เจ็บปวดอีกครั้งกับ…แผลริมอ่อน

Oct 07

โรคแผลริมอ่อน (Chancroid)

โรคแผลริมอ่อนเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ (STD) ที่ติดต่อได้ง่ายมาก เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Haemophilus Ducreyi ลักษณะเฉพาะตัวของมันคือ การมีแผลที่เจ็บปวดมากที่บริเวณอวัยวะเพศ และเชื้อที่ลามไปตามท่อน้ำเหลืองจะทำให้เกิดการบวมโตของต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบเจ็บปวดมาก ที่คนทั่วไปรู้จักในนามของ ฝีมะม่วง โรคนี้สามารถรักษาให้หายขาดได้แต่ควรจะต้องรีบรักษาให้เร็วที่สุดทันทีที่เราตรวจพบมันเข้า ถ้าคุณไม่รีบรักษาโรคแผลริมอ่อนนี้โอกาสที่คุณจะติดเชื้อเอดส์นั้นจะเพิ่มขึ้น

เราจะติดโรคแผลริมอ่อนได้อย่างไร

  1. ติดโดยผ่านทางการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีแผลของโรคนี้ ที่บริเวณอวัยวะเพศ
  2. ติดโดยการที่ผิวหนังส่วนต่างๆ ของเรา สัมผัสกับสารคัดหลั่งที่มีเชื้อนี้จากแผลของคนที่เป็นโรค

อาการของโรค

เมื่อเราได้รับเชื้อแผลริมอ่อน 3-5 วันหลังจากนั้นเราจะเริ่มมีอาการดังต่อไปนี้

chancroid

  • มีแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ หนึ่งแผลหรือมากกว่าหนึ่งแผล
  • มีอาการเจ็บปวดบริเวณขาหนีบ
  • การเกิดแผลจะเริ่มจากที่เรามีรอยปูดบวมขึ้นที่ผิวหนัง แล้วแตกออกเป็นแผลมีสารคัดหลั่งอยู่ภายในแผล
  • แผลนั้นจะมีลักษณะกดดูแล้วจะรู้สึกว่านิ่มๆ พื้นของแผลจะดูสกปรกๆ (แผลในโรคซิฟิลิสจะขอบแผลแข็งๆ)
  • ในผู้ป่วยชาย มักจะพบแผลที่ใต้หนังหุ้มปลายหัวองคชาติและปากท่อปัสสาวะ
  • ในผู้หญิง มักจะพบที่บริเวณด้านในของแคมใหญ่และเล็ก ปากท่อปัสสาวะอักเสบด้วย

ข้อที่น่าสังเกต: แผลในผู้ชายมักจะเจ็บปวดมาก แต่ในผู้หญิงมักจะไม่ค่อยเจ็บปวด จึงทำให้บางครั้งไม่ทันสังเกตว่ามีแผลได้

การวินิจฉัยโรคนี้

Haemophillus ducreyi

ทำได้โดยการนำเอาหนองหรือสารน้ำจากแผล มาส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจเชื้อ จะพบเป็นเชื้อแบคทีเรีย รูปร่างเป็นแท่งสั้นและหนา หัวท้ายมน เรียงตัวเป็นแถวๆ ทั้งสั้นและยาว ดูคล้ายฝูงปลาว่ายตามกันไป เรียกว่า School of Fish หรือการส่งหนองหรือน้ำจากแผลไปเพาะเชื้อ

เราจะรักษาโรคแผลริมอ่อนให้หายขาดได้ไหม ?

เราสามารถรักษาโรคนี้ให้หายได้ง่ายมาก ถ้าเรารีบรักษาเสียแต่เริ่มแรกที่ติดเชื้อ โรคนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เราจึงสามารถรักษามันได้ด้วย ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมในการฆ่าเชื้อ (ควรปรึกษาแพทย์) ในปริมาณและระยะเวลาในการรักษาที่เหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

เราจะลดความเสี่ยงในการที่จะเป็นโรคแผลริมอ่อนได้อย่างไร

  1. ไม่สำส่อน
  2. ถ้าจำเป็นที่จะต้องมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่ไว้ใจว่าจะปลอดโรคควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์

180 comments

  1. YING /

    มีเพศสัมพันธ์กับแฟนไม่ได้ใส่ถุงยางอนามัยและไม่ได้ปล่อยภายในวันที่28มิย ประจำเดือนมาวันที่29มิยหลังจานั้นวันที่1กคเริ่มมีอาการเจ็บๆพอลองส่องกระจกดูเห็นเป็นตุ่มบริเวณด้านขวาของแคมใกล้ๆบริเวณด้านนอก ขนาดปานกลางบวมขึ้นมาเล็กน้อยและแดง คล้ายสิวอักเสบ เช้าวันที่2กคลองดูอีกครั้งบริเวณตุ่มนั้นมีน้ำคล้ายหนองออกมากเล็กน้อย เวลาปัสสาวะไม่มีอาการเจ็บหรือขัด ไม่เจ็บบริเวณขาหนีบ อยากทราบว่าเป็นอาการอะไรคะอันตรายไหม ถ้าซื้อยามาทาหรือกินจะหายไหมคะควรซื้อยาอะไร
    ขอบคุณคุณหมอล่วงหน่านะคะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ ying

      อาการที่คุณเป็นอาจจะเป็น ฝีธรรมดาๆที่เกิดขึ้นบริเวณอวัยวะเพศ หรืออาจจะเป็น ฝี บาโธลีน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งของฝีที่เกิดขึ้น ถ้าส่งรูปมาให้ดูได้น่าจะบอกได้ชัดเจนขึ้น แต่อย่างไรก็ตามทั้งสองภาวะนี้น่าจะไม่มีอันตรายใดๆนัก การทานยาปฏิชีวนะที่ถูกต้องเหมาะสมน่าจะหายได้โดยไม่ยากนัก แต่ผมไม่อยากแนะนำยาทางเวบแบบนี้ แนะนำให้ไปหาหมอเพื่อรับยาทานจะดีกว่าครับ

  2. Kom /

    ผมส่งรูปไปทาง Email ให้แล้วนะครับ

    • Dr.Dragon /

      ได้ดูแล้วครับ ต้องขอชมว่ารูปที่ส่งมาดีมากครับชัดเเจน ทำให้สามารถวินิจฉัยได้ง่ายขึ้นครับ ผมตอบคำถามให้แล้วนะครับ

  3. YING /

    ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะคะคุณหมอ รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลย
    ตอนนี้ตุ่มยุบลงแล้วไม่ค่อยเจ็บแล้วคะ คิดว่าอีกวันสองวันก็คงหายคะ :)

