<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comมะเร็ง</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%a1%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b9%87%e0%b8%87/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>แก๊สน้ำตามีผลต่อสุขภาพเราอย่างไร?</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Feb 2010 03:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[CN]]></category>
		<category><![CDATA[CS]]></category>
		<category><![CDATA[CX]]></category>
		<category><![CDATA[Methylene Chloride]]></category>
		<category><![CDATA[OC]]></category>
		<category><![CDATA[pepper spray]]></category>
		<category><![CDATA[tear gas]]></category>
		<category><![CDATA[tear gas grenade]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สเปรย์พริกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊สน้ำตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=975</guid>
		<description><![CDATA[ในสถานะการณ์บ้านเมืองของเราที่มีความขัดแย้งกัน ในด้านความคิดอุดมการณ์กันอย่างมากมาย การชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้งก็มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมกันบ้าง ครั้งนี้ผมจึงขอนำเสนอบทความ เกี่ยวกับแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยใน เรื่องที่เกี่ยวกับผลที่อาจจะเกิดกับสุขภาพของคนเราและการป้องกัน การแก้พิษ การปฏิบัติตัวเมื่อโดนแก๊สน้ำตา มาติดตามกันครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">ในสถานะการณ์บ้านเมืองของเราที่มีความขัดแย้งกัน ในด้านความคิดอุดมการณ์กันอย่างมากมาย การชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้งก็มีการใช้<strong>แก๊สน้ำตา</strong>สลายการชุมนุมกันบ้าง ครั้งนี้ผมจึงขอนำเสนอบทความ เกี่ยวกับ<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลที่อาจจะเกิดกับสุขภาพของคนเราและการป้องกัน การแก้พิษ การปฏิบัติตัวเมื่อโดนแก๊สน้ำตา มาติดตามกันครับ</p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="tear gas" src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S3N3gELXuOI/AAAAAAAABWE/RR5Lb5n4Vtg/s800/teargas.jpg" alt="tear gas" width="409" height="285" /></p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="tear gas grenade" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S3N3f3lR-WI/AAAAAAAABWA/TZcFhECkMYU/s800/teargas3.jpg" alt="tear gas grenade" width="127" height="84" /></p>
<h2>การปกป้องตนเองจากแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย</h2>
<p style="text-align: justify">สิ่งแรกที่ท่านควรระลึกไว้เสมอก็คือ การโดน<strong>แก๊สน้ำตา</strong>ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุดที่ท่านจะได้รับ แม้ว่าสถานการณ์ขณะนั้นจะดูน่ากลัวหรือน่าตกใจเพียงใด ถ้าท่านระมัดระวัง และองอาจ ท่านจะสามารถอยู่รอดได้อย่างมีปัญหาน้อยที่สุด ข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ได้รับมาจากการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ และจากประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญด้านแก๊สน้ำตาจากหลายๆ แหล่ง (ข้อมูลหลักๆ มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา)</p>
