมากโดยการกินยาปฏิชีวนะ ก็หายขาดแต่มีความจำเป็นต้องรักษาคู่นอนด้วย เพื่อป้องกันการติดเชื้อกลับมาเป็นใหม่<br />
เช่น การให้ยา Metronidazole 200 mg 2 เม็ด 3 เวลา เป็นเวลา 7 วัน, หรือให้ Tinidazole 500 mg 4 เม็ดครั้งเดียว</p>
<h2 style="text-align: justify">คู่นอนที่มีเพศสัมพันธ์ด้วยต้องได้รับการตรวจรักษาด้วยหรือไม่?</h2>
<p style="text-align: justify">แน่นอนที่สุดที่ต้อง เข้ารับการตรวจรักษาด้วย</p>
<h2 style="text-align: justify">การป้องกันการติดโรคนี้ต้องทำอย่างไร?</h2>
<p style="text-align: justify">ควรใส่ถุงยางอนามัย ถ้าต้องมีเพศสัมพันธ์ กับคนที่เราไม่แน่ใจว่ามีเชื้อหรือไม่ และการใช้อุปกรณ์เสริม ในการร่วมเพศ  (Sex Toy) ควรล้างทำความสะอาดก่อนทุกครั้งที่จะใช้กับคนอื่นๆ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/10/trichomoniasis/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