  4. Kom /

    ถ้าผมสงสัยว่าอาการที่เกิดมาน่าจะเป็นฝีมะม่วง ในบทความใน web นี้ผมยังไม่เข้าใจว่าแผลริมอ่อนบ้างก็เรียกฝีมะม่วง แต่พอไปอ่านในโรคฝีมะม่วงตรงๆ แล้วพบว่าเชื้อก็คนละตัวและยารักษาก็คนละชนิด

    ตอนนี้ผมทาน ciprofloxacin 500mg. ครั้งละ เม็ด ห่างกัน 12 ชม.เป็นเวลา 6 วันจนอาการดีขึ้นเพื่อรักษาแผลริมอ่อนและอาการไข่ดันบวมจนดีขึ้น

    แล้วถ้าผมจะทาน Doxycyclin 100mg เช้า-เย็นเป็นเวลา 21 วัน เพิ่มเพื่อรักษาฝีมะม่วง ได้ไหมครับช่วยแนะนำด้วยครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ Kom

      คำว่าฝีมะม่วงนั้น คนไทยเรียกเพราะว่ามีก้อนต่อมน้ำเหลืองหรือบางครั้งกลายเป็นฝี เกิดขึ้นที่ขาหนีบ เป็นก้อนคล้ายลูกมะม่วง จึงเรียกว่าฝีมะม่วง ในทางการแพทย์โรคที่มีก้อนลักษณะดังกล่าวที่พบบ่อยคือ โรคแผลริมอ่อน และโรค LGV ซึ่งเป็นคนละโรคกันและเชื้อก่อโรคก็คนละตัวกันครับ ดังนั้นยาที่ใช้ก็ต่างกัน

      จากโรคของคุณ Kom นั้นผมวิเคราะห์ว่าน่าจะทานยา ciprofloxacin ต่อไป และเพิ่มการรักษาตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นใหม่ด้วยยารักษาเริมครับ

      • Kom /

        ขอโทษครับ จาก post ที่ผ่านมาผมลืมถามว่ายาต้านไวรัสที่กินและทานั้น มีระยะเวลาในการใช้นานแค่ไหนครับหรือ อาการหายจึงหยุด

        ขอบคุณครับ

        • Dr.Dragon /

          ยาต้านไวรัสเริมนั้น ให้ทาหรือทานอย่างน้อย 5 วันขึ้นไปครับ จะ 5 หรือ 7 หรือ 10 วันก็ได้ครับ ถ้าตุ่มแห้งตกสะเก็ดหมดก็เลิกได้เลยครับ

  5. Narin /

    ผมได้สอบถามไปทางเมลนะครับ ไม่ทราบว่าคุณหมอได้รับหรือเปล่าเอ่ย

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ Narin

      จากการที่คุณส่งจดหมายมาถามผมทีเมลล์(พร้อมรูปภาพ) ดังต่อไปนี้นั้น

      สวัสดีครับคุณหมอ
      ผมมีอาการแผลวงกลมที่อวัยวะเพศใต้หนังหุ้มตามรูปภาพ ไม่ทราบว่าผมเป็นแผลริมอ่อนหรือเปล่าครับ (เพิ่งสังเกตเห็นว่าเป็นมาประมาณ 3-4 วัน)
      ซึ่งผมไปหาหมอมาแล้ว แต่เป็นหมอประกันสังคมนะครับ เขาก็บอกว่าผมเป็นแผลริมอ่อน จึงให้ยามากิน 7 วัน ดังนี้ (คุณหมอบอกว่าถ้าไม่หายให้มาพบใหม่)
      1.Metro (Mettrizole) (ก) 400 mg เอกสารบอกว่าเป็นยาฆ่าเชื้อ กินหลังอาหาร 1 เม็ด 3 ครั้ง เช้า กลางวัน เย็น
      2.Doxycycline 100 mg เอกสารบอกว่าเป็นยาฆ่าเชื้อ กินหลังอาหารทันที 1 เม็ด 2 ครั้ง เช้า เย็น
      ตามที่ผมศึกษาอ่านตามเว็บ ข้อมูลที่ให้ไว้ภายในเว็บนั้นๆ ไม่ตรงกับตัวยาที่ผมกินเลย ซึ่งผมเลยกังวลว่าเป็นยารักษาที่ถูกกับโรคหรือไม่ครับ เพราะกินมา 2-3 วันแล้ว อาการของแผลยังดูไม่ดีขึ้นเลยครับ (ถ้ายาถูกกับโรคอาการของแผลจะเป็นยังไงครับ)
      ผมเลยเป็นกังวลมากๆ อยากจะรักษาให้มันหายโดยเร็ว พอดีเข้ามาอ่านในเว็บแล้วเจอเมลคุณหมอจึงอยากปรึกษาครับ รบกวนด้วยครับ
      คำุถาม…
      1. ผมเป็นแผลริมอ่อนใช่หรือไม่ แล้วเป็นได้อย่างไรครับ แล้วถ้าแฟนผมมีเชื้อนี้อยู่จะต้องทำยังไง
      2. ยาดังกล่าวถูกกับโรคหรือไม่
      3. ถ้ายาถูกกับโรค ลักษณะของแผลจะดีขึ้นยังไงครับ
      หรือคุณหมอมีอะไรแนะนำเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่ผมถามก็ยินดีครับ
      ขอบคุณครับ

      ผมขอตอบคำถามเป็นข้อๆตามที่คุณถามมา ดังนี้ครับ
      1.เท่าที่ดูลักษณะของแผลน่าจะเป็นแผลริมอ่อนครับ แต่ถ้าจะให้แน่นอนต้องตรวจโดยการเอาหนองจากต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบหรือจากแผลมาตรวจ ถ้าพบเชื้อแบคทีเรียที่มีลักษณะจำเพาะของเชื้อ Haemophilus ducrei ก็ยืนยันว่าเป็นแผลริมอ่อนแน่นอน การติดก็น่าจะได้มาจากการมีเพสสัมพันธ์ครับ ถ้าคุณเป็นคู่นอนของคุณก็น่าจะเป็นด้วยครับ และก็ต้องได้รับการรักษาด้วยเหมือนกันครับ(รักษาด้วยยาชนิดเดียวกันนี่แหละครับ)
      2.ยาที่คุณได้มานั้นไม่น่าจะถูกต้องกับโรคแผลริมอ่อนนะครับ น่าจะต้องเปลี่ยนใหม่ทั้งหมด เช่นอาจจะทานยา Ciprofloxacin 500 mg 1×2 หรือ Ofloxacin 200 mg 1×2 หรือ Erythromycin 500 mg 1×3 7วัน หรือ Azithromycin 1 gm 1×1 ( 1ครั้ง)
      3.ถ้าได้รับยาที่ถูกต้อง อาการแผลจะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว แผลจะตื้นขึ้นเรื่อยๆจนแผลปิดไปครับ

