<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.com</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Thu, 11 Mar 2010 20:11:30 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>มารู้จักเครื่อง LRAD กันดีกว่าครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/03/lrad/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/03/lrad/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Mar 2010 20:09:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>
		<category><![CDATA[Long range acoustic device]]></category>
		<category><![CDATA[LRAD]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องยิงหูดับ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=984</guid>
		<description><![CDATA[จากข่าวคราวการชุมนุมกันทางการเมืองในประเทศของเราที่มีอยู่เรื่อยๆในช่วงนี้นั้น เป็นสิ่งที่เราหลายๆคนเฝ้าติดตามข่าวคราวกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีคำๆหนึ่งที่มีข่าวโด่งดังในหน้าหนังสือพิมพ์ คือคำว่า LRAD คือเครื่องมือที่รัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้ในการสลายม็อบของคนงานบริษัทๆหนึ่งที่ประท้วงเนื่องจากถูกให้ออกจากงานโดยได้ค่าตอบแทนที่คิดว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ผมจึงขอนำเสนอความรู้สั้นๆเกี่ยวกับเครื่องนี้มาให้รู้จักกันครับ

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: medium"><strong><img style="border: black 1px solid" title="LRAD" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S5lM-lHx7WI/AAAAAAAABWo/TbH2OVwZqR4/s800/220px-Soundweapon1.jpg" alt="LRAD" width="220" height="230" /></strong></span></p>
<p><span style="font-size: medium"><strong>LRAD=Long range acoustic device<br />
จากข่าวคราวการชุมนุมกันทางการเมืองในประเทศของเราที่มีอยู่เรื่อยๆในช่วงนี้นั้น เป็นสิ่งที่เราหลายๆคนเฝ้าติดตามข่าวคราวกันอยู่อย่างสม่ำเสมอ มีคำๆหนึ่งที่มีข่าวโด่งดังในหน้าหนังสือพิมพ์ คือคำว่า LRAD คือเครื่องมือที่รัฐบาลนายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้ในการสลายม็อบของคนงานบริษัทๆหนึ่งที่ประท้วงเนื่องจากถูกให้ออกจากงานโดยได้ค่าตอบแทนที่คิดว่าไม่เป็นธรรม วันนี้ผมจึงขอนำเสนอความรู้สั้นๆเกี่ยวกับเครื่องนี้มาให้รู้จักกันครับ</p>
<p></strong></span><span style="font-size: medium">ความหมาย</span><br />
เป็นเครื่องมือที่ออกแบบขึ้นมาเพื่อใช้ในการสื่อสาร และแจ้งเตือน ในระยะไกล ผลิตโดย American Technology Corporation<br />
โดยทั่วไปมันสามารถส่งเสียงสื่อสารได้อย่างชัดเจน ในระยะทางไกลได้ ตั้งแต่ 300-3000 เมตร มันสามารถกำหนดจุดที่เป็นเป้าหมายของคลื่นเสียงได้อย่างดีมาก และชัดเจนโดยไม่โดนรบกวนโดยสิ่งใดๆ แรงสั่นสะเทือนของคลื่นเสียงเตือน สามารถไปได้ไกลถึง 500 เมตร (ขึ้นกับรุ่นของเครื่อง) มันสามารถก่อให้เกิดเสียงที่ดังที่สุด ได้ที่ 151 dB ที่ระยะ 1 เมตร (สามารถปรับเพิ่มลดที่เครื่องได้) เป็นเครื่องที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย เพราะ น้ำหนักเบา เพียง 20 Kg เส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 83 Cms</p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="LRAD" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S5lM-n8UCYI/AAAAAAAABWs/IuUq9qL5Pfk/s800/220px-LRAD.jpg" alt="LRAD" width="220" height="165" /></p>
<p><span style="font-size: medium">ตัวอย่างเสียงเพื่อเปรียบเทียบให้เห็นภาพ<br />
</span>เสียงเครื่องบินเจ็ทขณะบินขึ้น = 140-180 dB<br />
เสียงคนคุยกันโดยทั่วๆไป = 60 dB<br />
เสียงที่ก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร (เมื่อระเบิดเสียงดังออกมาในระยะสั้น) = 110-120 dB<br />
เสียงที่ก่อให้เกิดการสูญเสียการได้ยินอย่างถาวร (เมื่อได้รับในระยะเวลานานๆ) =  75 dB<br />
เสียงที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนบางคน คือเสียงที่ดัง &gt; 120 dB<br />
เสียงที่สร้างความเจ็บปวดให้กับคนทุกคน คือเสียงที่ดัง &gt; 150 dB</p>
<p>โชคดี ที่ว่าในสถานการณ์ปกติ LRAD จะไม่มีอันตรายที่ถาวรต่อหูของเรา เพราะ เราจะไม่สามารถทนยืนอยู่ในระยะ 1 เมตร ( 151 dB ) ได้นานหลายนาที พอที่จะให้หูโดนทำลายอย่างถาวร ( ถ้าเราทนฟังได้ เปรียบเท่ากับว่า เราฟัง Rock concert ที่เล่น 3 ชั่วโมงในระยะเวลาเพียง ½ ชั่วโมง )</p>
<p><span style="font-size: medium">การป้องกันตนเองจาก LRAD ด้วยวิธีการง่ายๆ<br />
</span>1. ใช้ Ear-plugs หรือที่อุดหู ควรเลือกชนิดที่ป้องกันเสียงได้สูงสุด เช่น Ear-Plugs สำหรับงานช่าง หรือสำหรับซ้อมยิงปืน<br />
2. ถ้า ไม่มี Ear-Plugs ควรประยุกต์สร้างอุปกรณ์อุดหูด้วยวัสดุที่ช่วยลดระดับเสียง เช่นกระดาษทิชชูหรือก้นบุหรี่ชุบน้ำให้หมาด หรือเหลาจุกคอร์กให้มีขนาดที่เหมาะสม <br />
3. ตัดเล็บ นิ้วมือให้สั้น โดยเฉพาะนิ้วก้อย เพราะถ้าไม่มี Ear-Plugs หรืออุปกรณ์ใดๆ ก็ให้ใช้นิ้วก้อยอุดช่องหูให้แน่นที่สุด ผิวหนังของมนุษย์สามารถดูดซับให้คลื่นเสียงอ่อนกำลังลง</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/03/lrad/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือน ให้ระวังผลิตภัณฑ์ย้อมผมอันตราย</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2010 18:08:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Hair Transplant]]></category>
		<category><![CDATA[พาราฟินิลีนไดอะมีน]]></category>
		<category><![CDATA[ยาย้อมผม]]></category>
		<category><![CDATA[หนังศีรษะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[เรซอซินนอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=980</guid>
		<description><![CDATA[กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยปี 2552 ตรวจพบผลิตภัณฑ์ย้อมผมไม่เข้ามาตรฐาน ร้อยละ 18 ส่วนใหญ่มีสาระสำคัญคือ สารพาราฟินิลีนไดอะมีน และเรซอซินนอล ซึ่งจัดเป็นสารควบคุมปริมาณการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเคริ่งสำอาง ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 162ง ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 โดยสารดังกล่าวมีฤทธ์ก่อให้เกิดการแพ้ทำให้หนังศีรษะอักเสบ พร้อมแนะนำให้สังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง
นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมผมเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนสีผมเป็นแฟชั่น ซึ่งหากขาดความระมัดระวังในการใช้อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมี 3 ประเภท คือ ชนิดใช้ย้อมชั่วคราว ชนิดกึ่งถาวร และชนิดถาวร


ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด คือ ชนิดถาวร เนื่องจากเห็นผลเร็ว สีติดทนนาน 4-6 สัปดาห์ ไม่ต้องย้อมบ่อยและให้ระดับสีตามต้องการได้ ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดนี้มีส่วนประกอบสำคัญส่วนใหญ่ คือ สีออกซิเดชั่น หรือที่เรียกว่าสีพารา หรือสารพาราฟินิลีนไดอะมีน (p-Phenylenediamine) และเรซอซินอล (Resorcinol) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในสภาวะที่เป็นด่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยปี 2552 ตรวจพบผลิตภัณฑ์ย้อมผมไม่เข้ามาตรฐาน ร้อยละ 18 ส่วนใหญ่มีสาระสำคัญคือ สาร<strong>พาราฟินิลีนไดอะมีน </strong>และ<strong>เรซอซินนอล</strong> ซึ่งจัดเป็นสารควบคุมปริมาณการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเคริ่งสำอาง ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 162ง ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 โดยสารดังกล่าวมีฤทธ์ก่อให้เกิดการแพ้ทำให้<strong>หนังศีรษะอักเสบ</strong> พร้อมแนะนำให้สังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมผมเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนสีผมเป็นแฟชั่น ซึ่งหากขาดความระมัดระวังในการใช้อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมี 3 ประเภท คือ ชนิดใช้ย้อมชั่วคราว ชนิดกึ่งถาวร และชนิดถาวร</p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-980"></span></p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด คือ ชนิดถาวร เนื่องจากเห็นผลเร็ว สีติดทนนาน 4-6 สัปดาห์ ไม่ต้องย้อมบ่อยและให้ระดับสีตามต้องการได้ ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดนี้มีส่วนประกอบสำคัญส่วนใหญ่ คือ <strong>สีออกซิเดชั่น</strong> หรือที่เรียกว่าสีพารา หรือสารพาราฟินิลีนไดอะมีน (<strong>p-Phenylenediamine</strong>) และ<strong>เรซอซินอล</strong> (<strong>Resorcinol</strong>) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในสภาวะที่เป็นด่าง โดยใช้แอมโมเนียปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง และช่วยให้สีซึมผ่านเข้าสู่เส้นผมดีขึ้น ทั้งนี้ในทางตรงกันข้ามพาราฟินิลีน ไดอะมีนมีฤทธิ์ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้หนังศีรษะอักเสบ</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ในปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย ได้รับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ย้อมผมเคลือบผม เพื่อทดสอบเอกลักษณ์ หาปริมาณสารย้อมผมและสารเคลือบผม รวม 78 ตัวอย่าง จำแนกเป็นผลิตภัณฑ์ย้อมผม 67 ตัวอย่าง และผลิตภัณฑ์เคลือบผม 11 ตัวอย่าง ผลการทดสอบพบว่า เข้ามาตรฐาน 61 ตัวอย่าง (ร้อยละ 78.2) ไม่เข้ามาตรฐาน 14 ตัวอย่าง (ร้อยละ 18) และไม่สามารถสรุปผลได้ 3 ตัวอย่าง (ร้อยละ 3.8) เนื่องจากฉลากไม่ระบุปริมาณสารสำคัญ จึงไม่สรุปตามเกณฑ์ยอมรับค่าคลาดเคลื่อนของปริมาณสารสำคัญ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 14 ) พ.ศ.2536</p>