<h2 style="text-align: justify">อะไรคือแก๊สน้ำตา</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong> (CS, CN, CX) และ <strong>สเปรย์พริกไทย</strong> (OC) เป็นสารเคมีที่เป็นอาวุธ ที่ใช้โดยตำรวจหรือทหารเพื่อใช้ในการสลายฝูงชน หรือทำให้ฝูงชนอ่อนกำลังลง มันเป็นสารที่ทำให้เยื่อบุต่างๆ เช่นในช่องปาก จมูก คอ และผิวหนังเกิดการระคายเคือง มันผสมอยู่ในตัวทำละลาย และถูกขับเคลื่อนออกมาโดยตัวยิงหรือตัวขับเคลื่อน สารบางอย่างที่เป็นองค์ประกอบได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถก่อให้เกิด<strong>มะเร็ง</strong> ความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือแม้แต่การกลายพันธุ์ของยีนส์  ในเมืองซีแอตเทิล (Seattle, USA) สารแก๊สน้ำตามีองค์ประกอบของ <strong>Methylene Chloride</strong> ที่เป็นสารที่มีพิษมากสามารถทำให้เกิด อาการสติมึนงง ปวดหัว ปวดเสียวแขนขา ใจสั่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว รอบเมนส์ผิดปกติ <strong>แท้ง</strong>กะทันหัน และมีผลต่างๆ ต่อระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ</p>
<h2 style="text-align: justify">มันจะถูกใช้อย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>อาจจะถูกฉีดออกมาจาหัวฉีดเล็กๆ หรือหัวฉีดใหญ่ๆ แบบหัวฉีดดับเพลิงก็ได้ แก๊สน้ำตามักนิยมบรรจุในกระป๋องแล้วยิงเข้ามาในหมู่คน บางครั้งก็โดนตัวคนตรงๆ โปรดจำไว้ว่า</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">อย่าหยิบกระป๋องแก๊สน้ำตาโดยใช้มือเปล่าโดยไม่สวมถุงมือ เพราะมันร้อนมาก</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">และจงจำไว้ว่าในขณะที่คุณหยิบมันขึ้นมาขว้างออกไป ขณะนั้นคุณอาจจะได้รับควันของแก๊สน้ำตาจำนวนมากได้</p>
<h2 style="text-align: justify">แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยมีผลต่อเราอย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong> เป็นสารระคายเคืองต่อผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน มีน้ำและสารคัดหลั่งจำนวนมากไหลจากตา จมูก ปาก และทางเดินหายใจ สเปรย์พริกไทยเป็นสารที่นิยมกันมากเพราะมันก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้อย่างทันที และยากที่จะกำจัดออกจากผิวหนัง และสามารถก่อให้เกิดแผลแบบไฟไหม้น้ำร้อนลวก ระดับที่ 1 ได้</p>
<h2 style="text-align: justify">ถ้าคุณโดนแก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทย คุณจะมีอาการ</h2>
<ul>
<li>ปวดแสบปวดร้อนที่ ตา  จมูก ปาก ผิวหนัง</li>
<li>มีน้ำตาไหลออกมากทำให้การมองเห็นแย่ลง</li>
<li>น้ำมูกไหล</li>
<li>น้ำลายไหลออกมาก</li>
<li>ไอ หายใจลำบาก</li>
<li>สับสน งุนงง บางครั้งเอะอะโวยวาย</li>
<li>อาการโกรธหงุดหงิดอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยเมื่อโดนสเปรย์พริกไทย การเตรียมตัวเตรียมใจไว้ การมีสติจะช่วยให้เราหายจากอาการได้เร็ว และกลับมาทำภารกิจของเราต่อได้อย่างรวดเร็ว</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">ข่าวดีก็คือ อาการทั้งหมดที่ว่ามานี้ในคนส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่า นั้นไม่มีผลตกค้างถาวร อาการไม่สบายจาก<strong>แก๊สน้ำตา</strong> จะดำรงอยู่ประมาณ 5-30 นาทีแล้วหายไปเอง แต่อาการไม่สบายจาก<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>จะอยู่ประมาณ 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง จึงจะหาย อาการจากทั้งสองสารจะหายเร็วขึ้นถ้าได้รับการดูแลรักษา (สเปรย์พริกไทยจะซึมจากผิวหนังเข้าสู่ปลายประสาทจนทำให้เกิดอาการ อาการจึงจะดำรงอยู่ต่ออีกเป็นชั่วโมงแม้ว่าได้รับการล้างออกจากผิวหนังไป แล้วก็ตาม)</p>
<h2 style="text-align: justify">การป้องกัน</h2>
<p style="text-align: justify">ในคนที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่ อาการที่เกิดจาก<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>จะเป็นอยู่ชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม ในคนบางคนผลดังกล่าวอาจจะตกค้างอยู่นานมาก หรือแม้แต่<strong>อันตรายต่อชีวิต</strong>ก็ได้</p>
<p style="text-align: justify">บุคคลที่มีภาวะดังต่อไปนี้ ควรระวังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ โดยการไม่เสี่ยงที่จะได้รับสาร<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong> และจงจำไว้ว่า ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด พฤติกรรมของตำรวจและทหารนั้นไม่สามารถคาดเดาได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราจะหลีกเลี่ยงการโดนแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก</p>