      สุดท้ายนี้ต้องขอโทษที่ตอบช้านะครับ อย่างไรก็ตามก็ขอให้โชคดีนะครับ หายเร็วๆครับ

  6. สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันมีสัมพันธ์กับแฟนก่อนหน้ามีประจำเดือน
    1วัน หลังจากนั้นขณะมีประจำเดือนเป็นวันที่2ก็รู้สึกปวดแสบ
    ที่ปากช่องคลอด เวลาปัสสาวะมากเลยค่ะ รวมถึงเวลาเดินกระแทก และเวลาเกร็งด้วย
    พอเมื่อวานนี้สังเกคเห็นเป็นแผลนูนค่อนข้างใหญ่ บริเวณปากช่องคลอดฝั่งขวาลักษณะเหมือนผืนที่นูนขึ้น
    แต่ผิวบนเป็นสีขาวๆ แผลนิ่ม สัมผัสแล้วเจ็บมาก โดนน้ำก็แสบ ส่วนฝั่งซ้ายมีเล็กน้อยไม่ใหญ่เท่า
    ไม่เจ็บเท่าฝั่งขวาค่ะ

    ดิฉันเป็นแผลริมอ่อนหรือเปล่าคะ ตอนแรกจข้าใจว่าแพ้ผ้าอนามัย
    เพราะมาเป็นตอนช่วงมีประจำเดือนพอดีค่ะ แต่แผลขนาดนี้ไม่น่าใช่แล้ว

    รบกวนคุณหมอด้วยด่ะ ขอบคุณค่ะ

    รบกวนคุณหมอด้วยค่ะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ Nida
      จากข้อมูลที่คุณให้มานั้น ผมไม่สามารถฟันธงลงไปได้ 100% หรอกครับว่าแผลที่เกิดขึ้นนั้นเกิดจากอะไรกันแน่(เพราะจะบอกได้แน่ชัดคงต้องตรวจทางแลปส์เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยครับ) แต่สามารถบอกได้กว้างๆดังต่อไปนี้ครับ
      โรคที่อาจจะเป็นไปได้ ในกรณีที่เกิดแผลที่บริเวณอวัยวะเพศ
      1.โรคที่ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์
      1.1 สาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วๆไป สาเหตุนี้อาจจะเกิดจากการที่เราเผลอ แกะเกาผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ แล้วทำให้เกิดแผล แล้วตามมาด้วยการติดเชื้อเชื้อแบคทีเรียธรรมดา ที่ไม่ใช่เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เข้ามาซ้ำเติม จนทำให้เกิดการติดเชื้อลุกกลาม กลายเป็นแผลขึ้นได้ ลักษณะของแผลมักจะไม่มีลักษณะรูปร่างจำเพาะ และมักจะเจ็บปวดบวมแดงได้เนื่องจากการอักเสบเฉียบพลัน
      1.2 สาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียทั่วๆไป แต่เกิดขึ้นตามหลังการเป็นผื่นผิวหนัง จากสาเหตุอื่นๆนำมาก่อน เช่นการเป็นผื่นเชื้อราบนผิวหนังที่เนื้อบริเวณร่มผ้า หรือการเป็นผื่นคันที่เกิดจากการแพ้ใดๆนำมาก่อน เช่นการแพ้แป้ง แพ้โลชั่น หรือครีมที่นำไปทาบริเวณนั้น สาเหตุดังกล่าวข้างต้นทำให้เรามีอาการคันอย่างมาก ทำให้เราแกะเกาและการที่เราแกะเกาผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ อย่างมากและประกอบกับความอับชื้นบริเวณนี้ ทำให้เกิดแผลแล้วตามมาด้วยการติดเชื้อ แต่เป็นเชื้อแบคทีเรียธรรมดาที่ไม่ใช่เชื้อที่ก่อให้เกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เข้ามาซ้ำเติม จนทำให้เกิดการติดเชื้อลุกกลาม กลายเป็นแผลขึ้นมาได้ ลักษณะของแผลมักจะไม่มีลักษณะรูปร่างจำเพาะ และมักจะเจ็บปวดบวมแดงได้เนื่องจากการอักเสบเฉียบพลัน
      1.3 แผลที่เกิดจากโรคมะเร็งหรือเนื้องอกต่างๆที่บริเวณอวัยวะเพศ (จะไม่ลงในรายละเอียดในที่นี้ เพราะพบน้อยมาก)
      1.4 แผลที่เกิดจาก การเกิดอุบัติเหตุต่างๆที่อวัยวะเพศ เช่นการมีเพศสัมพันธ์กันอย่างรุนแรงหนักหน่วง หรือในท่าที่พิสดาร ก็ก่อให้เกิดแผลหลังการมีเพศสัมพันธ์ได้
      1.5 แผลที่เกิดจากการมีซีสต์ หรือต่อมที่ผิวหนังอุดตัน นำมาก่อน แล้วอักเสบแตกเป็นหนองแล้วนำไปสู่การเกิดแผลขึ้น เช่น โรค Bartholin’s abscess ในผู้หญิง หรือโรค Infected sebaceous cyst ในทั้งผู้หญิงหรือผู้ชาย
      2.แผลที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่รวบรวมได้มีดังต่อไปนี้
      2.1 โรคเริมที่อวัยวะเพศ การดำเนินไปและลักษณะของโรคก็คือ ผู้ป่วยอาจจะพบว่ามีตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นตุ่มเล็กๆขึ้นกันเป็นกลุ่มเบียดกันอยู่บริเวณนั้นๆ แล้วมีอาการปวดแสบปวดร้อนได้ มักจะไม่คัน และมักจะตามมาด้วยการแตกเป็นแผล อาจจะพบหลายๆแผล ในผู้ชายมักพบที่บริเวณปลายหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ หรือที่ปลายอวัยวะเพศ ในผู้หญิงอาจจะพบได้ที่บริเวณปากช่องคลอด หรือแม้กระทั่งในช่องคลอดก็ได้ จะมีอาการเจ็บแสบมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่โดนน้ำปัสสาวะหรือโดนน้ำธรรมดาเวลาล้างทำความสะอาด ลักษณะสำคัญที่ทำให้นึกถึงโรคนี้มากขึ้น ก็คือโรคนี้มักจะมีประวัติการเคยเป็นมาก่อน(ยกเว้นกรณีที่เป็นครั้งแรก) ลักษณะของแผลหรือตุ่มน้ำใสและตำแหน่งที่เกิดมักจะเหมือนกับที่เคยเป็นครั้งก่อนๆ (อ่านรายละเอียดของโรคได้ใตาม Link ของโรคเริม)http://medicarezine.com/blog/2009/10/01/herpes-simplex/
      2.2 โรคซิฟิลิส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Treponema pallidum โรคซิฟิลิสระยะที่มีแผลบริเวณอวัยวะเพศคือโรคซิฟิลิสระยะที่ 1 ลักษณะของแผลมักจะเป็นแผลเล็กๆ กลม นิ่ม ขอบแข็ง มักจะไม่เจ็บปวด(ระยะเวลาในการเกิดแผลหลังรับเชื้อประมาณ 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือน) และถ้าแผลเกิดที่ตำแหน่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้เราอาจจะไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่ามีแผลอยู่ และแผลนี้จะหายไปได้เอง(ประมาณ 1 เดือน) ถ้าไม่ได้รับการรักษาโรคก็จะดำเนินไปสู่ระยะที่ 2 (อ่านรายละเอียดของโรคได้ใตาม Link โรคซิฟิลิส)http://medicarezine.com/blog/2009/10/06/syphili/
      2.3 โรคแผลริมอ่อน เป็นโรคที่เกิดเชื้อแบคทีเรีย Haemophillus ducrei ระยะเวลาในการเกิดแผลหลังการได้รับเชื้อ อยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน แผลอาจจะเกิดเพียงหนึ่งแผลหรือหลายแผลก็ได้ ในผู้ชายมักเจ็บปวดมาก แต่ในผู้หญิงอาจจะไม่เจ็บปวดเลยก็ได้ ลักษณะของแผลมักเป็นแผลที่มีขอบคลำดูแล้วนิ่มๆ พื้นแผลดูสกปรกๆ และจะมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต บางครั้งเรียกต่อมน้ำเหลืองที่อักเสบนี้ว่า ฝีมะม่วงเหมือนกันกับโรค LGV และเจ็บปวดด้วย และต่อมน้ำเหลืองนี้อาจจะแตกออกเป็นหนองและเป็นแผลได้ (อ่านรายละเอียดของโรคได้ใตาม Link โรคแผลริมอ่อน)
      http://medicarezine.com/blog/2009/10/07/chancroid/#comment-287
      2.4 โรค LGV โรคนี้บางคนเรียกว่า ฝีมะม่วง เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ที่ชื่อว่า Clamydia trachomatis แผลที่เกิดจากโรคนี้มักเป็นแผลที่บริเวณอวัยวะเพศส่วนที่สัมผัสกับเชื้อโรค ในบางครั้งผู้ป่วยไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่ามีแผลเกิดขึ้นและแผลนี้จะหายไปได้เองโดยยังไม่ทันได้รับการรักษา และบ่อยครั้งที่ผู้ป่วยมาพบแพทย์เมื่อแผลนั้นหายไปหมดแล้ว ลักษณะสำคัญของโรคนี้ก็คือการมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต ลักษณะคล้ายมะม่วงอกร่องจึงถูกเรียกว่า ฝีมะม่วง (อ่านรายละเอียดของโรคได้ใตาม Link โรค LGV)http://medicarezine.com/blog/2009/10/16/lymphogranuloma-venereum/

