โรคและภาวะที่อาจจะเกิดขึ้นได้กับคนที่ไปเที่ยวแบบเดินขึ้นภูเขา

Jan 08

hiking

โรคหรือภาวะทางสุขภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการเดินทางไปเดินป่าขึ้นเขา

การเดินทางขึ้นเขา เป็นกิจกรรมที่เป็นที่นิยมของบุคคลบางกลุ่ม ที่ชอบท่องเที่ยวในลักษณะที่มีความโลดโผน ผจญภัย ในประเทศของเราที่ได้ยินกันบ่อยๆ ก็เช่น การเดินทางขึ้นไปท่องเที่ยวที่ภูกระดึง ภูหลวง ภูหินร่องกล้า เขาใหญ่ เขาสามร้อยยอด เป็นต้น การท่องเที่ยวนั้นในบางครั้งเราอาจจะมองกันแต่แง่มุมของความสนุกสนาน แต่หารู้ไม่ว่าการท่องเที่ยวแบบนี้ ถ้าเราไม่เตรียมตัวให้ดีหรือไม่ระมัดระวัง อาจจะเกิดเหตุร้ายที่คาดไม่ถึงแก่เราที่ไปท่องเที่ยวได้ วันนี้ผมจึงขอกล่าวถึงโรคหรือภาวะต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในขณะที่เราเดิน ทางปีนเขา และแนวทางง่ายๆ ในการรักษาและดูแลเบื้องต้นและการป้องกันไม่ให้เกิดภาวะนั้นๆ
โรคหรือภาวะทางสุขภาพ 10 ภาวะ ที่จะพบได้เมื่อเราไปเดินขึ้นเขาหรือเดินทางไกล

  1. ภาวะเป็นลม
  2. ภาวะเป็นตะคริว
  3. ภาวะปวดกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้ออักเสบ
  4. ภาวะข้อเท้าแพลง
  5. ภาวะเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุเล็กๆน้อยๆ เช่นโดนหินบาด กิ่งไม้ข่วน
  6. ภาวะรองเท้ากัด เท้าพอง
  7. ภาวะโดนแมลงกัดหรือต่อย
  8. ภาวะโดนทากดูดเลือด
  9. ภาวะโดนงูกัด
  10. โรคประจำตัวกำเริบ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด,โรคความดันสูง
  11. ภาวะ อุณหพาต ( Heat stroke )

1. ภาวะเป็นลม (Fainting)

สาเหตุ เกิดจาการที่สมองขาดเลือดหรือออกซิเจนไปเลี้ยงชั่วขณะ จึงทำให้หมดสติไปชั่วขณะ อาจจะเกิดจากการอยู่ในที่ที่แออัดมากๆ หรืออากาศร้อนอบอ้าว อากาศถ่ายเทไม่สะดวก หรือการเหนื่อยล้ามากๆ

การดูแลแก้ไขคนที่เป็นลมในขณะที่มีอาการเป็นลม

(1) จับผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ ปลดเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้เร็วและพอเพียง

(2) ห้ามคนมุงดู เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก

(3) ใช้ผ้าเย็นๆ เช็ดตามหน้า คอและแขนขา

(4) ขณะที่ยังไม่ฟื้นห้ามให้น้ำและอาหารทางปาก

(5) เมื่อเริ่มรูสึกตัว อย่าให้ผู้ป่วยลุกขึ้นนั่งทันทีควรให้พักต่ออีกสัก 15-20 นาที

(6) เมื่อผู้ป่วยฟื้นคืนสติแล้ว และเริ่มกลืนได้อาจให้ผู้ป่วยดื่มน้ำ (ถ้ารู้สึกกระหายน้ำ) หรือให้ดื่มน้ำหวาน (ถ้ารู้สึกหิว)

(7) ควรนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาล ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้

  • ผู้ป่วยไม่ฟื้นภายใน 15 นาที
  • ผู้ป่วยมีอายุมาก
  • มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันเลือดสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหัวใจ เป็นต้น
  • มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น หายใจหอบเหนื่อย ปวดท้อง ปวดหลัง ปวดศีรษะ วิงเวียน ตาเห็นภาพซ้อน พูดอ้อแอ้ กลืนลำบาก เดินเซ หรือแขนขาชา หรืออ่อนแรง
  • มีอาการตกเลือด เช่น อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระดำ มีบาดแผลเลือดออก เป็นต้น
  • มีภาวะขาดน้ำ อาเจียนรุนแรง ท้องเดินรุนแรงหรือไข้สูง