<p style="text-align: justify">ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่ไม่เข้ามาตรฐาน เนื่องจากพบสารห้ามใช้ 2 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบสารสำคัญที่ระบุในฉลาก 3 ตัวอย่างปริมาณสารสำคัญต่ำกว่าเกณฑ์ยอมรับค่าคลาดเคลื่อน 6 ตัวอย่าง และปริมาณสารสำคัญเกินกำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ตัวอย่าง</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม โดยก่อนซื้อควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีฉลากภาษาไทย ระบุชื่อ ประเภทเครื่องสำอาง ส่วนประกอบสำคัญ ผู้ผลิต สถานที่ผลิต วัน เดือน ปีที่ผลิต คำเตือนบนกล่อง วิธีใช้ มีเลขทะเบียนหรือไม่ และที่สำคัญควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ตามฉลากทุกครั้ง ปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ควรทิ้งช่วงเวลาในการย้อมผมให้นานกว่า 2 เดือน และไม่ใช้ติดต่อเป็นเวลานาน</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ย้อมผม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0-2951-0000 ต่อ 99495 -6 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 14 แห่ง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.moph.go.th/index.php" target="_blank">กระทรวงสาธารณสุข</a></p>
<p>หมายเหตุ:</p>
<ul>
<li>ยาย้อมผมชนิดสีติดถาวร: เมื่อย้อมแล้ว สระผมสีก็ไม่หลุดออก จนกว่าผมจะงอกขึ้นมาใหม่</li>
<li>ยาย้อมผมชนิดติดสีกึ่งถาวร: มักจะผสมอยู่ในแชมพูสระผม สีจะอยู่ได้ชั่วคราว จนถึงเมื่อมีการสระผมใหม่</li>
<li>ยาย้อมผมติดสีชั่วคราว: มักจะผสมในน้ำมันใส่ผมชายประเภทครีม  สีย้อมผมจะหลุดออกเมื่อสระหรือเปียกน้ำ</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>แก๊สน้ำตามีผลต่อสุขภาพเราอย่างไร?</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 11 Feb 2010 03:27:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[CN]]></category>
		<category><![CDATA[CS]]></category>
		<category><![CDATA[CX]]></category>
		<category><![CDATA[Methylene Chloride]]></category>
		<category><![CDATA[OC]]></category>
		<category><![CDATA[pepper spray]]></category>
		<category><![CDATA[tear gas]]></category>
		<category><![CDATA[tear gas grenade]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[สเปรย์พริกไทย]]></category>
		<category><![CDATA[แก๊สน้ำตา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=975</guid>
		<description><![CDATA[ในสถานะการณ์บ้านเมืองของเราที่มีความขัดแย้งกัน ในด้านความคิดอุดมการณ์กันอย่างมากมาย การชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้งก็มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมกันบ้าง ครั้งนี้ผมจึงขอนำเสนอบทความ เกี่ยวกับแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยใน เรื่องที่เกี่ยวกับผลที่อาจจะเกิดกับสุขภาพของคนเราและการป้องกัน การแก้พิษ การปฏิบัติตัวเมื่อโดนแก๊สน้ำตา มาติดตามกันครับ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">ในสถานะการณ์บ้านเมืองของเราที่มีความขัดแย้งกัน ในด้านความคิดอุดมการณ์กันอย่างมากมาย การชุมนุมทางการเมืองจึงเป็นสิ่งที่เราได้เห็นกันอย่างต่อเนื่อง ในบางครั้งก็มีการใช้<strong>แก๊สน้ำตา</strong>สลายการชุมนุมกันบ้าง ครั้งนี้ผมจึงขอนำเสนอบทความ เกี่ยวกับ<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>ในเรื่องที่เกี่ยวกับผลที่อาจจะเกิดกับสุขภาพของคนเราและการป้องกัน การแก้พิษ การปฏิบัติตัวเมื่อโดนแก๊สน้ำตา มาติดตามกันครับ</p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="tear gas" src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S3N3gELXuOI/AAAAAAAABWE/RR5Lb5n4Vtg/s800/teargas.jpg" alt="tear gas" width="409" height="285" /></p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="tear gas grenade" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S3N3f3lR-WI/AAAAAAAABWA/TZcFhECkMYU/s800/teargas3.jpg" alt="tear gas grenade" width="127" height="84" /></p>
<h2>การปกป้องตนเองจากแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย</h2>
<p style="text-align: justify">สิ่งแรกที่ท่านควรระลึกไว้เสมอก็คือ การโดน<strong>แก๊สน้ำตา</strong>ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุดที่ท่านจะได้รับ แม้ว่าสถานการณ์ขณะนั้นจะดูน่ากลัวหรือน่าตกใจเพียงใด ถ้าท่านระมัดระวัง และองอาจ ท่านจะสามารถอยู่รอดได้อย่างมีปัญหาน้อยที่สุด ข้อมูลที่จะกล่าวถึงนี้ได้รับมาจากการสนทนากับผู้เชี่ยวชาญ และจากประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญด้านแก๊สน้ำตาจากหลายๆ แหล่ง (ข้อมูลหลักๆ มาจากประเทศสหรัฐอเมริกา)</p>
<h2 style="text-align: justify">อะไรคือแก๊สน้ำตา</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong> (CS, CN, CX) และ <strong>สเปรย์พริกไทย</strong> (OC) เป็นสารเคมีที่เป็นอาวุธ ที่ใช้โดยตำรวจหรือทหารเพื่อใช้ในการสลายฝูงชน หรือทำให้ฝูงชนอ่อนกำลังลง มันเป็นสารที่ทำให้เยื่อบุต่างๆ เช่นในช่องปาก จมูก คอ และผิวหนังเกิดการระคายเคือง มันผสมอยู่ในตัวทำละลาย และถูกขับเคลื่อนออกมาโดยตัวยิงหรือตัวขับเคลื่อน สารบางอย่างที่เป็นองค์ประกอบได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถก่อให้เกิด<strong>มะเร็ง</strong> ความผิดปกติของทารกในครรภ์ หรือแม้แต่การกลายพันธุ์ของยีนส์  ในเมืองซีแอตเทิล (Seattle, USA) สารแก๊สน้ำตามีองค์ประกอบของ <strong>Methylene Chloride</strong> ที่เป็นสารที่มีพิษมากสามารถทำให้เกิด อาการสติมึนงง ปวดหัว ปวดเสียวแขนขา ใจสั่น เห็นภาพหลอน หูแว่ว รอบเมนส์ผิดปกติ <strong>แท้ง</strong>กะทันหัน และมีผลต่างๆ ต่อระบบทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ</p>
<h2 style="text-align: justify">มันจะถูกใช้อย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>อาจจะถูกฉีดออกมาจาหัวฉีดเล็กๆ หรือหัวฉีดใหญ่ๆ แบบหัวฉีดดับเพลิงก็ได้ แก๊สน้ำตามักนิยมบรรจุในกระป๋องแล้วยิงเข้ามาในหมู่คน บางครั้งก็โดนตัวคนตรงๆ โปรดจำไว้ว่า</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">อย่าหยิบกระป๋องแก๊สน้ำตาโดยใช้มือเปล่าโดยไม่สวมถุงมือ เพราะมันร้อนมาก</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">และจงจำไว้ว่าในขณะที่คุณหยิบมันขึ้นมาขว้างออกไป ขณะนั้นคุณอาจจะได้รับควันของแก๊สน้ำตาจำนวนมากได้</p>
<h2 style="text-align: justify">แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทยมีผลต่อเราอย่างไร</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong> เป็นสารระคายเคืองต่อผิวหนัง ก่อให้เกิดอาการปวดแสบปวดร้อน มีน้ำและสารคัดหลั่งจำนวนมากไหลจากตา จมูก ปาก และทางเดินหายใจ สเปรย์พริกไทยเป็นสารที่นิยมกันมากเพราะมันก่อให้เกิดความเจ็บปวดได้อย่างทันที และยากที่จะกำจัดออกจากผิวหนัง และสามารถก่อให้เกิดแผลแบบไฟไหม้น้ำร้อนลวก ระดับที่ 1 ได้</p>
<h2 style="text-align: justify">ถ้าคุณโดนแก๊สน้ำตาหรือสเปรย์พริกไทย คุณจะมีอาการ</h2>
<ul>
<li>ปวดแสบปวดร้อนที่ ตา  จมูก ปาก ผิวหนัง</li>
<li>มีน้ำตาไหลออกมากทำให้การมองเห็นแย่ลง</li>
<li>น้ำมูกไหล</li>
<li>น้ำลายไหลออกมาก</li>
<li>ไอ หายใจลำบาก</li>
<li>สับสน งุนงง บางครั้งเอะอะโวยวาย</li>
<li>อาการโกรธหงุดหงิดอย่างรุนแรง เป็นสิ่งที่พบได้บ่อยเมื่อโดนสเปรย์พริกไทย การเตรียมตัวเตรียมใจไว้ การมีสติจะช่วยให้เราหายจากอาการได้เร็ว และกลับมาทำภารกิจของเราต่อได้อย่างรวดเร็ว</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">ข่าวดีก็คือ อาการทั้งหมดที่ว่ามานี้ในคนส่วนใหญ่จะเป็นเพียงชั่วคราวเท่า นั้นไม่มีผลตกค้างถาวร อาการไม่สบายจาก<strong>แก๊สน้ำตา</strong> จะดำรงอยู่ประมาณ 5-30 นาทีแล้วหายไปเอง แต่อาการไม่สบายจาก<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>จะอยู่ประมาณ 20 นาที ถึง 2 ชั่วโมง จึงจะหาย อาการจากทั้งสองสารจะหายเร็วขึ้นถ้าได้รับการดูแลรักษา (สเปรย์พริกไทยจะซึมจากผิวหนังเข้าสู่ปลายประสาทจนทำให้เกิดอาการ อาการจึงจะดำรงอยู่ต่ออีกเป็นชั่วโมงแม้ว่าได้รับการล้างออกจากผิวหนังไป แล้วก็ตาม)</p>
<h2 style="text-align: justify">การป้องกัน</h2>
<p style="text-align: justify">ในคนที่มีสุขภาพดีส่วนใหญ่ อาการที่เกิดจาก<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong>จะเป็นอยู่ชั่วคราว แต่อย่างไรก็ตาม ในคนบางคนผลดังกล่าวอาจจะตกค้างอยู่นานมาก หรือแม้แต่<strong>อันตรายต่อชีวิต</strong>ก็ได้</p>
<p style="text-align: justify">บุคคลที่มีภาวะดังต่อไปนี้ ควรระวังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ โดยการไม่เสี่ยงที่จะได้รับสาร<strong>แก๊สน้ำตา</strong>และ<strong>สเปรย์พริกไทย</strong> และจงจำไว้ว่า ในสถานการณ์ที่ตึงเครียด พฤติกรรมของตำรวจและทหารนั้นไม่สามารถคาดเดาได้เลย เพราะฉะนั้นการที่เราจะหลีกเลี่ยงการโดนแก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก</p>
<p style="text-align: justify">บุคคลที่มีภาวะดังต่อไปนี้ ควรระวังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงนี้ คือ</p>
<ul>
<li>มีประวัติโรคทางปอดอยู่เดิม เช่น<strong>โรคหอบ</strong> โรคหลอดลมอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) เพราะมีความเสี่ยงที่โรคจะกำเริบหรือมีผลเสียหายถาวรได้เมื่อได้รับ แก๊สน้ำตาและสเปรย์พริกไทย</li>
<li>ผู้ที่อ่อนแอทั้งหลายเช่น เด็กทารก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ</li>
<li>ใครก็ตามที่มีโรคที่ต้องได้รับยาที่ทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายต่ำ  เช่น การได้รับยากดภูมิ การได้ยาเคมีบำบัด การได้รับการฉายแสงรักษามะเร็ง</li>
<li>ผู้หญิงที่อาจจะตั้งครรภ์ หรือพยายามที่จะตั้งครรภ์ เพราะอาจจะ<strong>แท้ง</strong>กะทันหันหรือมีลูกออกมาพิการได้</li>
<li>มารดาที่ให้นมบุตร อาจส่งต่อสารพิษเข้าไปให้ลูกได้</li>
<li>คนที่เป็นโรคผิวหนัง เช่น สิวชนิดรุนแรง โรคสะเก็ดเงิน โรคภูมิแพ้ผิวหนัง อาจเกิดอาการกำเริบรุนแรงขึ้นได้</li>
<li>โรคทางตา เช่น โรคตาอักเสบ อาจเกิดอาการกำเริบรุนแรงขึ้นได้</li>