      ผมแนะนำว่าควรจะไปตรวจให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ชัดครับเพราะว่า ถ้าแผลนั้นเป็นแผลที่เกิดจากเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คุณจะได้พาแฟนของคุณไปทำการตรวจรักษาด้วยครับ เพราะหลักการการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นต้องรักษาทั้งสองคนที่เป็นคู่นอนกันครับไม่งั้นไม่หายขาดเพราะจะติดกันไปมา

      ขอให้โชคดีครับ

  7. point /

    พอดีว่าผมคิดว่าน่าจะเป็นแผลริมอ่อนครับ ศึกษาจากข้อมูลทางเว็ป แต่เริ่มไม่แน่ใจว่าเป็นซิฟิลิสหือเปล่าครับ ตอนนี้มีผลสองจุดที่องชาติ จุดแรกที่เส้นสองสลึง และที่บริเวณโคนองคชาติ ลักณะแผบจะบวดนิดๆ รอบๆแผลแดง กลางแผลเหมือนมีหนอง เป็นมาได้5 วันแล้วครับ ตอนแรกคิดว่าเป็นแผลถลอก และอีกเสบเลยซื้อยาAMK1000mg(Amoxicillin 875mg, Clavulanic Acid 125 mg) มาทานเอง ผลเลยเริ่มแห้งเป็นเสก็ดบ้าง แต่บางทีก็กลับมาเป็นแผลเยิ้มอีก และสองวันหลังเริ่มคลำที่ขาหนีบพบการบวมเป็นตุ่มและปวด ครับ ไม่แน่ใจว่าเป็นอันไหนกันแน่ และควรทานยาอะไรดีครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ point

      จากอาการแผลที่คุึณเล่ามานั้น มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นแผลที่เกิดจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่นที่อาจจะเป็นไปได้คือ แผลริมอ่อน ซิฟิลิส หรือ LGV เป็นต้น ผมขอแนะนำให้คุณรีบไปโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่รับรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพื่อที่จะทำการตรวจวินิจฉัยให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ชัด เช่นการตรวจดูเชื้อ การเพาะเชื้อจากหนอง เมื่อได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัดแล้วก็จะได้ทำการรักษาที่ตรงตามหลักมาตรฐานมากที่สุด(ลองอ่านหัวข้อมาตรฐานในการรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) เพื่อลดความเสี่ยงต่อการมีภาวะแทรกซ้อนและการดื้อต่อยาของเชื้อครับ และยาที่คุณซื้อมากินนั้นแม้ว่าจะเป็นยาปฏิชีวนะที่ดี แต่ก็ไม่ใช่ยาที่ใช้ในการรักษาโรคดังกล่าวที่ผมกล่าวมาข้างต้นครับ รู้สาเหตุแน่ชัดแล้วรักษาดีกว่ายังไม่รู้สาเหตุแน่ชัดแล้วหลับหูหลับตารักษาครับ

  8. สวัสดีครับคุณหมอ ตอนนี้ผมกำลังสงสัยว่าเป็นโรคแผลริมอ่อนครับ
    ผมมีแผลที่ใต้หนังหุ้มปลายหัวองคชาติ 2 จุดครับ
    เริ่มแรกที่เป็นแผลมีหนองครับ ผมก็ทำความสะอาดเช็ดหนองออกเรื่อยมา
    รักษณะแผลจะไม่แห้งครับ แผลจะดูชุ่มๆอยู่ตลอดเวลา เวลาสัมผัสโดนแผล ก็จะรู้สึกแสบๆครับ
    และอาการของผม ไม่มีปุ่มขึ้นที่ขาหนีบครับ
    ผมควรเริ่มต้นการรักษาอย่างไรดีครับ และควรหาซื้อยาอะไรบ้างเพื่อรักษาโรคนี้
    ครับ รบกวนขอคำแนะนำจากคุณหมอทีนะครับ ขอบคุณมากนะครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ day
      จากปัญหาของคุณนั้นผมขอแนะนำอย่างนี้ครับ
      -อย่าพยายามรักษาเองโดยที่เรายังไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรอย่างแน่ชัดครับ แนะนำให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจให้แน่ชัดก่อนจึงจะเริ่มรักษา
      -ถ้ายังไม่พร้อมที่จะไปโรงพยาบาล อยากให้ผมวิเคราะห์โรคให้เบื้องต้นก่อน ก็ขอให้ข้อมูลให้มากกว่านี้หน่อยครับโดยดูตามไกด์ไลน์ที่หน้าเวบที่หัวข้อ Question guideline ครับ

  9. จาก Guideline ของคุณหมอนะครับ
    1.ออกไปทางวงรีครับ
    2.ขนาดแผลประมานเมล็ดถั่วเขียวครับ
    3.แผลที่ใต้หนังหุ้มปลายหัวองคชาติ
    4.ขอบของแผลราบและขอบนิ่มครับ
    5.แผลสีแดงบางครั้งมีสีเหลืองอ่อนปนอยู่เล็กน้อยครับ
    6.ตอนแรกมีแผลเดียวครับ ตอนนี้ที่เห็นหลักๆคือ3แผล และมีจุดเล็กๆอีก2-3แผลครับ
    7.ไม่มี
    8.ไม่มีการแกะเกาก่อนการเกิดแผลครับ
    9.ไม่มี
    10.ไม่มี
    11.เหมือนจะมีไข้เล็กน้อยครับ
    12.ครั้งสุดท้ายที่มีเพศสัมพันวันที่ 13/ตุลาคม/54
    -ไม่ได้ใช้ถุงยาง -ไม่มีเพศสัมพันธ์ที่รุนแรงหรือมีท่าพิสดาร -ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก -ไม่ได้มีมีเพศสัมพันธ์กับหลายๆคู่นอน -ไม่ได้มีเพศสัมพันธ์โดยการมีการใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ
    13.ประวัติไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อนครับ
    14.ไม่มีครับ
    ได้ประมาณนี้นะครับคุณหมอ รบกวนด้วยนะครับ

    • สวัสดีครับคุณหมอ วันนี้ผมส่งรูปถ่ายอาการที่ผมเป็น ไปทางอีเมล์ของคุณหมอ ให้คุณหมอแล้วนะครับเพื่อให้คุณหมอวินิจฉัยโรคดูนะครับ ว่าผมควรรักษาอย่างไร ควรซื้อยาอะไรมาเพื่อการรักษาบ้างครับ ขอรบกวนคุณหมอด้วยนะครับ ขอบคุณคุณหมอมากนะครับ

      • Dr.Dragon /

        สวัสดีครับคุณ day
        หลังจากที่ผมได้ดูภาพที่คุณส่งมาให้ผมดูแล้วนั้น ทำให้ผมไม่ค่อยแน่ใจในคำวินิจฉัยแรกที่ผมแนะนำไปว่าเป็นเริมเสียแล้ว เพราะดูจากภาพพบว่าแผลค่อนข้างดูลึก ภายในแผลดูสกปรก แบบนี้ถ้าจะให้ได้การวินิจฉัยที่แน่ชัดว่าเป็นจากเชื้ออะไรนั้น จะต้องทำการขูดเอาหนองคราบสกปรกที่แผลมาตรวจหาเชื้อว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียหรือไม่และเป็นชนิดไหน หรือเอามาตรวจ Zanc smear เพื่อดูว่าเป็นเริมหรือไม่ ซึ่งการตรวจเหล่านี้ต้องทำการตรวจในสถานพยาบาลที่มีความพร้อม แต่ถ้าจะไม่ตรวจแลปส์เพิ่มเติมดังที่กล่าวมาผมขอแนะนำให้ทายาเดิมตามที่แนะนำไปแล้วและกินยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียเพิ่มสองตัวคือ
        -ciprofloxacin 500 mg ทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น (ถ้าท่านไม่แพ้ยาในตระกูล quinolone นี้)
        -doxycycline 100 mg ทานครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น หลังอาหาร (ถ้าท่านไม่แพ้ยาในตระกูล นี้)

        ทานติดต่อกันอย่างน้อย 7-10 วัน หรือจนกว่าแผลจะหายครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ day

      ต้องขอโทษที่ตอบช้านะครับเพราะผมประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่เลยยุ่งๆอยู่ขณะนี้ จากปัญหาของคุณนั้นผมคิดว่าคุณน่าจะเป็นแผลเริมครับ แม้ว่าจะไม่พบว่ามีตุ่มน้ำใสใดๆนำมาก่อนก็ตาม ผมแนะนำให้คุณทายาดูก่อนครับคือยา Acyclovir cream ทาสักวันละ 5 ครั้ง คือทาทุก 4 ชั่วโมง (แต่ถ้านอนหลับไปแล้วไม่ต้องตื่นขึ้นมาทานะครับ) และทำความสะอาดบริเวณนั้นตามปกติอย่าให้หมักหมมครับ ถ้่าผลเป็นอย่างไรก็เขียนเข้ามาถามใหม่ได้ครับ โชคดีครับ

  10. เป็นเหมือนคุณ Day เลยครับ
    แต่ผมเป็นประมาณ 10 วันแล้วจากเล็กๆตอนนี้เริ่มเท่าเมล็กถั่วแล้วครับ
    กลุ้มใจมาก รอคำตอบอยู่ครับคุณหมอ
    …มันเคยเป็นแล้วหายไปเองด้วยอ่ะคับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ Taro

      ผมตอบคำถามให้คุณ day แล้วนะครับ ของคุณถ้าเป็นแบบเดียวกันและยิ่งมีประวัติว่าเคยเป็นแบบนี้มาก่อนที่บริเวณเดียวกันนี้ยิ่งบ่งชี้ว่าน่าจะเป็นเริมครับ

  11. A girl /

    ไม่เคยสอดใส่ และมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อนค่ะ
    แฟนบอกว่า คันน้อง(อวัยวะเพศ) เค้าก็เลยไปตรวจ หมอบอกว่าเค้าเป็นแผลริมอ่อน
    งงมากกกกกค่ะ เพราะตัวหนูเองและตัวเค้ายังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครเลย ได้แต่ช่วยกันบ้าง(ไม่เคยสอดใส่)

    จากที่ลองอ่านๆดู โรคนี้ติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์เท่านั้น
    แต่เราสองคนยังไม่เคยเลย

    พอดีเพิ่งเกิดเรื่อง หนูเลยยังไม่ได้ไปตรวจ แต่กำลังจะไปแล้วค่ะ
    ตอนนี้เลยยังไม่รู้ว่า ตัวหนูเองเป็นหรือไม่เป็น

    เลยอยากจะทราบว่า
    1.ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย มีโอกาสเป็นได้ไหมคะแล้วเป็นได้ไง?
    2.(ถ้าเป็น)ผู้หญิงจะรักษาหายขาดไหมคะ?