การป้องกัน

  1. หลีกเลี่ยงเหตุกระตุ้น เช่น อดนอน อดข้าว อยู่ในที่แออัดหรือร้อนอบอ้าว การใส่เสื้อคอคับ เป็นต้น
  2. ดื่มน้ำให้มากๆ อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ
  3. ลุกจากท่านอนอย่างช้าๆ ควรลุกนั่งพักสักครู่ก่อนจะลุกขึ้นยืน
  4. ถ้าเกิดจากโรคหัวใจหรือโรคหลอดเลือดสมองควรปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์

2. ภาวะเป็นตะคริว (Cramp)

สาเหตุ เกิดจากการหดเกร็งตัวอย่างมากของกล้ามเนื้อมัดที่เป็นตะคริว อาจจะเกิดจากการออกกำลังกายมากเกินไป หรือการที่กล้ามเนื้อมัดนั้นมีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงไม่ดี หรือการขาดสารน้ำ หรือมีการเปลี่ยนแปลงของเกลือแร่ในเลือด หรือการมีแคลเซียมในเลือดต่ำ ฯลฯ

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

หลักการคือ การเหยียดกล้ามเนื้อที่เป็นตะคริวนั้นออกเบาๆ และนวดกล้ามเนื้อนั้นเบาๆ เช่น

  • ถ้าเป็นตะคริวที่น่อง : เหยียดขาข้างที่เป็นตะคริวให้ตรง ค่อยๆ ดันปลายเท้าขึ้นลงให้เต็มที่ ช้าๆ 5 -10 นาที แล้วนวดเบาๆ ที่น่อง หรืออาจทาครีม หรือน้ำมันเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปที่บริเวณนั้น ไม่ควรนวดแรงๆ เนื่องจากอาจทำให้กล้ามเนื้อเกร็งตัว เป็นตะคริวซ้ำได้อีก
  • ถ้าเป็นตะคริวที่ต้นขา : เหยียดขาให้ตรง ยกขาขึ้นเหนือพื้นเล็กน้อย มือข้างหนึ่งประคองใต้ส้นเท้า อีกข้างหนึ่งกดลงบนหัวเข่า จากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ
  • ถ้าเป็นตะคริวที่เท้า : เหยียดนิ้วเท้าให้ตรง และช่วยให้ลุกขึ้นยืนเขย่งเท้า จากนั้นค่อยๆ นวดบริเวณที่เป็นตะคริวเบาๆ
  • ถ้าเป็นตะคริวที่มือ : เหยียดนิ้วมือออก แล้วค่อยๆ นวดนิ้วมือเบาๆ

การป้องกัน

  1. ไม่ออกกำลังกายหักโหมจนเกินไป (ถ้าเหนื่อยก็พัก ไม่ควรฝืน)
  2. ป้องกันไม่ให้ร่างกายขาดสารน้ำ โดยการจิบน้ำระหว่างเดินทางทีละนิดๆ ไปเรื่อยๆ
  3. เสริมสารน้ำที่มีเกลือแร่ในกรณีที่เสียเกลือแร่ไปจากร่างกายเช่น การมีเหงื่อออกมาก การอาเจียน การถ่ายท้องเสีย
  4. ทานอาหารที่เสริมแคลเซียม เพื่อป้องกันการขาดแคลเซียม เช่น นม, ปลากรอบ ฯลฯ เป็นประจำ
  5. ไม่อยู่ในท่าที่เลือดไหลเวียนไม่สะดวก

3. ภาวะปวดกล้ามเนื้อและกล้ามเนื้ออักเสบ (Muscle Inflammation)

สาเหตุ ภาวะนี้เกิดจากการที่มีการใช้งานของกล้ามเนื้อมากจนเกินกำลัง มักเกิดในคนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แล้วไปเดินขึ้นเขาไกลๆ หรือสูงๆ  จึงเกิดการเจ็บปวดขึ้นอาจจะเกิดขณะที่เดินหรือส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นหลังจาก เดินเสร็จแล้วประมาณ 1 วัน