<li>คนที่ใส่ Contact Lens อาจจะเกิดการระคายเคืองตาอย่างรุนแรงได้ จากการที่สารเคมีโดนเก็บกักไว้ใต้ Contact Lens ทำให้กระจกตามีโอกาสโดนสารเคมีนานขึ้น</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">การปกป้อง</h2>
<ul>
<li>หลีกเลี่ยงการใช้ น้ำมัน โลชั่น เพราะมันอาจจะเก็บกักสารเคมีไว้ในผิวได้นานขึ้นทำให้เราได้รับการระคายเคือง จากสารเคมีมากขึ้น ควรสระผมอาบน้ำล้างตัวด้วยสบู่อ่อนก่อนการเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยง เช่น พื้นที่จลาจล พื้นที่ชุมนุม (เพื่อลดน้ำมันที่ ผิวกาย)</li>
<li>แนะนำให้ใช้ครีมกันแดดแบบไม่มีน้ำมันผสม แทนการใช้แบบมีน้ำมันผสม แต่จะให้เลือกระหว่างการไม่ใช้เลยกับการใช้แบบมีน้ำมันผสม ควรเลือกแบบใช้ เพราะการโดนแก๊สน้ำตาบนผิวที่มีการไหม้จากแดด เป็นสิ่งที่แย่ยิ่งกว่า</li>
<li>เราแนะนำให้ใส่เสื้อผ้าให้ปกปิดผิวหนังมากที่สุด เพื่อที่จะปกป้องเราจากแสงแดดและสารเคมี</li>
<li>หน้ากากกันแก๊สน้ำตาใช้ได้ผลดีมาก ในกรณีที่เราใส่ให้แนบแน่นกับหน้าอย่างดี ถ้าไม่มีอาจใช้<strong>แว่นตาสำหรับว่ายน้ำ</strong>แทนก็อาจจะช่วยได้บ้าง</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">ถ้าโดนโจมตีด้วยแก๊สน้ำตาแล้วเราควรต้องทำอย่างไร</h2>
<ul>
<li>พยายามสงบสติอารมณ์ การตื่นเต้นตกใจจะยิ่งเพิ่มการระคายเคืองจากสารเคมี พยายามหายใจช้าๆ และจำไว้ว่ามันจะมีอาการแค่ชั่วคราวเท่านั้น</li>
<li>ถ้าคุณเห็นแก๊สน้ำตากำลังพุ่งเข้ามา รีบเตือนเพื่อนๆ และรีบพยายามสวมใส่สิ่งป้องกันตัว และถ้าสามารถหนีได้ควรหนี และควรหนีขึ้นไปที่เหนือลม</li>
<li>เมื่อโดนสารเคมีเข้าไปแล้วให้รีบไปล้างจมูก บ้วนปาก ไอเอาเสมหะออกมา พยายามอย่ากลืน</li>
<li>ถ้าคุณใส่ Contact Lens ควรพยายามถอดออก หรือให้คนอื่นช่วยถอดออกให้ (ด้วยนิ้วมือที่สะอาด)</li>
<li>อย่าเช็ดหรือถูผิวหนังที่โดนแก๊สน้ำตา</li>
</ul>
<h2 style="text-align: justify">สูตรในการแก้พิษ (สำหรับสเปรย์พริกไทย)</h2>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าจะไม่ได้ผลอย่าง 100% แต่มันจะช่วยให้ดีขึ้นเร็วขึ้นบ้าง</p>
<h3 style="text-align: justify">สำหรับปากและตา</h3>
<p style="text-align: justify">เราแนะนำใช้สารละลายที่เกิดจาก<strong> ยาลดกรด</strong> (Antacid) ครึ่งหนึ่งผสมกับน้ำครึ่งหนึ่ง ใส่ลงในขวดที่มีจุกสเปรย์หรือจุกริน ใช้เทล้างตาข้างที่โดนสารเคมี โดยให้ผู้บาดเจ็บนอนตะแคงหน้าด้านนั้นลงแล้วเทน้ำยาที่เตรียมไว้ลงไปล้างตา จากด้านในออกไปด้านนอก (ผู้บาดเจ็บอาจจะลืมตาเองไม่ได้ เราอาจจะต้องช่วยเปิดตาให้ แม้ว่าการเปิดตาจะสร้างความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นบ้างแต่เมื่อล้างแล้ว ผู้บาดเจ็บนั้นก็จะสบายขึ้น) สำหรับในช่องปากเราสามารถเอาสารละลายนี้มาอมบ้วนปากได้เช่นกัน</p>
<h3 style="text-align: justify">สำหรับผิวหนัง</h3>
<p style="text-align: justify">เราแนะนำให้ใช้ <strong>Canola Oil</strong> ที่ชุบชุ่มในผ้าก็อสหรือเศษผ้า เช็ดผิวหนังที่โดนสารเคมี แล้วตามด้วยการเช็ดด้วยผ้าชุบ<strong>แอลกอฮอล์</strong>ที่สำหรับใส่แผลอีกที แต่ระวังอย่าให้เข้าตาเพราะแอลกอฮอล์เข้าตาจะแสบมาก</p>
<p style="text-align: justify">หลังจากนี้ แนะนำให้สั่งน้ำมูก ล้างจมูก ไอเพื่อเอาเสมหะออกมา (คุณคงไม่อยากกลืนมันลงไป) เดินโดยการกางแขนออกไปทั้งสองข้าง พยายามอย่าเอามือไปสัมผัสที่หน้าหรือตาของตนเอง ถอดเสื้อผ้าที่เลอะสารเคมีออก อาบน้ำฝักบัวด้วยน้ำเย็น จนร่างกายสะอาดปราศจากสารเคมีที่มีอันตรายนี้</p>
<p style="text-align: justify">ข้อมูลนี้มาจากทีมงานปฐมพยาบาลซึ่งประกอบด้วยนักเคลื่อนไหวสากลซซึ่งทำหน้าที่จัดหาและสนับสนุนการดูแลสุขภาพบนท้องถนนในเมืองทั้งหลาย รวมทั้งซีแอตเทิล (Seattle), วอชิงตัน ดีซี (Washington DC), ลอนดอน (London), ฟิลาเดลเฟีย (Philadelphia), วิเซอร์ (Windsor), คานาดอ (Canada)  และ สอสแองเจลลีส (Los Angeles)</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/02/tear-gas/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปวดหัวไมเกรน&#8230;ใครเคยเป็นบ้าง?</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/02/migraine-headache/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/02/migraine-headache/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 03 Feb 2010 19:39:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Aura]]></category>
		<category><![CDATA[classical migraine]]></category>
		<category><![CDATA[common migraine]]></category>
		<category><![CDATA[Migraine]]></category>
		<category><![CDATA[migraine headache]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดหัวข้างเดียว]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดหัวไมเกรน]]></category>
		<category><![CDATA[ไมเกรน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=969</guid>
		<description><![CDATA[อาการที่พบบ่อยของโรคปวดหัวไมเกรนก็คือ อาการปวดหัว แบบตุ๊บๆ และมักจะปวดเพียงข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะ และมักจะเป็นบริเวณด้านข้างของศีรษะคือบริเวณขมับ อาจจะมีอาการอื่นร่วมได้อีกเช่น อาการไวต่อการกระตุ้นของแสง เสียง อาการคลื่นไส้ และอาการอาเจียน เป็นต้น
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="headache" src="http://lh4.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S2nQY9yz9UI/AAAAAAAABVg/UtwI-u7emTU/s800/headache.jpg" alt="Headache" width="350" height="544" /></p>
<h2 style="text-align: justify">การปวดหัวไมเกรน</h2>
<p style="text-align: justify">โรคปวดหัว<strong>ไมเกรน</strong>คืออะไร? อะไรกระตุ้นให้ไมเกรนกำเริบ ? อะไรจะช่วยให้การปวดหัวไมเกรนบรรเทาลงได้?</p>
<p style="text-align: justify">ในแต่ละปีชาวอเมริกันจำนวนมากต้องทุกข์ทรมานจากโรคปวดหัวไมเกรน ในจำนวนของผู้ที่เป็นโรคนี้  ผู้หญิงจะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ชาย ประมาณ 3 เท่าตัว ส่วนในเด็กสามารถพบโรคไมเกรนได้แต่พบได้ไม่บ่อยนัก</p>
<p style="text-align: justify">แม้ว่าโรคนี้จะก่อให้เกิดความเจ็บปวดทรมานต่อผู้ที่เป็นโรคมากพอสมควร และอาจจะเป็นอยู่นานหลายวัน แต่จากสถิติในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่า เพียง 50% ของคนที่เป็นโรคนี้เท่านั้นที่ไปพบแพทย์</p>
<h3 style="text-align: justify">อาการที่พบบ่อยของโรคปวดหัวไมเกรน</h3>
<p style="text-align: justify">ก็คือ อาการปวดหัว แบบตุ๊บๆ และมักจะปวดเพียงข้างใดข้างหนึ่งของศีรษะและมักจะเป็นบริเวณด้านข้างของศีรษะคือ บริเวณขมับ อาจจะมีอาการอื่นร่วมได้อีก เช่น อาการไวต่อการกระตุ้นของแสง เสียง อาการคลื่นไส้ และอาการอาเจียน เป็นต้น</p>
<h3 style="text-align: justify">สาเหตุที่แท้จริงของโรคไมเกรน</h3>
<p style="text-align: justify">ปัจจุบันยังไม่ทราบกันอย่างแน่ชัด แต่เราเชื่อกันมาหลายปีว่า โรคนี้มีสาเหตุมาจากการขยายตัวของหลอดเลือดที่กระโหลก แต่ผลการวิจัยในระยะหลังพบว่า การขยายตัวของหลอดเลือดไม่น่าจะใช่สาเหตุของการกำเริบของไมเกรน แต่น่าจะเป็นภาวะความผิดปกติทางพันธุกรรม ที่มีผลต่อการที่สารสื่อประสาทในสมองมีปฎิกริยาต่อเซลล์ประสาท</p>
<h3 style="text-align: justify">โรคปวดหัวไมเกรนแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ</h3>
<ol>
<li>Classical migraine เป็นการปวดหัวไมเกรนที่มีลักษณะพิเศษ คือมีภาวะ ที่เรียกว่า <strong>Aura นำ</strong> มาก่อนการปวดศีรษะเช่น การเห็นภาพหลอน การเห็นแสงจ้าเป็นจุด หรือการเห็นแสงแปล๊บปล๊าบ หรือแม้แต่การสูญเสียการมองเห็นไปชั่วขณะก่อนการเกิดการปวดหัว</li>
<li>Common migraine เป็นการปวดหัวไมเกรนแบบที่พบบ่อย มีลักษณะสำคัญคือ <strong>ไม่มี Aura นำ</strong> มาก่อนการปวดหัว</li>
</ol>
<p style="text-align: justify">สิ่งกระตุ้นให้โรคปวดหัวไมเกรนกำเริบมีหลายอย่างต่างๆกันไปในแต่ละคน บางคนเกิดจากการนอนน้อย บางคนเกิดจากการนอนมากเกินไป บางคนเกิดจากการกินอาหารบางอย่างเช่น เนย บางคนสัมพันธ์กับการไม่ทานอาหารบางมื้อ ภาวะทางฮอร์โมนก็มีผลต่อการกำเริบของโรค เช่น ในผู้หญิงบางคนที่กินยาเม็ดคุม กำเนิดแล้วมีอาการมากขึ้นหรือถี่ขึ้น</p>
<p style="text-align: justify">รายการสิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นภาวะไมเกรนนั้นมีมากมาย บางสิ่งบางอย่างเป็นสิ่งที่ธรรมดาๆ ที่เราทำอยู่ในชีวิตประจำวัน  เช่นการเดินขึ้นบันได การออกแรงทำกิจกรรมใดๆ อย่างหนัก  ความเย็นหรือความร้อน เสียงดังๆ แสงไฟหรี่ๆ และที่สำคัญคือภาวะตึงทางอารมณ์ และความเครียด</p>
<p style="text-align: justify">โชคดีมากที่ทุกวันนี้เรามียาดีๆ ที่สามารถรักษาภาวะปวดหัวไมเกรนได้อย่างดี มีประสิทธิภาพให้เลือกใช้ แต่อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเรายังไม่มียาที่ดีที่สุดที่สามารถใช้ในการรักษาโรคปวดหัวไมเกรนของทุกคนที่เป็นโรคนี้ให้ดีขึ้นได้เหมือนกันหมด ในบางครั้งการแค่เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตร่วมกับการรักษาแบบพื้นบ้านก็ สามารถบรรเทาอาการปวดหัวแบบไมเกรนได้</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/02/migraine-headache/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>Meningioma (เนื้องอกของเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลัง)</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/01/meningioma/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/01/meningioma/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 28 Jan 2010 04:33:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Brain Tomour]]></category>
		<category><![CDATA[Meningioma]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้องอกในสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[เนื้องอกไม่ร้ายในสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อหุ้มสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อหุ้มไขสันหลัง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=962</guid>
		<description><![CDATA[เนื้องอกชนิดนี้ เจริญเติบโตจากเยื่อหุ้มสมองหรือเยื่อหุ้มไข สันหลัง เมื่อมันเจริญเติบโตขึ้น มันก็จะไปกดเนื้อเยื่อสมองหรือไขสันหลังรอบข้างตัวมัน และอาการที่แสดงออกของผู้ป่วยก็จะคืออาการของสิ่งที่เนื้องอกชนิดนี้ไปกด เช่น อาการของการถูกกดเส้นประสาทสมอง หรือกดเส้นเลือด ในบางรายเนื้องอกชนิดนี้สามารถลุกลามออกมาที่กระดูกได้ เช่น ลุกลามมาที่กระดูกหน้าหรือกระดูกกะโหลก จนทำให้สามารถเห็นจากการดูด้วยตาเปล่าได้ โดยส่วนใหญ่เนื้องอกชนิดนี้ เป็น เนื้องอกชนิดไม่ร้ายคือ ไม่ใช่มะเร็ง แต่อย่างไรก็ตามเนื้องอกชนิดนี้บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดการทุพลภาพ หรืออันตรายต่อชีวิตได้ โดยส่วนใหญ่เนื้องอกชนิดนี้เจริญเติบโตช้า แต่บางครั้งมันก็อาจจะโตเร็วขึ้น หรือในบางครั้งก็เจริญเติบโตอย่างพรวดพลาดได้ และไม่มีหนทางใดๆ ในการที่จะทำนายความเร็วในการเจริญเติบโตของมันได้ หรือในการที่จะทำนายได้ว่ามันเจริญเติบโตมานานเท่าไรแล้ว ก่อนที่มันจะได้รับการวินิจฉัยหรือตรวจพบได้ เนื้องอกชนิดนี้แบ่งออกเป็น เกรด เกรดยิ่งต่ำอัตราการกลับเป็นซ้ำหรืออัตราการเจริญเติบโตของมันยิ่ง ต่ำไปด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="font-size: large"><span style="font-size: medium"><img style="border: black 1px solid" title="meningioma" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S2ETJf5e9pI/AAAAAAAABU8/IkLdU3l8hwk/s800/meningioma2.jpg" alt="meningioma" width="400" height="400" /></span></span></p>
<h2>Meningioma (เนื้องอกของเยื่อหุ้มสมองหรือไขสันหลัง)</h2>
<p style="text-align: justify">เนื้องอกชนิดนี้ เจริญเติบโตจาก<strong>เยื่อหุ้มสมอง</strong>หรือ<strong>เยื่อหุ้มไขสันหลัง</strong> เมื่อมันเจริญเติบโตขึ้น มันก็จะไปกดเนื้อเยื่อสมองหรือไขสันหลังรอบข้างตัวมัน และอาการที่แสดงออกของผู้ป่วยก็จะคืออาการของสิ่งที่เนื้องอกชนิดนี้ไปกด เช่น อาการของการถูกกดเส้นประสาทสมอง หรือกดเส้นเลือด ในบางรายเนื้องอกชนิดนี้สามารถลุกลามออกมาที่กระดูกได้ เช่น ลุกลามมาที่กระดูกหน้าหรือกระดูกกะโหลก จนทำให้สามารถเห็นจากการดูด้วยตาเปล่าได้ โดยส่วนใหญ่เนื้องอกชนิดนี้ <strong>เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้าย</strong>คือ <strong>ไม่ใช่มะเร็ง</strong> แต่อย่างไรก็ตามเนื้องอกชนิดนี้บางครั้งอาจจะก่อให้เกิดการทุพลภาพ หรืออันตรายต่อชีวิตได้ โดยส่วนใหญ่เนื้องอกชนิดนี้เจริญเติบโตช้า แต่บางครั้งมันก็อาจจะโตเร็วขึ้น หรือในบางครั้งก็เจริญเติบโตอย่างพรวดพลาดได้ และไม่มีหนทางใดๆ ในการที่จะทำนายความเร็วในการเจริญเติบโตของมันได้ หรือในการที่จะทำนายได้ว่ามันเจริญเติบโตมานานเท่าไรแล้ว ก่อนที่มันจะได้รับการวินิจฉัยหรือตรวจพบได้ เนื้องอกชนิดนี้แบ่งออกเป็น เกรด <strong>เกรดยิ่งต่ำอัตราการกลับเป็นซ้ำหรืออัตราการเจริญเติบโตของมันยิ่งต่ำ</strong>ไปด้วย</p>
<h3>องค์การอนามัยโลก แบ่ง Meningioma เป็น  3 เกรด คือ</h3>
<ol>
<li>เกรด 1 Benign Meningioma (เนื้องอกไม่ร้าย)</li>
<li>เกรด 2 Atypical Meningioma (เนื้องอกไม่ตามแบบแผนปกติ)</li>
<li>เกรด 3 Malignant Meningioma (เนื้องอกร้าย)</li>
</ol>
<h3 style="text-align: justify">ลักษณะ สำคัญของเนื้องอกชนิดนี้</h3>
<ul>
<li>อาจจะเกิดขึ้นหลังจากได้รับการรักษาโรคด้วยรังสีหรือการถ่ายภาพ เอกซเรย์บ่อยมากเกินไป</li>
<li>พบมากในคนอายุระหว่าง 40-50 ปี แต่อย่างไรก็ตามสามารถพบได้ในทุกอายุ</li>
<li>พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2 เท่า</li>
<li>พบได้มากถึง 30% ของเนื้องอกในสมองทั้งหมด</li>
<li>ในบางราย (พบน้อยมากๆๆ) มีการลุกลามไปที่กะโหลกหรือกระจายไปที่ผิวหนังหรือปอด</li>
<li>ผู้หญิงบางรายพบการเจริญเติบโตของเนื้องอกในระหว่างตั้งครรภ์</li>
<li>ในบางราย (พบน้อย) พบเนื้องอกชนิดนี้หลายๆก้อนในเวลาเดียวกันในหลายๆจุดของสมอง</li>
</ul>
<h3 style="text-align: justify">อาการ</h3>
<ul>
<li>อาการชัก</li>
<li>อาการปวดหัว</li>
<li>อาการคลื่นไส้อาเจียน</li>
<li>อาการการมองเห็นเปลี่ยนแปลง</li>
<li>ในบางครั้งไม่มีอาการใดๆ เลยก็ได้</li>
</ul>
<h3 style="text-align: justify">การ รักษา</h3>
<p style="text-align: justify">ถ้าไม่มีอาการใดๆ แพทย์อาจจะติดตามการเจริญเติบโตของก้อนเนื้อ ด้วยการตรวจสนามแม่เหล็ก MRI แต่อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเนื้องอกออกเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคนี้ ถ้าการผ่าตัดไม่สามารถตัดออกได้หมดหรือมีการกลับมาเป็นใหม่ การรักษาด้วยรังสีรักษาก็มีบทบาทเช่นกัน การให้เคมีรักษา (Chemotherapy)มีบทบาทในรายที่เป็นเกรด 2 หรือ 3 ที่ลุกลามเร็ว</p>
<p style="text-align: justify">การติดตามผลการรักษาด้วยการทำ scan อย่างไม่มีที่สิ้นสุด (เรื่อยๆ) เป็นสิ่งที่ต้องทำ เพราะเราอาจจะพบว่าเนื้องอกชนิดนี้อาจจะเกิดขึ้นใหม่ได้หลายปี หรือหลายสิบปีต่อมาหลังการผ่าตัดครั้งแรก</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/01/meningioma/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>คำแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ สำหรับคนที่เป็นโรคเก๊าต์</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/01/gout/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/01/gout/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 19 Jan 2010 07:27:55 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคข้อและกระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[Gout]]></category>
		<category><![CDATA[Uric Acid]]></category>
		<category><![CDATA[กรดยูริค]]></category>
		<category><![CDATA[เกาต์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=953</guid>
		<description><![CDATA[โรคนี้เกิดจากการที่ท่านมีกรดยูริคในเลือดสูง แล้วกรดยูริคนั้นไปตกตะกอนที่ข้อของท่าน (ข้อไหนก็ได้) หรือที่เอ็นของท่าน แล้วทำให้เกิดการอักเสบของข้อหรือเอ็น เกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน อย่างเฉียบพลัน ข้อที่พบบ่อยคือข้อโคนนิ้วโป้งเท้า

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><strong><span style="font-size: medium"><span style="font-size: large"><span style="text-decoration: underline"><img title="Gout" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S1VbGkoiSjI/AAAAAAAABUc/8g0XIxEq3Ag/s800/gout-disease.jpg" alt="Gout" width="496" height="418" /></span></span></span></strong></p>
<h2>คำแนะนำสำหรับ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเก๊าต์</h2>
<p style="text-align: justify">1. โรคนี้เกิดจากการที่ท่านมีกรดยูริคในเลือดสูง แล้ว<strong>กรดยูริค</strong>นั้นไปตกตะกอนที่ข้อของท่าน (ข้อไหนก็ได้) หรือที่เอ็นของท่าน แล้วทำให้เกิดการอักเสบของข้อหรือเอ็น เกิดอาการ ปวด บวม แดง ร้อน อย่างเฉียบพลัน</p>
<p style="text-align: justify">2. ท่านที่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ ท่านควรหลีกเลี่ยงสิ่งต่อไปนี้ (เพราะอาจจะกระตุ้นให้อาการกำเริบได้)</p>
<ul>
<li>อาหารประเภทสัตว์ปีกและเครื่องในสัตว์ต่างๆ</li>
<li>เครื่องดองของเมาต่างๆ</li>
<li>ความเครียด ความวิตกกังวลต่างๆ การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ</li>
<li>การเกิดการบาดเจ็บกระทบกระแทกบริเวณข้อต่อต่างๆ</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">3. ท่านที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ควร ปรึกษาแพทย์ในการดูแลรักษาที่ถูกต้อง เพราะการรักษาภาวะนี้มีขั้นตอนการดูแล ง่ายๆ 2 ขั้นตอนใหญ่ๆคือ</p>
<ul>
<li>การรักษาภาวะการอักเสบของข้อ หรือเอ็น ขณะ ที่มีอาการ ปวด บวม แดง ร้อนที่ข้อหรือเอ็น</li>
<li>การรักษาเพื่อลดกรดยูริคในเลือด เป็นการรักษาเพื่อป้องกันการอักเสบซ้ำซาก</li>
</ul>
<h3 style="text-align: justify">ประเภท ของอาหารที่คนที่เป็นโรคเก๊าต์ หรือผู้มียูริคในเลือดสูง ควรศึกษาหรือจดจำ</h3>
<h4 style="text-align: justify">อาหารที่มีกรด ยูริคมากที่สุด  ไม่ควรรับประทาน  ได้แก่</h4>
<ol>
<li>เนื้อที่มีต่อมมาก เช่น เครื่องในสัตว์ทุกชนิด  ตับ ตับอ่อน ไต สมอง หัวใจ</li>
<li>เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อไก่ เป็ด ห่าน ปลาดุก กุ้งชีแฮ้ หอย ปลาไส้ตัน ปลาอินทรี กะปิ</li>
<li>น้ำซุปต่าง ๆ น้ำสะกัดเนื้อ  น้ำต้มกระดูก</li>
<li>ผักบางชนิด เช่น  ชะอม  เห็ด  กระถิน</li>
<li>ถั่วบางชนิดเช่น ถั่วดำ  ถั่วแดง  ถั่วเขียว  ถั่วเหลือง</li>
<li>เบียร์  ขนมปังที่ทำด้วยยีสต์</li>
</ol>
<h4 style="text-align: justify">อาหาร ที่มีกรดยูริคปานกลาง  รับประทานได้บ้าง</h4>
<p style="text-align: justify">1. เนื้อสัตว์ เช่น เนื้อหมู  เนื้อวัว  ปลากระพงแดง  ปลาหมึก  ปู</p>
<p style="text-align: justify">2. ถั่วลิสง  ใบขี้เหล็ก  สะตอ  ผักโขม  ถั่วลันเตา  หน่อไม้</p>
<h4 style="text-align: justify">อาหารที่มี กรดยูริคน้อยหรือเกือบไม่มีเลย</h4>
<p style="text-align: justify">รับประทานเป็น ประจำได้  เช่น</p>
<ol>
<li>นมและผลิตภัณฑ์จากนม</li>
<li>เครื่องดื่ม  น้ำอัดลม  ชา  กาแฟ  น้ำผลไม้</li>
<li>ไข่</li>
<li>อาหารแป้ง ข้าว ข้าวโพด สาคู มักกะโรนี สะปาเก๊ตตี้ ขนมปังสีขาว เส้นหมี่</li>
<li>ไขมันทุกชนิด</li>
<li>ผักบางชนิด เช่น ผักคะน้า กะหล่ำปลี แตงกวา มะเขือ มะเขือเทศ ผักกาด มัน  ฟักทอง  ถั่วฝักยาว</li>
<li>ผลไม้ทุกชนิด</li>
<li>ของหวาน  ขนมหวาน  น้ำตาล  น้ำเชื่อม  ขนมปังหวาน</li>
</ol>
<p><strong> </strong></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/01/gout/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>มารู้จักหินปูน (Dental Calculus) กันเถอะครับ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/01/dental-calculus/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/01/dental-calculus/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Jan 2010 19:25:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Tik</dc:creator>
				<category><![CDATA[ทันตกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[Dental Calculus]]></category>
		<category><![CDATA[Plaque]]></category>
		<category><![CDATA[กลิ่นปาก]]></category>
		<category><![CDATA[ขูดหินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[คราบจุลินทรีย์]]></category>
		<category><![CDATA[ฟันผุ]]></category>
		<category><![CDATA[หินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเหงือก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=944</guid>
		<description><![CDATA[หินปูนเป็นสารประกอบแคลเซียมที่ตกตะกอนเป็นผลึก จากการที่แคลเซียมในน้ำลายรวมตัวกับสารบางอย่างจากคราบจุลินทรีย์  (plaque) หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “ขี้ฟัน” หินปูนมีผิวที่ขรุขระจึงทำให้เกิดการเกาะของคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย ผลที่ตามมา ก็คือ เชื้อโรคในคราบจุลินทรีย์ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ นอกจากนี้ถ้ามีอาหารพวกน้ำตาลอยู่ด้วยในคราบจุลินทรีย์ก็จะทำให้เกิดฟันผุในบริเวณนั้นได้ง่าย หินปูนยังทำให้เกิดความไม่สวยงามและมักทำให้เกิดกลิ่นปาก ดังนั้นจึงควรขูดหินปูนออก ]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde"><img style="border: black 1px solid" title="dental calculus" src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S0zL55m_i7I/AAAAAAAABTs/tkNYCTdQ2B4/s800/IMG_0701.jpg" alt="dental calculus" width="800" height="450" /> </span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde"><img style="border: black 1px solid" title="dental calculus" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S0zL5rUmauI/AAAAAAAABTo/-ikS-YQwqU8/s800/IMG_0700.jpg" alt="dental calculus" width="800" height="450" /></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde">ก่อนขูดหินปูน</span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde"><img style="border: black 1px solid" title="after remove dental calculus" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S0zL6JRpLRI/AAAAAAAABTw/s7XzIC1Ifkg/s800/IMG_0702.jpg" alt="after remove dental calculus" width="800" height="450" /></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde"><img style="border: black 1px solid" title="after remove dental calculus" src="http://lh5.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S0zL6QnXkxI/AAAAAAAABT0/7V9zcx1ElXo/s800/IMG_0703.jpg" alt="after remove dental calculus" width="800" height="450" /></span></strong></span></p>
<p style="text-align: center"><span style="text-decoration: underline"><strong><span style="font-family: arial black,avant garde">ภาพภายหลังขูดหินปูนคนไข้คนนี้</span></strong></span></p>
<h1>หินปูน (Dental Calculus)</h1>
<p style="text-align: justify">หินปูนเป็นสารประกอบแคลเซียมที่ตกตะกอนเป็นผลึก จากการที่แคลเซียมในน้ำลายรวมตัวกับสารบางอย่างจาก <strong>คราบจุลินทรีย์  (plaque</strong>) หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่า “<strong>ขี้ฟัน</strong>” หินปูนมีผิวที่ขรุขระจึงทำให้เกิดการเกาะของคราบจุลินทรีย์ได้ง่าย ผลที่ตามมา ก็คือ เชื้อโรคในคราบจุลินทรีย์ทำให้เกิดเหงือกอักเสบ นอกจากนี้ถ้ามีอาหารพวกน้ำตาลอยู่ด้วยในคราบจุลินทรีย์ก็จะทำให้เกิดฟันผุใน บริเวณนั้นได้ง่าย หินปูนยังทำให้เกิดความไม่สวยงามและมักทำให้เกิดกลิ่นปาก ดังนั้นจึงควรขูดหินปูนออก ระยะห่างของการขูดหินปูนแต่ละครั้งไม่เท่ากันในแต่ละคน เพราะบางคนเกิดหินปูนได้เร็วกว่าคนอื่น  การตรวจดูหินปูนด้วยตนเองนั้นทำได้ง่าย เพราะบริเวณที่พบได้บ่อยคือด้านลิ้นของฟันหน้าล่าง ให้ส่องกระจกดู อ้าปากกว้างๆ ก้มหน้าลงมองไปที่ด้านลึกของฟันหน้าล่างเป็นจุดที่สังเกตได้</p>
<h2 style="text-align: justify">ผลดีและผลเสียของการขูดหินปูน</h2>
<p style="text-align: justify"><strong>ผลดี</strong> คือ ฟันและช่องปากจะสะอาดขึ้น  นอกจากนี้ยังมีผลในการกำจัดกลิ่นปาก เพิ่มความสวยงาม ปรับปรุงบุคลิกภาพเพราะดูสะอาด มีความมั่นใจในตนเองมากขึ้น<br />
<strong>ผลเสีย</strong> อาจมีบ้างในรายที่ขูดหินปูนบ่อยเกินความจำเป็น ก็อาจทำให้เกิดฟันสึกได้บ้างแต่ไม่มากนัก ในรายที่หินปูนมากๆ อาจจะเจ็บบ้าง</p>
<h2 style="text-align: justify">วิธีป้องกันการเกิดหินปูน</h2>
<p style="text-align: justify">การจะป้องกันไม่ให้เกิดหินปูนขึ้นอีกเลยในปัจจุบันยังไม่สามารถทำได้ การทำความสะอาดฟันให้สะอาดทั่วทั้งปากทุกๆ วัน ก็จะทำให้เกิดหินปูนช้าลงหรือน้อยลง นอกจากนี้ในปัจจุบันยังมีการพัฒนาการเพิ่มสารบางอย่างในยาสีฟันเพื่อลดการ เกาะตัวของสารประกอบแคลเซียม</p>
<h2>การขูดหินปูนเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์หรือไม่</h2>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">การขูดหินปูนมักจะมีเลือดออกด้วย ถ้าจะให้แน่ใจควรสอบถามผู้ทำการรักษาในเรื่องการฆ่าเชื้อก่อนก็จะดี แต่โดยทั่วไปแล้วมีการระมัดระวังในเรื่องนี้อย่างมากอยู่แล้วในการให้บริการ ทันตกรรม</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/01/dental-calculus/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>โรคและภาวะที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับคนที่ไปเที่ยวแบบเดินขึ้นภูเขา</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/01/mountain-hiking/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/01/mountain-hiking/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 08 Jan 2010 08:07:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคทั่วไป]]></category>
		<category><![CDATA[Ankle Sprain]]></category>
		<category><![CDATA[Fainting]]></category>
		<category><![CDATA[Fatique]]></category>
		<category><![CDATA[Heat Stroke]]></category>
		<category><![CDATA[Insect Sting]]></category>
		<category><![CDATA[leech]]></category>
		<category><![CDATA[Mountain Hiking]]></category>
		<category><![CDATA[Myalgia]]></category>
		<category><![CDATA[Snake Bite]]></category>
		<category><![CDATA[กล้ามเนื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ความร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[งูกัด]]></category>
		<category><![CDATA[ตะคริว]]></category>
		<category><![CDATA[เท้าแพลง]]></category>
		<category><![CDATA[แมลงกัด]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=939</guid>
		<description><![CDATA[การเดินทางขึ้นเขา เป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมของบุคคลบางกลุ่ม ที่ชอบท่องเที่ยวในลักษณะที่มีความโลดโผน ผจญภัย ในประเทศของเราที่เราได้ยินกันบ่อยๆก็เช่น การเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวที่ภูกระดึง ภูหลวง ภูหินร่องกล้า เขาใหญ่ เขาสามร้อยยอด เป็นต้น การท่องเที่ยวนั้นในบางครั้งเราอาจจะมองกันแต่แง่มุมของความสนุกสนาน แต่หารู้ไม่ว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้ดีหรือไม่ระมัดระวัง อาจจะเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึงแก่เราที่ไปท่องเที่ยวได้ วันนี้ผมจึงขอกล่าวถึงโรคหรือภาวะต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เราเดินทางปีนเขา และแนวทางง่ายๆในการรักษาและดูแลเบื้องต้นและการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนั้นๆ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img title="hiking" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/S0bkT2hov5I/AAAAAAAABTE/qvlMH3mDIsc/s800/hiking2.jpg" alt="hiking" width="110" height="129" /></p>
<p><strong>โรคหรือภาวะทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเดินทางไปเดินป่าขึ้นเขา</strong></p>
<p style="text-align: justify">การเดินทางขึ้นเขา เป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมของบุคคลบางกลุ่ม ที่ชอบท่องเที่ยวในลักษณะที่มีความโลดโผน ผจญภัย ในประเทศของเราที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็เช่น การเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวที่ภูกระดึง ภูหลวง ภูหินร่องกล้า เขาใหญ่ เขาสามร้อยยอด เป็นต้น การท่องเที่ยวนั้นในบางครั้งเราอาจจะมองกันแต่แง่มุมของความสนุกสนาน แต่หารู้ไม่ว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้ดีหรือไม่ระมัดระวัง อาจจะเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึงแก่เราที่ไปท่องเที่ยวได้ วันนี้ผมจึงขอกล่าวถึงโรคหรือภาวะต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เราเดิน ทางปีนเขา และแนวทางง่ายๆ ในการรักษาและดูแลเบื้องต้นและการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนั้นๆ<br />
โรคหรือภาวะทางสุขภาพ 10 ภาวะ ที่จะพบได้เมื่อเราไปเดินขึ้นเขาหรือเดินทางไกล</p>
<ol>
<li>ภาวะเป็นลม</li>
<li>ภาวะเป็นตะคริว</li>
<li>ภาวะปวดกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้ออักเสบ</li>
<li>ภาวะข้อเท้าแพลง</li>
<li>ภาวะเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เช่นโดนหินบาด กิ่งไม้ข่วน</li>
<li>ภาวะรองเท้ากัด เท้าพอง</li>
<li>ภาวะโดนแมลงกัดหรือต่อย</li>
<li>ภาวะโดนทากดูดเลือด</li>
<li>ภาวะโดนงูกัด</li>
<li>โรคประจำตัวกำเริบ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,โรคความดันสูง</li>
<li>ภาวะ อุณหพาต ( Heat stroke )</li>
</ol>
<p style="text-align: justify">
<h2>1. ภาวะเป็นลม (Fainting)</h2>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">สาเหตุ เกิดจาการที่สมองขาดเลือดหรือออกซิเจนไปเลี้ยงชั่วขณะ จึงทำให้หมดสติไปชั่วขณะ อาจจะเกิดจากการอยู่ในที่ที่แออัดมากๆ หรืออากาศร้อนอบอ้าว อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือการเหนื่อยล้ามากๆ</p>
<p style="text-align: justify">การดูแลแก้ไขคนที่เป็นลมในขณะที่มีอาการเป็นลม</p>
<p style="text-align: justify">(1) จับผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ ปลดเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้เร็วและพอเพียง</p>
<p style="text-align: justify">(2) ห้ามคนมุงดู เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก</p>
<p style="text-align: justify">(3) ใช้ผ้าเย็นๆ เช็ดตามหน้า คอและแขนขา</p>
<p style="text-align: justify">(4) ขณะที่ยังไม่ฟื้นห้ามให้น้ำและอาหารทางปาก</p>
<p style="text-align: justify">(5) เมื่อเริ่มรูสึกตัว อย่าให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งทันทีควรให้พักต่ออีกสัก 15-20 นาที</p>
<p style="text-align: justify">(6) เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติแล้ว และเริ่มกลืนได้อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ (ถ้ารู้สึกกระหายน้ำ) หรือให้ดื่มน้ำหวาน (ถ้ารู้สึกหิว)</p>
<p style="text-align: justify">(7) ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>ผู้ป่วยไม่ฟื้นภายใน 15 นาที</li>
<li>ผู้ป่วยมีอายุมาก</li>
<li>มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น</li>
<li>มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน ตาเห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก เดินเซ หรือแขนขาชา หรืออ่อนแรง</li>
<li>มีอาการตกเลือด เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีบาดแผลเลือดออก เป็นต้น</li>
<li>มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง ท้องเดินรุนแรงหรือไข้สูง</li>
</ul>
<h3 style="text-align: justify">การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>หลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้น เช่น อดนอน อดข้าว อยู่ในที่แออัดหรือร้อนอบอ้าว การใส่เสื้อคอคับ เป็นต้น</li>
<li>ดื่มน้ำให้มากๆ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ</li>
<li>ลุกจากท่านอนอย่างช้าๆ ควรลุกนั่งพักสักครู่ก่อนจะลุกขึ้นยืน</li>
<li>ถ้าเกิดจากโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์</li>
</ol>
<p style="text-align: justify">
<h2>2. ภาวะเป็นตะคริว</h2>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">สาเหตุ เกิดจากการหดเกร็งตัวอย่างมากของกล้ามเนื้อมัดที่เป็นตะคริว อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป หรือการที่กล้ามเนื้อมัดนั้นมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่ดี หรือการขาดสารน้ำ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของเกลือแร่ในเลือด หรือการมีแคลเซียมในเลือดต่ำ ฯลฯ</p>
<h3>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</h3>
<p style="text-align: justify">หลักการคือ การเหยียดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวนั้นออกเบาๆ และนวดกล้ามเนื้อนั้นเบาๆ เช่น</p>
<ul>
<li>ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง : เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง ค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงให้เต็มที่ ช้าๆ 5 -10 นาที แล้วนวดเบาๆ ที่น่อง หรืออาจทาครีม หรือน้ำมันเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปที่บริเวณนั้น ไม่ควรนวดแรงๆ เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว เป็นตะคริวซ้ำได้อีก</li>
<li>ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา : เหยียดขาให้ตรง ยกขาขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งประคองใต้ส้นเท้า อีกข้างหนึ่งกดลงบนหัวเข่า จากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ</li>
<li>ถ้าเป็นตะคริวที่เท้า : เหยียดนิ้วเท้าให้ตรง และช่วยให้ลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า จากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ</li>
<li>ถ้าเป็นตะคริวที่มือ : เหยียดนิ้วมือออก แล้วค่อยๆ นวดนิ้วมือเบาๆ</li>
</ul>
<h3 style="text-align: justify">การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>ไม่ออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป (ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ควรฝืน)</li>
<li>ป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารน้ำ โดยการจิบน้ำระหว่างเดินทางทีละนิดๆ ไปเรื่อยๆ</li>
<li>เสริมสารน้ำที่มีเกลือแร่ในกรณีที่เสียเกลือแร่ไปจากร่างกายเช่น การมีเหงื่อออกมาก การอาเจียน การถ่ายท้องเสีย</li>
<li>ทานอาหารที่เสริมแคลเซียม เพื่อป้องกันการขาดแคลเซียม เช่น นม, ปลากรอบ ฯลฯ เป็นประจำ</li>
<li>ไม่อยู่ในท่าที่เลือดไหลเวียนไม่สะดวก</li>
</ol>
<h2 style="text-align: justify">3. ภาวะปวดกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้ออักเสบ</h2>
<p style="text-align: justify">สาเหตุ ภาวะนี้เกิดจากการที่มีการใช้งานของกล้ามเนื้อมากจนเกินกำลัง มักเกิดในคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แล้วไปเดินขึ้นเขาไกลๆ หรือสูงๆ  จึงเกิดการเจ็บปวดขึ้นอาจจะเกิดขณะที่เดินหรือส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจาก เดินเสร็จแล้วประมาณ 1 วัน</p>
<h3 style="text-align: justify">แนวทางการแก้ไข</h3>
<ol>
<li>หยุดพักหรือลดกิจกรรมที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อนั้นๆ จนกว่าจะหายปวด</li>
<li> ทาครีมหรือเจลที่มีสรรพคุณแก้ปวดลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ อาจจะนวดเบาๆร่วมด้วย (ไม่ควรนวดแรงๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บนั้น บาดเจ็บมากขึ้นอีก)</li>
<li> ถ้ายังมีอาการปวดมาก หรือปวดติดต่อกันหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรับยาที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ</li>
</ol>
<h3>การป้องกัน</h3>
<ol>
<li> ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำโดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาที่จะต้องใช้เดิน เพื่อให้มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหนัก</li>
<li>ขณะที่ต้องเดินในระยะทางไกลๆ ควรหยุดพักเป็นระยะๆ และขณะที่พักควรนั่งยกขาสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เลือดดำที่ขา 2 ข้างไหลกลับหัวใจไปฟอกที่ปอดได้ดีขึ้น</li>
</ol>
<h2>4. ภาวะข้อเท้าแพลง</h2>
<p>สาเหตุ ข้อเท้าแพลงหมายถึง การที่เอ็นยึดข้อถูกยืดมากเกินไป จนกระทั่งมีการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อ อาจจะมีเลือดออกภายในผิวหนัง และมีอาการบวมมากน้อยแล้วแต่ว่าเอ็นจะฉีกขาดมากเพียงใด</p>
<h3>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>ให้ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาให้หยุดเล่น ถ้าหากกำลังเดินอยู่ก็ให้หยุดนั่งพักก่อน เพื่อดูว่าการบาดเจ็บจากข้อเท้าแพลงมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด</li>
<li> ใช้ความเย็นประคบส่วนที่เจ็บหรือส่วนที่บวม เพื่อลดความเจ็บปวดและจะช่วยทำให้เลือดออกน้อยลง เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวมก็จะน้อยลงด้วย ดังนั้นการหายจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สำหรับการใช้สิ่งที่ร้อนๆ ไปนวดจะยิ่งทำให้บวมมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงใน ระยะ 24-48 ชั่วโมงแรก</li>
<li> ใช้ผ้าพันส่วนที่บวมเพื่อให้ข้อที่บวมอยู่นิ่งๆ และไม่บวมมากขึ้น</li>
<li> ให้ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวดและลดอาการบวม</li>
<li> ทั้ง 4 ข้อเป็นหลักการรักษาเบื้องต้น ถ้ามีอาการรุนแรงก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะในบางกรณีอาจต้องเข้าเฝือกหรืออาจต้องผ่าตัดเย็บซ่อมเอ็นยึดข้อที่ขาด</li>
</ol>
<h3 style="text-align: justify">การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>ควรเลือกใช้รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางไกลที่เหมาะสม มีความกระชับรัดประคองข้อเท้าอย่างดี</li>
<li>ขณะเดินทางไกลควรเดินไปเรื่อยๆไม่เร่งรีบจนเกินไปนัก</li>
<li>ควรเดินอย่างมีสติระมัดระวังโดยเฉพาะการเดินขึ้นเขา อาจจะมีพื้นต่างระดับที่ไม่เสมอกัน หรือมีก้อนหิน ขอนไม้ที่จะทำให้เกิดการสะดุดได้</li>
</ol>
<h2>5. ภาวะเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นโดนหินบาด กิ่งไม้ข่วน</h2>
<p>สาเหตุ เกิดจากการโดน กิ่งไม้ ใบไม้ เศษหิน บาดหรือขูดข่วน จนเป็นแผล</p>
<h3>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>ใช้น้ำสะอาดที่เราพอมี เช่นน้ำดื่มที่เราพกไปด้วยล้างทำความสะอาดเบื้องต้นคร่าวๆ</li>
<li>ใช้พลาสเตอร์ปิดแผล หรือใช้ผ้าที่พอหาได้พันหรือรัดเพื่อหยุดเลือด</li>
</ol>
<h3>การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>ควรเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ</li>
<li>ใส่เสื้อผ้าที่รัดกุม เช่นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว (ที่ไม่รัดแน่นและใส่แล้วไม่ร้อน) เพื่อป้องกันการถูกขูดข่วนจากกิ่งไม้ต่างๆ</li>
</ol>
<h2>6. ภาวะรองเท้ากัด เท้าพอง</h2>
<p style="text-align: justify">สาเหตุ เกิดจากการเดินมากเดินทางไกล หรือเดินขึ้นทางชัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม) จนเกิดเป็นแผลพอง อาจจะมีถุงน้ำใสเกิดขึ้นด้วย</p>
<h3>การรักษาเบื้องต้น</h3>
<p style="text-align: justify">ถ้าเป็นแผลขนาดเล็ก หรือตุ่มพอง รักษาบาดแผลให้สะอาดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นและสบู่อ่อน ซับแผลให้แห้ง ทายาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เช่นน้ำยาเบตาดีน หรือยาปฏิชีวนะที่เป็นครีม หลีกเลี่ยงการใช้ยาทิงเจอร์ไอโอดีน ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาด (ถ้ามี)</p>
<h3 style="text-align: justify">การป้องกัน</h3>
<p style="text-align: justify">1. เลือกรองเท้าที่ใช้เดินที่เหมาะสม คือ</p>
<ul>
<li> ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่าย เพราะเป็นเวลาที่เท้าขยายตัวมากที่สุด</li>
<li> ขนาดความยาว ของรองเท้าขณะยืน ควรจะยาวกว่านิ้วเท้าที่ยาวที่สุดประมาณครึ่งนิ้ว</li>
<li> ส่วนกว้างของรองเท้าควรจะอยู่บริเวณโคนของหัวแม่เท้า</li>
<li> ไม่หลวมหรือคับเกินไป และควรเป็นรองเท้าหุ้มสัน</li>
<li> วัสดุที่ใช้ทำรองเท้าควรมีลักษณะนิ่ม ควรเป็นชนิดที่มีเชือกผูก เพื่อให้ปรับได้ง่ายเวลาที่เท้าขยายตัว</li>
<li> ถ้ารองเท้าใหม่อย่าสวมนานเกินวันละครึ่งถึง 1 ชั่วโมง หากใส่รองเท้าคู่ใดเกิดรอยแดงรอยด้าน หรือตุ่มพองที่เท้า นั่นเป็นสัญญาณเตือนของรองเท้าที่ไม่เหมาะสม</li>
<li> ไม่ควรใช้รองเท้าแตะชนิดที่มีคีบง่ามนิ้วเท้า</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">2. ขณะที่ต้องเดินในระยะทางไกลๆ ควรหยุดพักเป็นระยะๆ และขณะที่พักควรนั่งยกขาสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เลือดดำที่ขา 2 ข้างไหลกลับ ได้ดีขึ้น</p>
<h2>7. ภาวะโดนแมลงกัดหรือต่อย</h2>
<p>สาเหตุ โดนแมลงกัดหรือต่อย แล้วเกิดอาการได้ตั้งแต่ ปวดบวมเล็กน้อยที่จุดที่ถูกกัดหรือต่อย หรือ แพ้แบบมีผื่นแพ้เกิดขึ้นที่จุดอื่นของร่างกายด้วย หรือแพ้แบบรุนแรงขึ้นคือมีอาการหน้าบวมตาบวม หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก<br />
และที่รุนแรงที่สุดคือ ช็อคไปเลยก็มี</p>
<h3>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>รีบเอาเหล็กใน หรือเข็มในออก โดยใช้มีดขูด หรือใช้สก็อตเทปปิดทาบบริเวณที่ถูกต่อย แล้วดึงออก</li>
<li> ประคบบริเวณที่ถูกต่อยด้วยความเย็น เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว เป็นการลดการดูดซึมพิษ และลดการบวม</li>
<li> กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล และยาแก้แพ้ เช่น คลอเฟนนิรามีน</li>
<li> สังเกตอาการผิดปกติจากการแพ้พิษแมลง ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 15-30 นาที หลังจากถูกแมลงต่อย</li>
<li> ถ้าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมกับทำขันชะเนาะเหนือแผลที่ถูกแมลงต่อย และคลายออกทุก 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ ½-1 นาที</li>
</ol>
<h3>การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>ใส่เสื้อผ้าที่รัดกุม เช่นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว (ที่ไม่รัดแน่นและใส่แล้วไม่ร้อน) เพื่อป้องกันการถูกแมลงต่างๆกัดต่อย</li>
<li>คอยมองหาหรือระวัง ไม่เดินเข้าไปใกล้หรือไปรบกวนรังของแมลงต่างๆ ที่อาจจะแอบอยู่ตามพุ่มไม้หรือต้นไม้ต่างๆ</li>
</ol>
<h2>8. ภาวะโดนทากดูดเลือด</h2>
<p>สาเหตุ โดนทากดูดเลือดกัดและดูดเลือด</p>
<h3>การปฏิบัติเบื้องต้น</h3>
<ul>
<li> ห้ามดึง เพราะเลือดจะหยุดยาก</li>
<li>จี้ทากด้วยบุหรี่ติดไฟ หรือไม้ขีดไฟให้ทากหลุด</li>
<li> ล้างแผลให้สะอาด ใส่ทิงเจอร์แผลสด หรือเบตาดีน</li>
</ul>
<h3>การป้องกัน ขอแนะนำเพียง 2 วิธีคือ</h3>
<ol>
<li>ยาฉุนหรือยาเส้น ที่นำมาใช้มวนบุหรี่ วิธีใช้โดยการนำยาฉุนไปพรมด้วยน้ำจนชื้นหมาดๆ จากนั้นยัดลงในรองเท้า ไม่ต้องมากจนแน่น และในถุงเท้าก็ใส่เพียงนิดหน่อย ให้คลุมทั่วบริเวณผิวหนัง ตามซอกนิ้ว เท้าเท่านี้ก็พอ</li>
<li>อีกวิธีหนึ่งคือ สวมถุงเท้าหนาชนิดยาว ซึ่งเป็นถุงเท้าสำหรับนักฟุตบอล สวมทับขากางเกง ดึงสูงขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า</li>
</ol>
<h2>9. ภาวะโดนงูกัด</h2>
<p>สาเหตุ โดนงูชนิดต่างๆกัดหรือฉก</p>
<h3>การปฐมพยาบาลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>ใช้เชือก ผ้า หรือสายยางรัดแขนหรือขา ระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ (เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้วฟุต) เพื่อป้องกันมิให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกายโดยเร็ว ให้รัดแน่นพอที่จะหยุดการไหลเวียนของเลือดดำ ควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ 30-60 วินาที จนกว่าจะถึงสถานพยาบาล</li>
<li> เคลื่อนไหวแขนหรือขาส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด ควรจัดตำแหน่งของส่วนที่ถูกงูกัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ (เช่น ห้อยเท้าหรือมือส่วนที่ถูกงูกัดลงต่ำ) ระหว่างเดินทางไปสถานพยาบาล อย่าให้ผู้ป่วยเดิน ให้นั่งรถหรือแคร่หาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู</li>
<li> ควรดูให้รู้แน่ว่าเป็นงูอะไร แต่ถ้าไม่แน่ใจ ควรบอกให้คนอื่นที่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วยตีงูให้ตาย และนำไปยังสถานพยาบาลด้วย (อย่าตีให้เละจนจำลักษณะไม่ได้)</li>
<li>อย่าให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาดองเหล้า หรือกินยากระตุ้นประสาท รวมทั้งชา กาแฟ</li>
</ol>
<h3 style="text-align: justify">การป้องกันงูกัด</h3>
<ol>
<li>พยายามอย่าเดินทางในที่รกมีหญ้าสูง ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่านควรใส่รองเท้าหุ้มข้อเท้า ใส่กางเกงขายาวและควรมีไม้ตีหญ้าข้างหน้าไว้ด้วย</li>
<li>หลีกเลี่ยงการเดินทางในป่าหรือทุ่งนาเวลากลางคืน หากจำเป็นต้องเตรียมไฟฉายไปด้วย</li>
<li>งูมักจะซ่อนตามซอกแคบๆ ในถ้ำหรือโพรงไม้ เราควรระวังบริเวณเหล่านี้เป็นพิเศษ</li>
<li>ถ้าต้องพักแรมในป่าอย่านอนกับพื้น</li>
<li>อย่ายกหิน กองเสื้อผ้าเก่าๆ หรือกองหญ้า เพราะเป็นที่ๆงูชอบ</li>
</ol>
<h2>10. โรคประจำตัวกำเริบ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, โรคความดันสูง, โรคหอบหืด ฯลฯ</h2>
<p>สาเหตุ การเหนื่อยจากการออกแรงเดินมาก และเดินนาน เกินกำลัง</p>
<h3>การดูแลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>จับผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ ปลดเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีและพอเพียง</li>
<li>ห้ามคนมุงดู เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก</li>
<li>ใช้ผ้าเย็นๆ เช็ดตามหน้า คอและแขนขา</li>
<li> นำยาประจำตัวออกมาทาน เช่นยาแก้หอบ ยาขยายหลอดเลือดหัวใจอมใต้ลิ้น เป็นต้น</li>
<li> งดการเดินทางต่อ และควรรีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่เหมาะสมและใกล้ที่สุด</li>
</ol>
<h3>การป้องกัน</h3>
<ol>
<li>ประเมินตนเอง คือถ้าท่านมีโรคที่ค่อนข้างรุนแรง ควรงดการไปร่วมกิจกรรมประเภทนี้</li>
<li>ถ้าท่านคิดว่าไปร่วมได้ ควรทานยาประจำอย่างถี่ถ้วนทั้งก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง</li>
<li>ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอก่อนเดินทาง</li>
<li>ระหว่างเดินควรมีการพักเป็นระยะๆ ไม่ควรฝืนหรือหักโหม</li>
</ol>
<h2>11. ภาวะ อุณหพาต (Heat stroke)</h2>
<p>สาเหตุ  มีสาเหตุจากความร้อน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์อย่างแท้จริง เนื่องจากหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตรา การเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอุณหพาตมักมาด้วยอาการ 3 อย่างคือ มีไข้สูง (อุณหภูมิแกนสูงกว่า 40.5 องศา เซลเซียส), ระบบประสาทกลางทำงานผิดปกติ (เช่นเดินเซ, อัมพาต, ชัก ฯลฯ) และไม่มีเหงื่อ</p>
<h3>การดูแลเบื้องต้น</h3>
<ol>
<li>ดูแลสัญญานชีพ ทั้งทางเดินหายใจ และหัวใจตามหลักการของการกู้ชีพเบื้องต้น</li>
<li> ดูแลลดอุณหภูมิร่างกายลงโดยการให้ยาลดไข้ เช็ดตัว ให้ทานน้ำ หรือน้ำเกลือแร่ (ถ้าผู้ป่วยยังมีสติดีอยู่)</li>
<li> รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน</li>
</ol>
<h3>แนวทางการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อน</h3>
<ul>
<li>เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญสภาพอากาศร้อน โดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เคยชินกับอากาศร้อน</li>
<li>ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว (ประมาณ 300 มล.) ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลัง ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร (4-6 แก้วต่อชั่วโมง) แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม</li>
<li>สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี</li>
<li>ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ก่อนออกจากบ้าน</li>
<li>หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา</li>
<li>หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ</li>
<li>หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาเสพติดทุกชนิด</li>
<li>ในเด็กเล็ก และคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดย</li>
<li>พยายามจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือห้องที่มีอากาศระบายได้ดี</li>
<li>ในเด็กอาจต้องกำหนดให้มีระยะพักระหว่างการเล่น</li>
<li> อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อน หรือเหนื่อยเกินไป ของเด็กและคนชรา</li>
<li> อย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/01/mountain-hiking/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระทรวงสาธารณสุข พบปลาร้าตลาดไทปนเปื้อนยาฆ่าแมลง</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2009 12:55:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาร้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=937</guid>
		<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขเผยตรวจ "ปลาร้า" ที่ขายตลาดไท เจอปนเปื้อนยาฆ่ายาแมลง 7 ตัวอย่างจาก 26 ตัวอย่าง  อย.เตรียมเรียกสอบผู้ผลิต-เจ้าของตลาด แนะติดฉลากบอกที่มา เล็งเสนอเป็นอาหารควบคุม

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว หลังจากเก็บตัวอย่างปลาร้าจาก ตลาดไทจำนวน 26 ตัวอย่าง เพื่อมาตรวจสอบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชุดทดสอบให้ผลเป็นบวก เมื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกรมมหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสารกำจัดศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงในปราร้า 7 ตัวอย่าง เป็นออร์กาโนฟอสเฟต 6 ตัวอย่าง และคาร์บาเมต 1 ตัวอย่าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">กระทรวงสาธารณสุขเผยตรวจ &#8220;<strong>ปลาร้า</strong>&#8221; ที่ขายตลาดไท เจอปนเปื้อนยาฆ่ายาแมลง 7 ตัวอย่างจาก 26 ตัวอย่าง  อย.เตรียมเรียกสอบผู้ผลิต-เจ้าของตลาด แนะติดฉลากบอกที่มา เล็งเสนอเป็นอาหารควบคุม</p>
<p style="text-align: justify">เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว หลังจากเก็บตัวอย่าง<strong>ปลาร้า</strong>จากตลาดไทจำนวน 26 ตัวอย่าง เพื่อมาตรวจสอบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชุดทดสอบให้ผลเป็นบวก เมื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกรมมหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสารกำจัดศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงในปราร้า 7 ตัวอย่าง เป็น<strong>ออร์กาโนฟอสเฟต</strong> 6 ตัวอย่าง และ<strong>คาร์บาเมต</strong> 1 ตัวอย่าง</p>
<p style="text-align: justify">รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ยาฆ่าแมลงที่ตรวจพบค่าสูงสุดอยู่ที่ 8.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือ 8-06 ไมโคกรัม ดังนั้น อย.จะอายัดปลาร้าทั้ง 7 รายการ จาก 7 ร้านค้าส่งเอาไว้ก่อน จากนั้นจะตรวจซ้ำอีกครั้ง หากพบว่ามีการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงจะสั่งเก็บเพื่อนำปลาร้าทั้งหมดมาทำลายทันที แม้จะพบในปริมาณที่มากหรือน้อยก็ไม่ควรบริโภคเพราะตามหลักไม่ควรพบยาฆ่าแมลง ในปลาร้า</p>
<p style="text-align: justify">ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ<strong>คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</strong> กล่าวว่าหลังตรวจพบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในปลาร้า อย.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบจังหวัดต้นทางที่ <strong>จ.ชัยนาท นครสวรรค์ และอุบลราชธานี</strong> เบื้องต้นจากการตรวจด้วยชุดทดสอบมีการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง 7 โรง จาก 9 โรง และ จ.อุบลราชธานี ก็พบเช่นกัน ส่วน จ.นครสวรรค์ กำลังรอผลอยู่</p>
<p style="text-align: justify">&#8220;จากการสอบถามผู้ผลิตทราบว่ารับปลามาจาก 3 แหล่ง คือ ซื้อปลาจากในพื้นที่มาผลิต ซื้อปลามาจากเขมร และซื้อปลาจากตลาดไทไปผลิตปลาร้าหลังจากมาส่งปลาร้าให้พ่อค้าแม่ค้า ดังนั้นจะต้องตรวจสอบต่อไปว่าการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงเกิดขึ้นตรงจุดใด โดยจะตรวจข้าวคั่ว และเกลือด้วย เพราะเท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้นและตรวจจากชุดทดสอบ<strong>พบยาฆ่าแมลงในข้าวคั่ว ที่นำมาผลิต</strong>&#8221; นพ.พิพัฒน์ กล่าว</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ปวดหลังจากหมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท&#8230;มาเรียนรู้กันเถอะ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/12/lumbar-disc-herniation/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/12/lumbar-disc-herniation/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Dec 2009 04:59:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Dragon</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคข้อและกระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[Low Back Pain]]></category>
		<category><![CDATA[Lumbar Herniated Disc]]></category>
		<category><![CDATA[Microdiscectomy]]></category>
		<category><![CDATA[Sciatica]]></category>
		<category><![CDATA[ขาอ่อนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ชาขา]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดเอว]]></category>
		<category><![CDATA[หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=933</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อหมอนรองกระดูกเสื่อม มันสามารถที่จะเคลื่อนหรือปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้ โดยส่วนที่ปลิ้นออกนั้นคือส่วนที่อยู่ด้านในของหมอนรองกระดูก จุดอ่อนแอของส่วนนอกของหมอนรองกระดูกก็คือส่วนที่อยู่ใต้ต่อเส้นประสาทพอดี ดังนั้นเมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนก็จะเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทพอดี และก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Sciatica และมีอาการปวดร้าวลงขาข้างที่เส้นประสาทนั้นถูกกดทับ
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="disc herniation" src="http://lh3.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SxyJBLhe6mI/AAAAAAAABSk/G2Nvv5wqc8U/s800/LumbarDiscHerniation.jpg" alt="disc herniation" width="640" height="640" /></p>
<h2>หมอนรองกระดูกระดับเอวเคลื่อน (Lumbar Herniated Disc)</h2>
<p style="text-align: justify">เมื่อ<strong>หมอนรองกระดูก</strong>เสื่อม มันสามารถที่จะเคลื่อนหรือปลิ้นออกมาทับเส้นประสาทได้ โดยส่วนที่ปลิ้นออกนั้นคือส่วนที่อยู่ด้านในของหมอนรองกระดูก จุดอ่อนแอของส่วนนอกของหมอนรองกระดูกก็คือส่วนที่อยู่ใต้ต่อเส้นประสาทพอดี ดังนั้นเมื่อหมอนรองกระดูกเคลื่อนก็จะเคลื่อนออกมากดทับเส้นประสาทพอดี และก่อให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Sciatica และมีอาการปวดร้าวลงขาข้างที่เส้นประสาทนั้นถูกกดทับ</p>
<h2>อาการ</h2>
<p style="text-align: justify">90% ของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทจะเกิดที่บริเวณ <strong>จุดต่อ (หมอนรองกระดูก)</strong> กระดูกเอวระดับ L4, L5 และ L5-S1 และก่อให้เกิดอาการปวดที่บริเวณเส้นประสาท L5 และ S1 ตามลำดับ</p>
<p style="text-align: center"><img style="border: black 1px solid" title="lumbar disc herniation" src="http://lh6.ggpht.com/_U0hZMEOjqQQ/SxyJAxV6sLI/AAAAAAAABSg/9gDX_AcVgJg/s800/LDH.jpg" alt="lumbar disc herniation" width="526" height="433" /></p>
<p>เมื่อเส้นประสาท L4 โดนกดทับ จากหมอนรองกระดูก จะก่อให้เกิดอาการคือ</p>
<ul>
<li>อาการปวดที่ด้านหน้าของต้นขา</li>
<li>มีกล้ามเนื้อของต้นขาลีบเล็กลง</li>
<li>จะมีอาการชาที่ ด้านหน้าของต้นขา และด้านข้างด้านในของขาส่วนล่าง</li>
<li>มี Knee Jerk Reflex ลดลง</li>
</ul>
<p>เมื่อเส้นประสาท L5 โดนกดทับ จากหมอนรองกระดูก จะก่อให้เกิดอาการคือ</p>
<ul>
<li>อาการปวดที่ด้านหลัง หรือด้านข้างของต้นขาและอาการเจ็บปวดจะร้าวเข้าไปในสะโพก และปวดร้าวลงไปหลังเท้า</li>
<li>อ่อนแรงในการกระดกนิ้วโป้งเท้า และการกระดกข้อเท้า (ทำให้เกิดข้อเท้าตก หรือที่เรียกว่า foot drop)</li>
<li>จะมีอาการชาที่หลังเท้าและนิ้วโป้งเท้า</li>
<li>จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงของ Reflex</li>
</ul>
<p>เมื่อเส้นประสาท S1 โดนกดทับ จากหมอนรองกระดูก จะก่อให้เกิดอาการ</p>
<ul>
<li>มีอาการเจ็บปวดที่ด้านหลังของต้นขา และร้าวลงไปถึงส้นเท้า</li>
<li>มีการอ่อนแรง(หรือทำไม่ได้เลย)ในการกระดกเท้าลง (จิกลง)</li>
<li>จะมีอาการชาที่ด้านข้างของเท้า</li>
<li>Ankle Jerk Reflex หายไป</li>
</ul>
<h2>การรักษาภาวะหมอนรองกระดูกส่วนเอวเคลื่อน</h2>
<p style="text-align: justify">โดยส่วนใหญ่คนไข้ที่มีภาวะนี้จะเริ่มมีอาการดีขึ้นเองภายใน 6 สัปดาห์ และในระหว่างนี้การรักษาเพื่อประคับประคองและบรรเทาอาการเจ็บปวดแบบที่ไม่ต้องใช้การผ่าตัดจะช่วยในการลดความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยลงได้ เช่น</p>
<ul>
<li>การทำกายภาพบำบัด</li>
<li>การรักษาแบบไคโรแพรกติก (Chiropractic Manipulation)</li>
<li>การใช้ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDS</li>
<li>การใช้ยากลุ่ม Steroids</li>
<li>การฉีดยา คอร์ติโซน เข้า Epidural</li>
<li>การใช้ยา Neurotin (ยาแก้ปวดของเส้นประสาท)</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">ถ้าอาการปวดหรืออาการอื่นๆ ยังลงดำเนินต่อไปภายหลังจาก 6 สัปดาห์ สมเหตุสมผลอย่างยิ่งในการที่จะพิจารณาการรักษาด้วยวิธีผ่าตัด คือ Microdiscectomy เพื่อช่วยในการลดการเจ็บปวดจากโรคนี้</p>
<h2>การผ่าตัด Microdiscectomy</h2>
<p style="text-align: justify">เป็นการผ่าตัดที่ออกแบบมา เพื่อกำจัดแรงกดที่กดลงบนเส้นประสาทที่ถูกหมอนรองกระดูกกดทับ โดยการไปเอาหมอนรองกระดูกส่วนนั้นออก และไปเสริมสร้างภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมในการที่จะทำให้เส้นประสาทที่บาดเจ็บนั้นฟื้นตัวอย่างดี โดยการผ่าตัดนี้ใช้เทคนิคแบบ Microsurgery และแผลผ่าตัดจะเล็ก ด้วยเหตุนี้การผ่าตัดแบบนี้ผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดจะสามารถกลับไปนอนบ้านได้เลย โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหลังจากผ่าตัด หรือถ้านอนอาจจะนอนโรงพยาบาลแค่คืนเดียว และผุ้ป่วยส่วนใหญ่จะสามารถกลับไปทำงานได้ตามปกติภายใน 1-3 สัปดาห์</p>
<p style="text-align: justify">ถ้าการผ่าตัดนี้กระทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญสูง อัตราความสำเร็จในการผ่าตัดชนิดนี้จะสูงถึง 95% และหมอนรองกระดูกชิ้นเล็กๆ ที่เคลื่อนออกมากดเส้นประสาทนั้นก็จะถูกกำจัดออกไป และหมอนรองกระดูกส่วนใหญ่ที่ไม่ได้เคลื่อน ก็จะยังคงอยู่ดีไม่ได้สร้างปัญหาใดๆ</p>
<p style="text-align: justify">แต่มีประมาณน้อยกว่า 10% ของผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด ที่จะ<strong>เกิดภาวะหมอนรองกระดูกเคลื่อนซ้ำ</strong>อีกที่ตำแหน่งเดิมที่เคยเคลื่อน และมักจะเกิดขึ้นหลังการผ่าตัดไม่นานนัก (ภายในสามเดือนแรก) แต่ในบางรายก็อาจจะเกิดขึ้นภายหลังการผ่าตัดเป็นปีๆ ก็ได้  และการรักษาคนไข้กลุ่มนี้ก็อาจจะทำการผ่าตัด แบบ Microdiscectomy ใหม่อีกได้ แต่ถ้ายังกลับเป็นซ้ำแบบเดิมอีกหลายหน การผ่าตัดเพื่อกำจัดหมอนรองกระดูกที่มีปัญหาทั้งหมดนั้นออกไป แล้วเชื่อมปิดข้อต่อข้อนั้นไปเลยก็เป็นอีกวิธีการหนึ่งในการรักษา (Fusion Surgery)</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/12/lumbar-disc-herniation/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