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ A girl
      ขอตอบเป็นข้อๆตามที่ถามมานะครับ
      1.ถ้าคุณยืนยันมั่นใจ 100% ว่าคุณและแฟนของคุณไม่เคยมีเพศสัมพันธ์มาก่อนเลยในชีวิต เพราะฉะนั้นผมก็ขอฟันธงว่าแฟนของคุณนั้นไม่ได้เป็นแผลริมอ่อนอย่างแน่นอน เพราะโรคนี้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ต้องไปรับเชื้อมาเท่านั้นถึงจะเป็นได้
      2.จากที่บอกคุณและแฟนของคุณไม่น่าจะเป็นแผลริมอ่อนตามที่ผมอธิบายไว้ในข้อที่่1 ต่อให้คุณเป็นโรคแผลริมอ่อนก็รักษาหายขาดครับไม่ว่าหญิงหรือชาย

      • A girl /

        คือ หมอที่แฟนไปรักษาเขาบอกว่าแฟนเป็นริมอ่อนค่ะ
        แฟนมีอาการเป็นหนองด้วยค่ะ ซึ่งอ่านข้อมูลแล้ว แผลริมอ่อนก็เป็นหนอง แผลเปื่อยๆ เหมือนกัน

        เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็จะไปตรวจแล้วค่ะ จะได้รู้ไปเลยว่าเราเป็นหรือไม่เป็น ให้มั่นใจด้วย
        ขอบคุณคุณหมอมากนะคะ เดี๋ยวจะมาบอกผลอีกที :)

        • Dr.Dragon /

          สวัสดีครับคุณ A girl
          อย่างที่บอกหนะครับว่า โรคแผลริมอ่อน และโรคหนองในนั้นเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่สามารถเกิดขึ้นเองได้ครับ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์เลย ไม่น่าจะเป็นได้ เพราะต้องไปรับเชื้อมาถึงจะเป็นได้ ถ้าจะติดต่อทางการถูๆไถๆกันภายนอก เห็นคุณก็บอกว่าทั้งคู่ไม่มีคนอื่นไม่น่าจะมีเชื้อนี้ได้นะครับ
          อย่างไรเสียก็ไปหาหมอตรวจดูเชื้อเสียเลยก็ดีนะครับโดยเฉพาะแฟนของคุณที่กำลังมีหนองอยู่อย่างนี้ตรวจง่ายครับ แต่สำหรับคุณที่ไม่มีอาการใดๆอาจจะตรวจไม่เจออะไรครับ

  12. คุณหมอค้ะ คือว่าฉันมีเพศสัมพันกะแฟน1วัน ก่อนมีประจำเดือน พอประจำเดือนมา ก็เริ่มมีอาการปัสสาวะแล้วแสบ มีแผลเหมือนร้อนในที่ข้างขวา และข้างซ้ายเล้กน้อย แล้วมันจะเกี่ยวกับผ้าอนามัยมั้ยค้ะ เพราะมีประจำเดือนครั้งนี้ เปลี่ยนแบบของผ้าอนามัยค้ะ แล้วจะใช่โรคแผลริมอ่อนมั้ยค้ะ

    • แล้วเวลาอาบน้ำก็แสบมากๆค้ะๆ จะใช่โรคทางเพศสัมพันธ์ม้ยค้ะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ M.Girl
      การที่จะบอกได้ว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่นั้น หรือเป็นแผลริมอ่อนหรือไม่นั้นคงจะวินิจฉัยจากข้อมูลแค่นี้ไม่ได้หรอกครับ คงต้องใช้การตรวจทางแลปส์เพิ่มครับ เช่นการตรวจเพื่อดูเชื้อก่อโรคจึงจะบอกได้แน่ชัด ไปรพ.หรือสถานพยาบาลที่มีความพร้อมในการตรวจนะครับ ตรวจให้แน่ชัดก่อนการรักษาจะดีที่สุดครับ ขอให้โชคดีครับ

  13. Chocolate sunday /

    สวัสดีค่ะ Dr.Dragon จากที่อ่านมาดูเหมือนจะเป็นโรคแผลริมอ่อน แต่เพื่อความชัวร์อีกนิดจะเรียนถามคุณมา 3วัน รู้สึกปวดประมาณแคมเล็ก โดยเฉพาะเวลาปัสสาวะ ทีแรกคิดว่ามีแผลที่อาจเกิดจากการเกาหรืออับชื้น แต่หลังจากนั้น 1วัน ต่อมน้ำเหลืองบริเวณขาหนีบโตขนาดประมาณหัวแม่มือ เลยสังเกตดูพบว่า มีแผลคล้ายแผลพุพอง คือมีผิวหนังเป็นลักษณะคล้ายมีหนองข้างใน แต่ไม่ใช่ตุ่มน้ำใส ประมาณ 1 ซม.บริเวณแคมเล็กด้านนอก และรู้สึกปวดมากขึ้น จากนั้นมีไข้ต่ำๆ และพบว่ามีแผลลักษณะเดิมเพิ่มขึ้นอีก ขนาดประมาณ 0.5 ซม….น่าจะเป็นโรคอะไรค่ะ แล้วควรจะรักษาอย่างไร แล้วประมาณกี่วันแผลถึงจะหาย ขอบคุณค่ะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณChocolate sunday
      จากที่คุณเล่ามานั้น คือมีแผลที่แคมเล็ก และเริ่มมีต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโตขึ้น อาการแบบนี้มีความเป็นไปได้ที่จะเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์(ไม่ทราบว่าคุณมีความเสี่ยงต่อโรคกลุ่มนี้หรือไม่ครับ) และโรคที่เข้าข่ายว่าอาจจะเป็นได้คือ
      -โรคแผลริมอ่อน
      -โรคซิฟิลิส
      -โรค LGV
      -แผลติดเชื้อแบคทีเรียทั่วไป
      -แผลเริม(แต่คิดถึงน้อย)
      จะเป็นโรคไหนดังที่เอ่ยมาข้างบนนั้นคงต้องใช้การตรวจทางแลปส์ เพิ่มเติม เมื่อพบสาเหตุที่แน่ชัดก็เริ่มรักษาได้เลยถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องจะหายภายใน 2 สัปดาห์ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ไปตรวจเพิ่มเติมที่ รพ.ดูก่อนครับ

  14. My girl /

    สวัสดีค่ะคุณหมอ คือดิฉันได้พบว่าแฟนมีแผลลักษณะเป็นตุ่มหนอง หลังจากที่ได้ผ่านการมีเพศสัมพันธ์ หลังจากนั้นไม่กี่วันดิฉันก็มีอาการคัน และอักเสบบริเวณปากช่องคลอด เลยไปพบหมอ หมอแจ้งว่าเป็นแผลริมอ่อน ให้ยามาทาและกิน คือ ofloxacin, doxycycline,erythromycin,เซวิน ครีม ไม่ทราบว่ามันจะหายหรือไม่คะ และดิฉันควรไปตรวจอะไรเพิ่มอีกหรือไม่ มันเป็นโรคที่อันตรายมากหรือเปล่าคะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ My girl
      จากประวัติที่ให้มานะครับ ไม่เ้ห็นได้บอกว่าตอนที่ไปหาหมอนั้น ได้ทำการตรวจทางแลปส์ไใดๆหรือไม่ครับ เพราะการวินิจฉัย แผลริมอ่อนนั้นที่พอเชื่อถือได้ในระดับหนึ่งนั้น(ดีกว่าการใช้ตาดูเฉยๆ) คือการเอาหนองมาย้อมดูลักษณะของเชื้อโรคหรือการดูสดโดยใช้กล้องจุลทรรศน์ แต่ถ้าให้ผมเดานั้นคาดว่าไม่ได้ตรวจเพราะยาที่คุณให้มานั้นค่อนข้างครอบคลุมหลายอย่าง เหมือนคุณหมอที่คุณไปหานั้นไม่แน่ใจว่าคุณเป็นโรคอะไรกันแน่ ยกตัวอย่างเช่น
      -Ofloxacin สามารถครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียแกรมลบและแกรมบวกบางชนิดบริเวณอวัยวะเพศ รวมทั้งเชื้อก่อโรคแผลริมอ่อนด้วย
      -Doxycycline ครอบคลุมเชื้อหนองในเทียมและ LGV
      -Erythromycin ครอบคลุมเชื้อแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบบางชนิด รวมทั้งเชื้อแผลริมอ่อนด้วย
      -เซวินครีม เป็นยาทาสำหรับแผลเริม
      ดังนั้นตามที่ดูจากยาที่คุณได้มานั้น น่าจะมากเกินไปด้วยซ้ำครับ

      • My girl /

        สวัสดีค่ะ ตอนที่ดิฉันได้ไปพบคุณหมอสูติของโรงพยาบาลเอกชนนั้น ดิฉันมีอาการคัน และปัสสาวะขัด เจ็บบริเวณปากมดลูก สังเกตุดูพบว่ามีลักษณะคล้ายจะเป็นหนองปากช่องคลอดบริเวณด้านขวาบวมคล้ายจะอักเสบค่ะ ซึ่งคุณหมอได้ทำการตรวจโดยการใช้เครื่องมือ และใช้มือคล้ายกับการตรวจภายในทั่ว ๆ ไปค่ะ และแจ้งว่าเป็นลักษณะแผลริมอ่อน โดยจัดยาให้ทาน 3 ตัว และสำหรับทาบริเวณที่เป็นแผลที่ 1 ตัว ซึ่งดิฉันได้ทานยาและทายาติดต่อกันมาเป็นเวา 3 วัน สังเกตุอาการพบว่า มีตุ่มใส ๆ เกิดขึ้นที่อวัยวะเพศด้านนอก และมีแผลตรงบริเวณปากช่องคลอดเพิ่มค่ะ มันจะเป็นอะไรมั้ยคะ ดิฉันควรไปพบหมอเพื่อขอคำปรึกษาเพิ่มเติมหรือไม่ค่ะ พอดีคุณหมอนัดตรวจอีกครั้งวันพฤหัสนี้ค่ะ ดิฉันเป็นกังวลใจมากค่ะ

        • Dr.Dragon /

          สวัสดีครับคุณ My girl
          อาการหนองที่ปากช่องคลอดนั้นยาที่ทานอยู่น่าจะครอบคลุมนะครับ แต่ตุ่มน้ำใสที่เกิดขึ้นใหม่พร้อมกับมีแผลด้วยนี้ อาการเหมือนเป็นเริมนะครับ อย่างไรก็ตามไม่ต้องกังวลมากหรอกครับโรคพวกนี้หายได้ไม่ยากนัก ขอเพียงแต่ไปรักษาให้ต่อเนื่อง อย่าลืมไปตามที่คุณหมอเค้านัดก็แล้วกันนะครับ ช่วงนี้ทานยาทายาไปก่อน อย่าเครียดอย่ากังวลมากเพราะมันจะทำให้แผลและโรคหายช้าได้ครับ ดื่มน้ำมากๆทำความสะอาดบริเวณดังกล่าวให้ดี และงดมีเพศสัมพันธ์ไปก่อนนะครับ ขอให้หายเร็วๆครับ

          • My girl /

            ขอบคุณมากนะคะคุณหมอ

          • Dr.Dragon /

            ยินดีครับคุณ My girl

  15. สวัสดีคะคุณหมอ
    คือเป็นสาวประเภทสอง มีแฟนที่ค่อนข้างเจ้าชู้คะ แต่ตรวจhivแล้วไม่พบนะคะ
    แต่ตอนนี้ อยู่ดีๆมีแผลที่ทวารหนักคะ ที่ร่องทวารหนักเลย แต่ไม่ใช่รูนะคะ เป็นเมื่อมีเพศสัมพันธ์กัน(ทางทวารหนัก) แล้วอีก 2 วันก็เป็น แผลเหมือนถลอกคะ แผลเล็กๆ ถลอกๆ เลือดซิบๆ ก่อนหน้านี้มีตุ่มคัน เลยไปซื้อยามาทา แต่ก้อเผลอมือไปโดน แกะมัน เลยถลอกๆ ไม่แน่ใจว่าจะเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ชนิดใดรึเปล่า และถ้าเราอยากตรวจเลือด ทุกๆโรคเลยของโรคเพศสัมพันธ์เราจะบอกหมอยังไงคะ และมีสถานพยาบาลใดแนะนำ(น้องอยู่กรุงเทพคะ แต่บ้านอยู่ ตจว.) เพราะอ่านๆดู น่ากลัวค่ะ แฟนคนนี้มั่วมากด้วย และทุกโรคมีสิทธิ์หายไปจากร่างกายเราเลยไม๊ค่ะ น้องจะไม่ยุ่งกะใครอีกคะ จะตัดใจจากแฟนคนนี้ด้วย รู้สึกสกปรก
    ขอบพระคุณล่วงหน้าเลยนะคะ คุณหมอ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ funny
      ถ้าต้องการตรวจเลือดเพื่อหาโรคทางเพศสัมพันธ์นั้นทำได้ไม่ยากครับ โรงพยาบาลหรือคลีนิกใหญ่ๆน่าจะสามารถทำได้ทุกที่ แต่การตรวจเลือดนั้นใช้ในการตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้เพียงบางโรคเช่น โรคเอดส์ โรคซิฟิลิส
      โรคไวรัสตับอักเสบบี เป็นต้น แต่โรคบางโรคนั้นใช้ตรวจอย่างอืนเช่น ตรวจจากหนอง ตรวจจากสารคัดหลั่งที่ไหลออกมา ตรวจจากของเหลวที่รอยโรคหรือแผล เป็นต้น ดังนั้นเรื่องแผลที่คุณเป็นอยู่อาจจะเกิดจากการแกะเกาธรรมดาหรือเกิดจากโรคทางเพศสัมพันธ์ก็ได้ครับถ้าจะพิสูจน์ให้แน่ชัดต้องตรวจทางแลปส์ครับ ไม่่ว่าเราจะเป็นผู้หญิงหรือเป็นผู้ชายหรือว่าเป็นสาวประเภทสองนั้น เราต้องเลือกคนที่เราจะมีอะไรด้วยครับ ถ้าใครสำส่อนหรือไม่น่าไว้วางใจว่าปลอดภัยอย่าไปมีอะไรด้วยครับ หรือถ้าจำเป็นต้องมีอะไรกันจริงๆแนะนำให้ใส่ถุงยางอนามัยครับ

  16. สวัสดีคับคุณหมอ คือตอนนี้ผมเป็นริมอ่อนยู่คับแล้วมีแผล ประมาณ 3 แผลเล็กๆที่ปลาย เจ็บมากคับ แล้วมีต่อมน้ำเหลืองโตนิดๆที่ขาหนีบ ทีนี้อยากถามคุณหมอว่า ตอนนี้ผมทาน Ciprofloxacin 500 mg อยู่ตัวเดียวนี่พอไหมคับ ต้องทานยาอะไรเพิ่มอีกไหม ถ้าไม่ต้องเพิ่ม จะให้ทาน Ciprofloxacin 500 mgไปนานแค่ไหนคับ ขอบพระคุณมากๆคับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ OMe
      สำหรับโรคแผลริมอ่อนนั้น ยา Ciprofloxacin ตัวเดียวพอเพียงครับในการรักษา การกินยาแนะนำให้กิน Ciprofloxacin รับประทานครั้งละ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 3 วันครับ

  17. ขอบคุณมากนะคับคุณหมอที่ตอบคำถาม แต่ผมอยากจะรบกวนถามอีกสักหน่อยนะคับ คือ
    1.ตอนนี้ผมทาน Ciprofloxacin 500 mg ครบ 3 วันละ แผลก็แลดูจะดีขึ้นคับ แต่ทำไมเวลาปัสสะวะมันเจ็บบริเวณปลายไอ้ตรงนั้นมากๆเลยคับ แบบนี้ต้องกิน Ciprofloxacin 500 mg เพิ่มได้ไหมคับ ถ้ากินเพิ่มได้ ห้ามกิน Ciprofloxacin 500 mg เกินกี่วันคับที่ถือว่าอันตรายต่อร่างกาย (คือผมเป็นคนขี้กลัวมากๆคับ)
    2.ผมจะใช้ เบตาดีน(ยาแดง)ใส่แผลริมอ่อนได้ไหมคับ คืออยากให้หายไวขึ้นคับ
    3.ตอนนี้ผมเป็นริมอ่อ่นอยู่ ส่วนแฟนผมมีสิทธิ์ไม่เป็นริมอ่อนได้ไหมคับ หรือว่ายังไงก็ต้องเป็น
    (ปล.ขอขอบพระคุณมากๆเลยนะคับ ขอให้คุณหมอเจริญๆ)

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ OMe
      ก่อนอื่นต้องขออภัยด้วยนะครับที่ตอบช้า เพราะช่วงน้ำลด งานยุ่งมาก สำหรับคำถามที่ถามมาผมขอตอบดังนี้นะครับ
      1.กินยา ciprofloxacin ต่อได้ครับ จนกว่าจะหายเจ็บและแผลหาย คือทานสัก 7-10 วันก็ได้
      2.ใช้ยาเบต้าดีนทาร่วมได้ครับ
      3.ถ้าคุณมีเชื้ออยู่แล้วไปร่วมเพศกับแฟน แฟนก็ต้องได้รับเชื้อด้วยแต่จะแสดงอาการเป็นแผลหรือไม่ก็ได้ หรือบางทีเป็นแผลแต่อยู่ในตำแหน่งที่มองไม่เห็นก็ได้ ดังนั้นถ้าเราติดเชื้อยู่ควรงดการมีเพศสัมพันธ์กับผู้อื่นครับ เพื่อป้องกัีนการแพร่กระจายของโรค

  18. ตอนนี้ผมเป็นริมอ่อนมาได้ 5 วันแล้วคับ โดยการกิน Ciprofloxacin 500 mg อยู่ จนแผลเกือบจะหายดีละคับ ตั้งใจว่าจะกินไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายสนิท แต่เมื่อวานมันมีตุ้มน้ำใสๆขึ้นที่อวัยวะเพศ ประมาณสัก 7 ตุ่มติดๆกัน แต่ไม่ขึ้นอะไรที่ปากนะคับ มันใช่เริมหรือเปล่าคับ ถ้าใช่จะรักษายังไงดีคับ Ciprofloxacin 500 mg ช่วยรักษาเริมได้หรือไม่คับ ขอบคุณครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ ธนากร
      อาการตุ่มน้ำใสที่ขึ้นใหม่นี้นั้น น่าจะเป็นเริมนะครับ ยาCiprofloxacin นั้นเป็นยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ช่วยในการรักษาเริมที่เกิดจากเชื้อไวรัสครับ ยาที่ใช้ในการรักษาเริมที่ใช้กันมาก คือยา Acyclovir ทั้งชนิดทาและกินครับ

  19. เด็กบ้านนอก /

    สวัสดีค่ะคุณหมอ ดิฉันมาอากาเจ็บตรงอวัยวะเพศหลังจากมีอะไรกับแฟนค่ะ ขออธิบายเล็กน้อยนะค่ะ แผลจะเป็นแดงนิดหน่อยเหมือนจะอักเสบค่ะ ที่บริเวณแคมในอ่ะค่ะ 2 ข้าง ยางงี้จะรักษายังไงค่ะคุณหมอ จะไปซื้อยาจะบอกร้านอย่างไรดี หรือ ปล่อยให้หายเอง รบกวนคุณหมอช่วยตอบด้วยนะค่ะ
    ขอเพิ่มอีกหน่อย อาการคือ นอกจากแดงแล้วมันยังดูเหมือนจะพองเป็นสีขาวