สธ.เร่งบรรจุยารักษาโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้า เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ
Oct 15
สธ.เร่งบรรจุยารักษาโรคจิตเภท และโรคซึมเศร้า เข้าบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยตั้งงบซื้อปีละ 50 ล้านบาท
กระทรวงสาธารณสุข เร่งบรรจุยา เซอร์ทราไลน์ (Sertraline) ที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้า (Depressive Disorder) และยา ริสเพอริโดน (Risperidone) ที่ใช้รักษาโรคจิตเภท (Schizophrenia) มีความปลอดภัยสูง เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ กระจายให้ทุกโรงพยาบาลใช้รักษาผู้ป่วยทุกคน ให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จัดงบซื้อยาปีละ 50 ล้านบาทในปี 2553 อนาคตจะพัฒนาระบบให้ผู้ป่วยจิตเวชสามารถรับบริการที่โรงพยาบาลชุมชนใกล้บ้านได้ด้วย
12 ตุลาคม 2552 ที่ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข นายวิทยา แก้วภราดัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้มอบหมายให้อธิบดีกรมสุขภาพจิต เชิญ
- สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
- สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
- องค์การเภสัชกรรม
- ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย
- สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศ
- สำนักงานประกันสังคม
- สมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต
เพื่อหารือแนวทางการขับเคลื่อนระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช และส่งเสริมการเข้าถึงยาจิตเวชที่จำเป็น รวมทั้งติดตามปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงาน
นายวิทยากล่าวว่า ตามที่สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ให้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข เพิ่มมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยจิตเวช 2 โรคคือ โรคจิตและโรคซึมเศร้า โดยให้สามารถเข้าถึงยาที่จำเป็นและมีคุณภาพได้ รวมทั้งสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต และเครือข่ายผู้ดูแลและผู้ป่วยจิตเวช ได้เสนอว่าควรมียาที่มีคุณภาพมาตรฐานสำหรับโรคจิต อย่างน้อย 1 ตัวและโรคซึมเศร้าอย่างน้อย 1 ตัวนั้น
กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้ง คณะกรรมการติดตามระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวชประกอบด้วย สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กรมสุขภาพจิต ราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย สมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศ และสมาคมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต ซึ่งที่ประชุมมีมติที่จะผลักดันยา เซอร์ทราไลน์ (Sertraline) รักษาโรคซึมเศร้า (Depressive Disorder) และยาริสเพอริโดน (Risperidone) รักษาโรคจิตเภท (Schizophrenia) ซึ่งมีคุณภาพดี ความปลอดภัยสูง เข้าไปอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ
ขณะนี้ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่ออนุมัติบรรจุยาเข้าไปในบัญชียาหลักแล้ว ใช้รักษาผู้ป่วยระบบเดียวกันทั่วประเทศ โดยในปี 2553 นี้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดสรรงบประมาณเพิ่มอีก 50 ล้านบาท เพื่อจัดซื้อยาให้กรมสุขภาพจิต กระจายยาให้โรงพยาบาลต่างๆ เพื่อรักษา ผู้ป่วย มั่นใจว่าจะทำให้ผู้ป่วยโรคจิตเภทและโรคซึมเศร้าทุกคน ได้เข้าถึงการรักษา รวมทั้งยาที่มีคุณภาพแน่นอน
ด้านนายแพทย์ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตปี 2551 ประเทศไทย มีผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการเริ่มต้นถึงรุนแรง ทั้งหมดร้อยละ 20 หรือ 12 ล้านคน โดยเป็น
- โรคจิตเภทรุนแรงประมาณ 3-6 แสนคน
- โรคซึมเศร้า ประมาณ 6 แสน-1.2 ล้านคน
- โรคอารมณ์แปรปรวนประมาณ 2 .4 แสนคน
ซึ่งในจำนวนนี้เข้าถึงบริการสุขภาพเพียงร้อยละ 4 หรือ 4.8 แสนคนเท่านั้น
นายแพทย์ชาตรี กล่าวต่อว่า สำหรับยาเซอร์ทราไลน์และยาริสเพอริโดน เป็นยาที่หมดสิทธิบัตรแล้ว ประเทศไทยสามารถซื้อวัตถุดิบมาผลิตเองได้โดยไม่ต้องประกาศทำซีแอล จะทำให้ราคายาถูกลงกว่าเดิมมาก ยาทั้ง 2 ตัวมีความปลอดภัยสูง ผลข้างเคียงน้อยมาก
ยาเซอร์ทราไลน์
เป็นยาใช้สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้า รักษาอาการคลุ้มคลั่ง (Mania) รักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive – Compulsive Disorder) รักษาอาการอารมณ์แปรปรวน 2 ขั้วที่เรียกว่า ไบโพลาร์ (Bipolar Disorder) และรักษาพฤติกรรมก้าวร้าว มีผลข้างเคียงน้อย ที่ผ่านมามีผู้ป่วยเข้าถึงยาชนิดนี้เพียง 4.8 หมื่นคน หรือร้อยละ 4 จากจำนวนผู้ป่วยทั้งสิ้น 1.2 ล้านคน เนื่องจากยาต้นตำรับ ราคาเม็ดละ 37 บาท ผู้ป่วยจะมีค่าใช้จ่ายคนละ 13,505 บาทต่อปี
ยาริสเพอริโดน
เป็นยารักษาผู้ป่วยโรคจิตเภท รักษาได้ผลดี มีผลข้างเคียงน้อย ประเทศไทยผู้ป่วยที่เข้าถึงยาตัวนี้มีน้อยมากไม่ถึงร้อยละ 5 จากผู้ป่วยที่มีกว่า 6 แสนคน ยาต้นตำรับราคาเม็ดละ 58 บาท ต้องกินวันละ 2 เม็ด ดังนั้นผู้ป่วย 1 คน จะมีค่ายาปีละ 42,340 บาท โดยหากไทยสามารถผลิตยาทั้ง 2 ตัวนี้ได้เอง จะทำให้ราคายาถูกลง จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงยา ทำให้ผลการรักษาดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยจิตเวช มีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในด้านการเดินทางไปโรงพยาบาลของผู้ป่วย เนื่องจากโรงพยาบาลจิตเวชและคลินิกจิตเวชมีไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ส่วนสถานบริการใกล้บ้านก็ไม่มียา และการถึงยายังได้น้อยเนื่องจากยามีราคาแพง และผู้ป่วยจิตเวชส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ขณะนี้กรมสุขภาพจิต ได้ร่วมกับราชวิทยาลัยจิตแพทย์แห่งประเทศไทย พัฒนาระบบการส่งต่อเพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวชรักษาใกล้บ้าน ลดภาระค่าใช้จ่ายเดินทาง โดยส่งเสริมให้แพทย์โรงพยาบาลชุมชน สามารถตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยและสั่งยาใช้ยาได้ภายในโรงพยาบาล จะทำให้ผู้ป่วยได้รับความสะดวกมากขึ้น มั่นใจว่าระบบนี้จะสามารถลดอาการกำเริบและต้องเข้าโรงพยาบาลจากปัญหาขาดยาได้
ที่มา: กระทรวงสาธารณสุข

คลิกที่นี่ เพื่อสมัครรับข่าวจากเรา
ขอบคุณมากครับ
ปัจจุบัน คนไทยเป็นโรคซึมเศร้ากันมาก แต่ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่ากำลังอยู่ในภาวะซึมเศร้า ทำให้กลายเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวว่าจะเป็นระเบิดเวลาของสังคมไทย
เห็นด้วยครับ ว่ากันว่าคนที่ฆ่าตัวตาย นั้นถ้าลองได้มีโอกาสได้พูดคุยหรือสืบค้นก่อนที่คนคนนั้นจะลงมือฆ่าตัวตาย เราจะพบว่าคนคนนั้น กำลงัมีภาวะ โรคซึมเศร้า รุมเร้าอยู่ ถ้าเราได้มีโอกาสช่วยเหลือเขา ในช่วงนั้นตามหลักวิชาการแล้วละก็คนคนนั้นก็จะรอดชีวิตจากการฆ่าตัวตายได้