แนวทางการแก้ไข

  1. หยุดพักหรือลดกิจกรรมที่ต้องใช้งานกล้ามเนื้อนั้นๆ จนกว่าจะหายปวด
  2. ทาครีมหรือเจลที่มีสรรพคุณแก้ปวดลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ อาจจะนวดเบาๆร่วมด้วย (ไม่ควรนวดแรงๆ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อที่บาดเจ็บนั้น บาดเจ็บมากขึ้นอีก)
  3. ถ้ายังมีอาการปวดมาก หรือปวดติดต่อกันหลายวัน ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและรับยาที่จะช่วยคลายกล้ามเนื้อและลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ

การป้องกัน

  1. ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำโดยเฉพาะกล้ามเนื้อขาที่จะต้องใช้เดิน เพื่อให้มีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงทนทานต่อการใช้งานหนัก
  2. ขณะที่ต้องเดินในระยะทางไกลๆ ควรหยุดพักเป็นระยะๆ และขณะที่พักควรนั่งยกขาสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เลือดดำที่ขา 2 ข้างไหลกลับหัวใจไปฟอกที่ปอดได้ดีขึ้น

4. ภาวะข้อเท้าแพลง (Foot Sprain)

สาเหตุ ข้อเท้าแพลงหมายถึง การที่เอ็นยึดข้อถูกยืดมากเกินไป จนกระทั่งมีการฉีกขาดของเอ็นยึดข้อ อาจจะมีเลือดออกภายในผิวหนัง และมีอาการบวมมากน้อยแล้วแต่ว่าเอ็นจะฉีกขาดมากเพียงใด

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. ให้ลดหรือหยุดกิจกรรมที่กำลังทำอยู่ เช่น บาดเจ็บจากการเล่นกีฬาให้หยุดเล่น ถ้าหากกำลังเดินอยู่ก็ให้หยุดนั่งพักก่อน เพื่อดูว่าการบาดเจ็บจากข้อเท้าแพลงมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด
  2. ใช้ความเย็นประคบส่วนที่เจ็บหรือส่วนที่บวม เพื่อลดความเจ็บปวดและจะช่วยทำให้เลือดออกน้อยลง เพราะความเย็นจะทำให้เส้นเลือดหดตัว อาการบวมก็จะน้อยลงด้วย ดังนั้นการหายจะเป็นไปด้วยความรวดเร็ว สำหรับการใช้สิ่งที่ร้อนๆ ไปนวดจะยิ่งทำให้บวมมากขึ้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงใน ระยะ 24-48 ชั่วโมงแรก
  3. ใช้ผ้าพันส่วนที่บวมเพื่อให้ข้อที่บวมอยู่นิ่งๆ และไม่บวมมากขึ้น
  4. ให้ยกปลายเท้าให้สูงขึ้น เพื่อลดความเจ็บปวดและลดอาการบวม
  5. ทั้ง 4 ข้อเป็นหลักการรักษาเบื้องต้น ถ้ามีอาการรุนแรงก็ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะในบางกรณีอาจต้องเข้าเฝือกหรืออาจต้องผ่าตัดเย็บซ่อมเอ็นยึดข้อที่ขาด

การป้องกัน

  1. ควรเลือกใช้รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางไกลที่เหมาะสม มีความกระชับรัดประคองข้อเท้าอย่างดี
  2. ขณะเดินทางไกลควรเดินไปเรื่อยๆไม่เร่งรีบจนเกินไปนัก
  3. ควรเดินอย่างมีสติระมัดระวังโดยเฉพาะการเดินขึ้นเขา อาจจะมีพื้นต่างระดับที่ไม่เสมอกัน หรือมีก้อนหิน ขอนไม้ที่จะทำให้เกิดการสะดุดได้

5. ภาวะเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่นโดนหินบาด กิ่งไม้ข่วน

สาเหตุ เกิดจากการโดน กิ่งไม้ ใบไม้ เศษหิน บาดหรือขูดข่วน จนเป็นแผล

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. ใช้น้ำสะอาดที่เราพอมี เช่นน้ำดื่มที่เราพกไปด้วยล้างทำความสะอาดเบื้องต้นคร่าวๆ
  2. ใช้พลาสเตอร์ปิดแผล หรือใช้ผ้าที่พอหาได้พันหรือรัดเพื่อหยุดเลือด

การป้องกัน

  1. ควรเดินอย่างระมัดระวังและมีสติ
  2. ใส่เสื้อผ้าที่รัดกุม เช่นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว (ที่ไม่รัดแน่นและใส่แล้วไม่ร้อน) เพื่อป้องกันการถูกขูดข่วนจากกิ่งไม้ต่างๆ

6. ภาวะรองเท้ากัด เท้าพอง (Footsore)

สาเหตุ เกิดจากการเดินมากเดินทางไกล หรือเดินขึ้นทางชัน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคนที่ใส่รองเท้าไม่เหมาะสม) จนเกิดเป็นแผลพอง อาจจะมีถุงน้ำใสเกิดขึ้นด้วย

การรักษาเบื้องต้น

ถ้าเป็นแผลขนาดเล็ก หรือตุ่มพอง รักษาบาดแผลให้สะอาดทำความสะอาดแผลด้วยน้ำสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นและสบู่อ่อน ซับแผลให้แห้ง ทายาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เช่นน้ำยาเบตาดีน หรือยาปฏิชีวนะที่เป็นครีม หลีกเลี่ยงการใช้ยาทิงเจอร์ไอโอดีน ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่สะอาด (ถ้ามี)

การป้องกัน

1. เลือกรองเท้าที่ใช้เดินที่เหมาะสม คือ

  • ควรเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่าย เพราะเป็นเวลาที่เท้าขยายตัวมากที่สุด
  • ขนาดความยาว ของรองเท้าขณะยืน ควรจะยาวกว่านิ้วเท้าที่ยาวที่สุดประมาณครึ่งนิ้ว
  • ส่วนกว้างของรองเท้าควรจะอยู่บริเวณโคนของหัวแม่เท้า
  • ไม่หลวมหรือคับเกินไป และควรเป็นรองเท้าหุ้มสัน
  • วัสดุที่ใช้ทำรองเท้าควรมีลักษณะนิ่ม ควรเป็นชนิดที่มีเชือกผูก เพื่อให้ปรับได้ง่ายเวลาที่เท้าขยายตัว
  • ถ้ารองเท้าใหม่อย่าสวมนานเกินวันละครึ่งถึง 1 ชั่วโมง หากใส่รองเท้าคู่ใดเกิดรอยแดงรอยด้าน หรือตุ่มพองที่เท้า นั่นเป็นสัญญาณเตือนของรองเท้าที่ไม่เหมาะสม
  • ไม่ควรใช้รองเท้าแตะชนิดที่มีคีบง่ามนิ้วเท้า

2. ขณะที่ต้องเดินในระยะทางไกลๆ ควรหยุดพักเป็นระยะๆ และขณะที่พักควรนั่งยกขาสูงขึ้นกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อช่วยให้เลือดดำที่ขา 2 ข้างไหลกลับ ได้ดีขึ้น

7. ภาวะโดนแมลงกัดหรือต่อย

สาเหตุ โดนแมลงกัดหรือต่อย แล้วเกิดอาการได้ตั้งแต่ ปวดบวมเล็กน้อยที่จุดที่ถูกกัดหรือต่อย หรือ แพ้แบบมีผื่นแพ้เกิดขึ้นที่จุดอื่นของร่างกายด้วย หรือแพ้แบบรุนแรงขึ้นคือมีอาการหน้าบวมตาบวม หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก
และที่รุนแรงที่สุดคือ ช็อคไปเลยก็มี

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. รีบเอาเหล็กใน หรือเข็มในออก โดยใช้มีดขูด หรือใช้สก็อตเทปปิดทาบบริเวณที่ถูกต่อย แล้วดึงออก
  2. ประคบบริเวณที่ถูกต่อยด้วยความเย็น เพื่อให้หลอดเลือดหดตัว เป็นการลดการดูดซึมพิษ และลดการบวม
  3. กินยาแก้ปวดพาราเซตามอล และยาแก้แพ้ เช่น คลอเฟนนิรามีน
  4. สังเกตอาการผิดปกติจากการแพ้พิษแมลง ซึ่งจะเกิดขึ้นประมาณ 15-30 นาที หลังจากถูกแมลงต่อย
  5. ถ้าเกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลทันที พร้อมกับทำขันชะเนาะเหนือแผลที่ถูกแมลงต่อย และคลายออกทุก 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ ½-1 นาที

การป้องกัน

  1. ใส่เสื้อผ้าที่รัดกุม เช่นกางเกงขายาว เสื้อแขนยาว (ที่ไม่รัดแน่นและใส่แล้วไม่ร้อน) เพื่อป้องกันการถูกแมลงต่างๆกัดต่อย
  2. คอยมองหาหรือระวัง ไม่เดินเข้าไปใกล้หรือไปรบกวนรังของแมลงต่างๆ ที่อาจจะแอบอยู่ตามพุ่มไม้หรือต้นไม้ต่างๆ

8. ภาวะโดนทากดูดเลือด

สาเหตุ โดนทากดูดเลือดกัดและดูดเลือด

การปฏิบัติเบื้องต้น

  • ห้ามดึง เพราะเลือดจะหยุดยาก
  • จี้ทากด้วยบุหรี่ติดไฟ หรือไม้ขีดไฟให้ทากหลุด
  • ล้างแผลให้สะอาด ใส่ทิงเจอร์แผลสด หรือเบตาดีน

การป้องกัน ขอแนะนำเพียง 2 วิธีคือ

  1. ยาฉุนหรือยาเส้น ที่นำมาใช้มวนบุหรี่ วิธีใช้โดยการนำยาฉุนไปพรมด้วยน้ำจนชื้นหมาดๆ จากนั้นยัดลงในรองเท้า ไม่ต้องมากจนแน่น และในถุงเท้าก็ใส่เพียงนิดหน่อย ให้คลุมทั่วบริเวณผิวหนัง ตามซอกนิ้ว เท้าเท่านี้ก็พอ
  2. อีกวิธีหนึ่งคือ สวมถุงเท้าหนาชนิดยาว ซึ่งเป็นถุงเท้าสำหรับนักฟุตบอล สวมทับขากางเกง ดึงสูงขึ้นมาเกือบถึงหัวเข่า

9. ภาวะโดนงูกัด

สาเหตุ โดนงูชนิดต่างๆกัดหรือฉก

การปฐมพยาบาลเบื้องต้น

  1. ใช้เชือก ผ้า หรือสายยางรัดแขนหรือขา ระหว่างแผลงูกัดกับหัวใจ (เหนือรอยเขี้ยว 2-4 นิ้วฟุต) เพื่อป้องกันมิให้พิษงูถูกดูดซึมเข้าร่างกายโดยเร็ว ให้รัดแน่นพอที่จะหยุดการไหลเวียนของเลือดดำ ควรคลายเชือกทุกๆ 15 นาที โดยคลายนานครั้งละ 30-60 วินาที จนกว่าจะถึงสถานพยาบาล
  2. เคลื่อนไหวแขนหรือขาส่วนที่ถูกงูกัดให้น้อยที่สุด ควรจัดตำแหน่งของส่วนที่ถูกงูกัดให้อยู่ระดับต่ำกว่าหัวใจ (เช่น ห้อยเท้าหรือมือส่วนที่ถูกงูกัดลงต่ำ) ระหว่างเดินทางไปสถานพยาบาล อย่าให้ผู้ป่วยเดิน ให้นั่งรถหรือแคร่หาม ทั้งนี้เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของพิษงู
  3. ควรดูให้รู้แน่ว่าเป็นงูอะไร แต่ถ้าไม่แน่ใจ ควรบอกให้คนอื่นที่อยู่ในที่เกิดเหตุช่วยตีงูให้ตาย และนำไปยังสถานพยาบาลด้วย (อย่าตีให้เละจนจำลักษณะไม่ได้)
  4. อย่าให้ผู้ป่วยดื่มแอลกอฮอล์ หรือยาดองเหล้า หรือกินยากระตุ้นประสาท รวมทั้งชา กาแฟ

การป้องกันงูกัด

  1. พยายามอย่าเดินทางในที่รกมีหญ้าสูง ถ้าจำเป็นต้องเดินผ่านควรใส่รองเท้าหุ้มข้อเท้า ใส่กางเกงขายาวและควรมีไม้ตีหญ้าข้างหน้าไว้ด้วย
  2. หลีกเลี่ยงการเดินทางในป่าหรือทุ่งนาเวลากลางคืน หากจำเป็นต้องเตรียมไฟฉายไปด้วย
  3. งูมักจะซ่อนตามซอกแคบๆ ในถ้ำหรือโพรงไม้ เราควรระวังบริเวณเหล่านี้เป็นพิเศษ
  4. ถ้าต้องพักแรมในป่าอย่านอนกับพื้น
  5. อย่ายกหิน กองเสื้อผ้าเก่าๆ หรือกองหญ้า เพราะเป็นที่ๆงูชอบ

10. โรคประจำตัวกำเริบ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด, โรคความดันสูง, โรคหอบหืด ฯลฯ

สาเหตุ การเหนื่อยจากการออกแรงเดินมาก และเดินนาน เกินกำลัง

การดูแลเบื้องต้น

  1. จับผู้ป่วยนอนศีรษะต่ำ ปลดเสื้อผ้าและเข็มขัดให้หลวม เพื่อให้เลือดไหลเวียนได้ดีและพอเพียง
  2. ห้ามคนมุงดู เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก
  3. ใช้ผ้าเย็นๆ เช็ดตามหน้า คอและแขนขา
  4. นำยาประจำตัวออกมาทาน เช่นยาแก้หอบ ยาขยายหลอดเลือดหัวใจอมใต้ลิ้น เป็นต้น
  5. งดการเดินทางต่อ และควรรีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่เหมาะสมและใกล้ที่สุด

การป้องกัน

  1. ประเมินตนเอง คือถ้าท่านมีโรคที่ค่อนข้างรุนแรง ควรงดการไปร่วมกิจกรรมประเภทนี้
  2. ถ้าท่านคิดว่าไปร่วมได้ ควรทานยาประจำอย่างถี่ถ้วนทั้งก่อนเดินทาง ระหว่างเดินทาง และหลังเดินทาง
  3. ควรพักผ่อนอย่างเพียงพอก่อนเดินทาง
  4. ระหว่างเดินควรมีการพักเป็นระยะๆ ไม่ควรฝืนหรือหักโหม

11. ภาวะ อุณหพาต (Heat stroke)

สาเหตุ  มีสาเหตุจากความร้อน ซึ่งจัดได้ว่าเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์อย่างแท้จริง เนื่องจากหากผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยและรักษาได้อย่างทันท่วงที ก็จะสามารถลดอัตรา การเสียชีวิตได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคอุณหพาตมักมาด้วยอาการ 3 อย่างคือ มีไข้สูง (อุณหภูมิแกนสูงกว่า 40.5 องศา เซลเซียส), ระบบประสาทกลางทำงานผิดปกติ (เช่นเดินเซ, อัมพาต, ชัก ฯลฯ) และไม่มีเหงื่อ

การดูแลเบื้องต้น

  1. ดูแลสัญญานชีพ ทั้งทางเดินหายใจ และหัวใจตามหลักการของการกู้ชีพเบื้องต้น
  2. ดูแลลดอุณหภูมิร่างกายลงโดยการให้ยาลดไข้ เช็ดตัว ให้ทานน้ำ หรือน้ำเกลือแร่ (ถ้าผู้ป่วยยังมีสติดีอยู่)
  3. รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน

แนวทางการป้องกันการเจ็บป่วยจากความร้อน

  • เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมที่จะเผชิญสภาพอากาศร้อน โดยการออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆ ละอย่างน้อย 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพให้เคยชินกับอากาศร้อน
  • ดื่มน้ำ 1-2 แก้ว (ประมาณ 300 มล.) ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรือออกกำลัง ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร (4-6 แก้วต่อชั่วโมง) แม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
  • ใช้โลชั่นกันแดดที่มีค่า SPF ตั้งแต่ 15 ขึ้นไป ก่อนออกจากบ้าน
  • หลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด โดยเฉพาะช่วงเวลา 10-15 นาฬิกา
  • หลีกเลี่ยงการกินยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานานๆ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และยาเสพติดทุกชนิด
  • ในเด็กเล็ก และคนชราที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษโดย
  • พยายามจัดให้อยู่ในสภาพแวดล้อม หรือห้องที่มีอากาศระบายได้ดี
  • ในเด็กอาจต้องกำหนดให้มีระยะพักระหว่างการเล่น
  • อย่าเพิกเฉยต่อความรู้สึกร้อน หรือเหนื่อยเกินไป ของเด็กและคนชรา
  • อย่าปล่อยให้เด็กหรือคนชราอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพัง

Leave a Reply

*