<p style="text-align: justify">บุคคลที่มีภาวะดังต่อไปนี้ ควรระวังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ คือ</p>
<ul>
<li>มีประวัติโรคทางปอดอยู่เดิม เช่น<strong>โรคหอบ</strong> โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เพราะมีความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบหรือมีผลเสียหายถาวรได้เมื่อได้รับ แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย</li>
<li>ผู้ที่อ่อนแอทั้งหลายเช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ</li>
<li>ใครก็ตามที่มีโรคที่ต้องได้รับยาที่ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ  เช่น การได้รับยากดภูมิ การได้ยาเคมีบำบัด การได้รับการฉายแสงรักษามะเร็ง</li>
<li>ผู้หญิงที่อาจจะตั้งครรภ์ หรือพยายามที่จะตั้งครรภ์ เพราะอาจจะ<strong>แท้ง</strong>กะทันหันหรือมีลูกออกมาพิการได้</li>
<li>มารดาที่ให้นมบุตร อาจส่งต่อสารพิษเข้าไปให้ลูกได้</li>
<li>คนที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น สิวชนิดรุนแรง โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ผิวหนัง อาจเกิดอาการกำเริบรุนแรงขึ้นได้</li>
<li>โรคทางตา เช่น โรคตาอักเสบ อาจเกิดอาการกำเริบรุนแรงขึ้นได้</li>
<li>คนที่ใส่ Contact Lens อาจจะเกิดการระคายเคืองตาอย่างรุนแรงได้ จากการที่สารเคมีโดนเก็บกักไว้ใต้ Contact Lens ทำให้กระจกตามีโอกาสโดนสารเคมีนานขึ้น</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">การปกป้อง</h2>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ น้ำมัน โลชั่น เพราะมันอาจจะเก็บกักสารเคมีไว้ในผิวได้นานขึ้นทำให้เราได้รับการระคายเคือง จากสารเคมีมากขึ้น ควรสระผมอาบน้ำล้างตัวด้วยสบู่อ่อนก่อนการเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่จลาจล พื้นที่ชุมนุม (เพื่อลดน้ำมันที่ ผิวกาย)</li>
<li>แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดแบบไม่มีน้ำมันผสม แทนการใช้แบบมีน้ำมันผสม แต่จะให้เลือกระหว่างการไม่ใช้เลยกับการใช้แบบมีน้ำมันผสม ควรเลือกแบบใช้ เพราะการโดนแก๊สน้ำตาบนผิวที่มีการไหม้จากแดด เป็นสิ่งที่แย่ยิ่งกว่า</li>
<li>เราแนะนำให้ใส่เสื้อผ้าให้ปกปิดผิวหนังมากที่สุด เพื่อที่จะปกป้องเราจากแสงแดดและสารเคมี</li>
<li>หน้ากากกันแก๊สน้ำตาใช้ได้ผลดีมาก ในกรณีที่เราใส่ให้แนบแน่นกับหน้าอย่างดี ถ้าไม่มีอาจใช้<strong>แว่นตาสำหรับว่ายน้ำ</strong>แทนก็อาจจะช่วยได้บ้าง</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">ถ้าโดนโจมตีด้วยแก๊สน้ำตาแล้วเราควรต้องทำอย่างไร</h2>
<ul>
<li>พยายามสงบสติอารมณ์ การตื่นเต้นตกใจจะยิ่งเพิ่มการระคายเคืองจากสารเคมี พยายามหายใจช้าๆ และจำไว้ว่ามันจะมีอาการแค่ชั่วคราวเท่านั้น</li>
<li>ถ้าคุณเห็นแก๊สน้ำตากำลังพุ่งเข้ามา รีบเตือนเพื่อนๆ และรีบพยายามสวมใส่สิ่งป้องกันตัว และถ้าสามารถหนีได้ควรหนี และควรหนีขึ้นไปที่เหนือลม</li>
<li>เมื่อโดนสารเคมีเข้าไปแล้วให้รีบไปล้างจมูก บ้วนปาก ไอเอาเสมหะออกมา พยายามอย่ากลืน</li>
<li>ถ้าคุณใส่ Contact Lens ควรพยายามถอดออก หรือให้คนอื่นช่วยถอดออกให้ (ด้วยนิ้วมือที่สะอาด)</li>
<li>อย่าเช็ดหรือถูผิวหนังที่โดนแก๊สน้ำตา</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">สูตรในการแก้พิษ (สำหรับสเปรย์พริกไทย)</h2>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าจะไม่ได้ผลอย่าง 100% แต่มันจะช่วยให้ดีขึ้นเร็วขึ้นบ้าง</p>
<h3 style="text-align: justify">สำหรับปากและตา</h3>
<p style="text-align: justify">เราแนะนำใช้สารละลายที่เกิดจาก<strong> ยาลดกรด</strong> (Antacid) ครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำครึ่งหนึ่ง ใส่ลงในขวดที่มีจุกสเปรย์หรือจุกริน ใช้เทล้างตาข้างที่โดนสารเคมี โดยให้ผู้บาดเจ็บนอนตะแคงหน้าด้านนั้นลงแล้วเทน้ำยาที่เตรียมไว้ลงไปล้างตา จากด้านในออกไปด้านนอก (ผู้บาดเจ็บอาจจะลืมตาเองไม่ได้ เราอาจจะต้องช่วยเปิดตาให้ แม้ว่าการเปิดตาจะสร้างความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นบ้างแต่เมื่อล้างแล้ว ผู้บาดเจ็บนั้นก็จะสบายขึ้น) สำหรับในช่องปากเราสามารถเอาสารละลายนี้มาอมบ้วนปากได้เช่นกัน</p>
<h3 style="text-align: justify">สำหรับผิวหนัง</h3>
<p style="text-align: justify">เราแนะนำให้ใช้ <strong>Canola Oil</strong> ที่ชุบชุ่มในผ้าก็อสหรือเศษผ้า เช็ดผิวหนังที่โดนสารเคมี แล้วตามด้วยการเช็ดด้วยผ้าชุบ<strong>แอลกอฮอล์</strong>ที่สำหรับใส่แผลอีกที แต่ระวังอย่าให้เข้าตาเพราะแอลกอฮอล์เข้าตาจะแสบมาก</p>
<p style="text-align: justify">หลังจากนี้ แนะนำให้สั่งน้ำมูก ล้างจมูก ไอเพื่อเอาเสมหะออกมา (คุณคงไม่อยากกลืนมันลงไป) เดินโดยการกางแขนออกไปทั้งสองข้าง พยายามอย่าเอามือไปสัมผัสที่หน้าหรือตาของตนเอง ถอดเสื้อผ้าที่เลอะสารเคมีออก อาบน้ำฝักบัวด้วยน้ำเย็น จนร่างกายสะอาดปราศจากสารเคมีที่มีอันตรายนี้</p>
<p style="text-align: justify">ข้อมูลนี้มาจากทีมงานปฐมพยาบาลซึ่งประกอบด้วยนักเคลื่อนไหวสากลซซึ่งทำหน้าที่จัดหาและสนับสนุนการดูแลสุขภาพบนท้องถนนในเมืองทั้งหลาย รวมทั้งซีแอตเทิล (Seattle), วอชิงตัน ดีซี (Washington DC), ลอนดอน (London), ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia), วิเซอร์ (Windsor), คานาดอ (Canada)  และ สอสแองเจลลีส (Los Angeles)</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ เสี่ยงที่จะได้รับสารฟอร์มาลีน (Formaldehyde) และเป็นโรคลูคีเมียมายอีลอยด์</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Nov 2009 17:34:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Cancer]]></category>
		<category><![CDATA[Formaldehyde]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอร์มาลีน]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในเม็ดเลือดขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=891</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ มีโอกาสที่จะได้รับสารฟอร์มาลีน (Formaldehyde) และเสี่ยงที่จะเป็นโรคลูคีเมียมายอีลอยด์ (ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ มีโอกาสที่จะได้รับสาร<strong>ฟอร์มาลีน (Formaldehyde)</strong> และเสี่ยงที่จะเป็น<strong>โรคลูคีเมียมายอีลอยด์ (ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)</strong></p>
<p>จากขึ้นการวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Journal of the National Cancer Institute) ล่าสุดเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2009 กล่าวว่าการได้รับสารฟอร์มาลีน (ซึ่งใช้ในการรักษาสภาพศพ หรือดองศพ) ในระยะยาว มีความเกี่ยวข้องกับการเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก<strong>โรคลูคิเมียมายอีลอยด์ (Myeloid Leukemia: ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)</strong> ที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>ในการศึกษาที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น จาก<strong>มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซท์ (Lymphohematopoietic Malignancies: มะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดขาวชนืด ลิมโฟไซท์) </strong>และ<strong>มะเร็งสมอง (Brain Cancer)</strong> ในนักกายวิภาควิทยา (Anatomists), นักพยาธิวิทยา (Pathologists) และผู้ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับศพ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเคยทำงานที่เกี่ยวข้องกับฟอร์มาลีน (Formaldehyde) ด้วย</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับงานการศึกษาชิ้นนี้ นักวิจัยที่ฝ่ายมะเร็งระบาดวิทยาและพันธุกรรมแห่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติในเบเธสดา และทีมงาน ได้ทำการสอบหาความสัมพันธ์ของอัตราการตายระหว่าง การปฏิบัติงานและระดับการได้สัมผัสสารฟอร์มาลีนของคนในอาชีพเหล่านั้น โดยจำกัดกรณีศึกษาเฉพาะของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับศพที่เสียชีวิตในระหว่างปี 1960 ถึง 1986 ให้นักวิจัยได้ทำการเปรียบเทียบผู้ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งลิมโฟไซท์ และเนื้องอกในสมอง กับผู้เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น โดยระยะเวลาการปฏิบัติงานและการสัมผัสสารฟอร์มาลีนจะถูกบันทึกโดยการสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดและผู้ร่วมงานของคนเหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify">งานการศึกษานี้ เท่าที่ทราบอาจจะเป็นการสอบสวนด้านระบาดวิทยาเป็นครั้งแรก ที่เชื่อมโยงความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เข้ากับระยะเวลาในการทำงาน, การปฏิบัติงาน และระดับคร่าวๆ ของปริมาณสารฟอร์มาลีนที่ได้สัมผัส ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับศพ</p>
<p style="text-align: justify">จำนวนปีของปฏิบัติงานการดองศพ กับการสัมผัสสารฟอร์มมาลีน มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากมะเร็งลูคิเมียมายอีลอยด์ พร้อมความเสี่ยงเป็นอย่างสูงของผู้ที่ปฏิบัติงานการดองศพมากว่า 20 ปี</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://esciencenews.com/articles/2009/11/20/funeral.industry.workers.exposed.formaldehyde.face.higher.risk.leukemia" target="_blank">esciencenews.com</a></p>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จักอนุมูลอิสระ (Free Radical) กันเถอะครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/09/free-radical/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/09/free-radical/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2009 19:02:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Antioxidant]]></category>
		<category><![CDATA[Cancer]]></category>
		<category><![CDATA[Free Radical]]></category>
		<category><![CDATA[Reactive Oxygen Species]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สารต้านอนุมูลอิสระ]]></category>
		<category><![CDATA[อนุมูลอิสระ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=479</guid>
		<description><![CDATA[อนุมูลอิสระ มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Free radical มันก็คือ อะตอม หรือ โมเลกุล ที่สูญเสียอิเลคตรอนวงนอกสุดของมัน ไปอย่างน้อย 1 อิเลคตรอน แล้วทำให้สภาพของตัวมันไม่เสถียรหรือไม่มั่นคง ทำให้มันดิ้นรนเพื่อที่จะแก่งแย่งชิงอิเลคตรอน จากอะตอมหรือโมเลกุล หรือสารอื่นๆมาเติมเต็มเพื่อให้ตัวมันเองมั่นคงเหมือนเดิม แต่ผลคืออะตอม หรือโมเลกุลหรือสารที่ถูกมันแก่งแย่งอิเลคตรอนไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรหรือไม่มั่นคงแทน และก็จะไปทำตัวแก่งแย่งอิเลคตรอนจากอะตอมหรือโมเลกุลอื่นๆอีกต่อไปเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ตราบที่ยังไม่มีสิ่งที่จะมาหยุดยั้งขบวนการที่เกิดขึ้นนี้อย่างทันท่วงที ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 410px"><img style="border: 1px solid black" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Sqf7P3b_8QI/AAAAAAAAAiI/U_KO9VZ3EXk/s800/radicals.gif.jpg" alt="free radical" width="400" height="302" /><p class="wp-caption-text">อนุมูลอิสระ (Free Radical)</p></div>
<p style="text-align: justify"><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline"><strong>อนุมูลอิสระ</strong></span> </span>มาจากคำภาษาอังกฤษว่า <strong>Free Radical</strong> มันก็คือ อะตอม หรือ โมเลกุล ที่สูญเสียอิเลคตรอนวงนอกสุดของมัน ไปอย่างน้อย 1 อิเลคตรอน แล้วทำให้สภาพของตัวมันไม่เสถียรหรือไม่มั่นคง ทำให้มันดิ้นรนเพื่อที่จะแก่งแย่งชิงอิเลคตรอน จากอะตอมหรือโมเลกุล หรือสารอื่นๆมาเติมเต็มเพื่อให้ตัวมันเองมั่นคงเหมือนเดิม แต่ผลคืออะตอม หรือโมเลกุลหรือสารที่ถูกมันแก่งแย่งอิเลคตรอนไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่เสถียรหรือไม่มั่นคงแทน และก็จะไปทำตัวแก่งแย่งอิเลคตรอนจากอะตอมหรือโมเลกุลอื่นๆ อีกต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด ตราบที่ยังไม่มีสิ่งที่จะมาหยุดยั้งขบวนการที่เกิดขึ้นนี้อย่างทันท่วงที ความเสียหายจึงเกิดขึ้น มาถึงตรงนี้บางท่านที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาบ้างอาจจะ งงกับคำว่า อะตอม อิเลคตรอน โมเลกุล ผมจะขออธิบายคร่าวๆ พอสังเขปดังนี้ครับ</p>
<p style="text-align: justify"><strong><span id="more-479"></span>อะตอม </strong>คือ องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของสารใดๆ ในโลกนี้ เช่น อะตอมของออกซิเจน (O), อะตอมของไนโตรเจน (N), อะตอมของคาร์บอน (C)</p>
<p>อะตอมประกอบด้วย โปรตรอนและนิวตรอน อยู่ตรงกลางและมีอิเลคตรอนวิ่งโคจรอยู่รอบๆ</p>
<p><strong>โมเลกุล </strong>คือ การรวมตัวของอะตอมตั้งแต่ 2 อะตอมขึ้นไปเกิดเป็นโมเลกุลสาร เช่น น้ำ เกิดจากการรวมตัว<br />
ของอะตอมของ ไฮโดรเจน 2 อะตอม + ออกซิเจน 1 อะตอม เป็นน้ำ (H2O) เป็นต้น</p>
<p style="text-align: justify">มาที่<strong>อนุมูลอิสระ (Free Radical) </strong>กันใหม่ จากที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการแก่งแย่งอิเลคตรอนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สารที่ถูกแย่งอิเลคตรอนไปนั้นก็จะสูญเสียสภาพที่ปกติไป ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ในร่างกายของเรา และสารที่ถูกทำลายและเกิดการเสียสภาพนั้นเป็นองค์ประกอบของเซลล์ของร่างกายของเรา ผลก็คือเซลล์ส่วนนั้นของเราก็จะเสียสภาพที่ปกติหรือล้มตายไป และข่าวร้ายก็คือ เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นจริงๆ ในร่างกายของเรา ทุกเวลาทุกวินาที มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ปัจจัยกระตุ้น, และการปฏิบัติตัวของเราเอง ในชีวิตประจำวัน</p>
<div class="wp-caption aligncenter" style="width: 730px"><img src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/Sqf7Pak17HI/AAAAAAAAAiE/bEEcE1qGkio/s800/Body-Free-Radicals.png.jpg" alt="Free Radical in the Human Body" width="720" height="540" /><p class="wp-caption-text">การเกิดอนุมูลอิสระในร่างการ (Free Radical in the Human Body)</p></div>
<p style="text-align: justify">จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า ทุกๆ 2 &#8211; 5% ของออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาป (เผาผลาญ) อาหารภายในเซลล์ของคนเรา จะเกิดอนุมูลอิสระของออกซิเจน (O2) ขึ้น ซึ่งมีหลายตัวหลายรูปแบบ นักวิทยาศาสตร์เรียกกลุ่มอนุมูลอิสระของออกซิเจนนี้ว่า <strong>Reactive Oxygen Species</strong> หรือ <strong>ROS </strong>(เช่น O2-, OH ฯลฯ) และเจ้า ROS นี่แหละคือตัวการสำคัญในการทำร้ายเราอยู่ทุกวินาที และเจ้า ROS จะถูกสร้างขึ้นมากกว่าปกติ 10 &#8211; 20 เท่า ขณะที่เราออกกำลังกาย แต่ถ้าเราออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ ไม่หนักและหักโหม ร่างกายจะปรับตัวให้มีระบบกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างเหมาะสม</p>
<p style="text-align: justify">มาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งตกอกตกใจกับความน่ากลัวของเจ้า ROS นี้มากนักนะครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ในร่างกายของเรามีสิ่งที่จะจัดการกับเจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้อยู่บ้างแล้ว เรียกว่า <strong>สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant)</strong> หรือ <strong>SOD (Super Oxide Dismutase)</strong> แต่ระบบการจัดการกำจัด สารอนุมูลอิสระของร่างกายของเรานี้ แม้ในคนที่ร่างกายสมบูรณ์ที่สุด ก็ยังไม่สามารถจัดการกับเจ้าสารอนุมูลอิสระนี้ได้อย่าง 100 % จึงทำให้เกิดการล้มตายของเซลล์ร่างกายของเราขึ้นทุกวันและตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของความเสื่อมของร่างกาย ที่เรียกว่า “<strong>ความแก่</strong>” นั่นเอง</p>
<p style="text-align: justify">**ในบางครั้งการทำร้ายเซลล์โดยอนุมูลอิสระเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้เซลล์ของร่างกายถึงกับล้มตายไป แต่บางครั้งมันทำให้แค่เซลล์เสียหน้าที่ หรือทำหน้าที่ผิดปกติไปจากเดิมที่เคยเป็น เช่นในกรณีที่สารอนุมูลอิสระไม่ได้ทำลายผนังเซลล์จนเซลล์ตาย แต่ทำร้ายสารพันธุกรรม (DNA)<br />
ที่อยู่ภายในเซลล์ที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมการทำงานของเซลล์ ให้เสียสภาพไป จนเป็นบ่อเกิดแห่งโรคร้ายที่เราเรียกกันว่า “<strong>มะเร็ง</strong>” (<strong>Cancer</strong>)</p>
<h2><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline">โรคและภาวะที่เกิดจากอนุมูลอิสระ</span></span></h2>
<p><span style="font-size: small"> </span>ในปัจจุบันเราเชื่อกันว่า สารอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของโรคต่างๆมากมาย ดังต่อไปนี้</p>
<p>1. ความแก่ชรา (Aging)</p>
<p>2. กลุ่มโรคและภาวะทางสมอง ทั้งหลาย เช่น</p>
<ul>
<li>โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)</li>
<li>โรคปากินสัน (Pakinson’s disease)</li>
<li>ความจำเสื่อม (Memory loss)</li>
<li>โรคสมองเสื่อมในคนแก่ (Senile dementia)</li>
<li>โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)</li>
<li>การเมาค้าง (Hang over)</li>
</ul>
<p>3.โรคทางตา</p>
<ul>
<li>โรคต้อกระจก (Cataract)</li>
<li>ต้อหิน (Glaucoma)</li>
<li>ประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration)</li>
</ul>
<p>4.โรคของปอดและหัวใจ</p>
<ul>
<li>โรคถุงลมโป่งพอง</li>
<li>โรคหัวใจและทางเดินอาหารที่เกิดจากการดื่มเหล้า</li>
<li>ภาวะหลอดเลือดอุดตัน ตีบ (Atherosclerosis)</li>
<li>โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อุดตัน</li>
</ul>
<p>5.โรคของตับ</p>
<ul>
<li>ตับแข็ง (Cirrhosis)</li>
</ul>
<p>6.โรคไต</p>
<ul>
<li>โรคไตวาย</li>
</ul>
<p>7.โรคของระบบร่างกายทั้งระบบ</p>
<ul>
<li>โรคภูมิคุ้มกันร่างกายตนเองทำร้ายตนเอง (Auto-immune disease) เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์, โรค SLE, ฯลฯ</li>
<li>โรคมะเร็ง (Cancer)</li>
<li>โรคความดันโลหิตสูง</li>
<li>อื่นๆ อีกมาก</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">มาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งตกอกตกใจกลัว อนุมูลอิสระกันจนเครียดไปเลยละครับ ผมมีวิธีที่ดีและง่ายมาแนะนำการลดความเสี่ยง และความรุนแรงจากการถูกเจ้าอนุมูลอิสระทำร้ายครับ</p>
<h2><span style="font-size: small"><span style="text-decoration: underline">คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอนุมูลอิสระ</span></span></h2>
<ol>
<li>หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มากจนเกินไป เพราะพลังงานส่วนเกินจะก่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น<br />
ก่อให้เกิด ของเสียจากเซลล์ที่มาจากการเผาผลาญมากขึ้น รวมถึงการเกิดอนุมูลอิสระที่มากขึ้นด้วย</li>
<li>หลีกเลี่ยงอาหารประเภท ย่าง ปิ้ง เผา เพราะอาหารเหล่านี้มี สาร <strong>Polycyclic Aromatic Hydrocarbon</strong> เรียกสั้นๆ ว่าสาร &#8220;<strong>ไฮโดรคาร์บอน</strong>&#8221;  ที่ก่อให้เกิด อนุมูลอิสระ</li>
<li>หลีกเลี่ยงการทานน้ำตาล หรือ สารคาร์โบไฮเดรตปรุงแต่ง ในปริมาณที่มากจนเกินไป<br />
เพราะการย่อยสลายของสารเหล่านี้ จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่มากเกินไป</li>
<li>หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่มากจนเกินไป (คือเกินกว่าวันละ 150 ซีซี)<br />
เพราะจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ถ้าจะดื่มควรเลือกดื่มเป็น <strong>ไวน์แดง</strong><br />
เพราะในไวน์แดงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากกว่าปริมาณที่แนะนำ</li>
<li>ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี เช่น การสัมผัสกับยาฆ่าแมลง, หรือการทานอาหารที่บรรจุในกล่องพลาสติก<br />
แนะนำให้ทานอาหารประเภท อาหารสดๆ จากธรรมชาติไม่ปรุงแต่งสารเคมี</li>
<li>หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือการอยู่ในที่ที่มีคนอื่นสูบบุหรี่</li>
<li>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ รังสีประเภทต่างๆ เช่นรังสีเอกซเรย์ (ถ้าไม่จำเป็น) หรือแม้แต่การโดน รังสียูวี (Ultra Violet: UV) จากแสงแดดที่แรงๆ</li>
<li>หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่มีมลภาวะทางอากาศ (ถ้าทำได้แนะนำให้มีเครื่องฟอกอากาศที่ดีในบ้าน)</li>
<li>หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหม หรือหลีกเลี่ยงการไม่ออกกำลังกายเลย</li>
<li>ควรนอนอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน</li>
<li>พยายามลดความเครียดทางอารมณ์ โดยวิธีคลายเครียดแบบต่างๆ</li>
<li>ฝึกเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจด้วยการฝึก การหายใจลึกๆ อย่างสม่ำเสมอ หรือการฝึกโยคะ</li>
<li>การบริโภคอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น ชา, ไวน์แดง, โกโก้, ขิง, แป๊ะก๊วย, ชาเขียว, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ฯลฯ</li>
<li>เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ดังต่อไปนี้ เช่น วิตามินเอ, วิตามินอี,<br />
วิตามินซี, Coenzyme Q10, N-Acetylcysteine, ธาตุสังกะสี, ธาตุทองแดง, ธาตุแมงกานีส, ธาตุแมกนีเซียม,<br />
ธาตุซีลีเนียม ฯลฯ</li>
</ol>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/09/free-radical/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นักวิจัยแนะนำให้ชั่งน้ำหนักระหว่างการโดนรังสีสะสมกับประโยชน์ที่ได้รับในการตรวจ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/08/radiation-benefit-and-adverse/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/08/radiation-benefit-and-adverse/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 28 Aug 2009 18:18:49 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Cancer]]></category>
		<category><![CDATA[USA]]></category>
		<category><![CDATA[การตรวจทางรังสี]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สหรัฐอเมริกา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=380</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยสหรัฐพบว่าการโดนรังสีจากการตรวจทางรังสี เช่น เอ็กซเรย์, CT Scan, และการตรวจทางรังสีอื่นๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลานานสามารถสะสมให้เกิดมะเร็งได้

 ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>Medical News ประจำวันที่ 2009-08-28</p>
<p style="text-align: justify">นักวิจัยสหรัฐพบว่าการโดนรังสีจากการตรวจทางรังสี เช่น เอ็กซเรย์, CT Scan, และการตรวจทางรังสีอื่นๆ ครั้งแล้วครั้งเล่าเป็นเวลานานสามารถสะสมให้เกิดมะเร็งได้</p>
<p>อ่านบทความทั้งหมดได้ที่ <a href="http://www.medicalnewstoday.com/articles/162170.php" target="_blank">medicalnewstoday.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/08/radiation-benefit-and-adverse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
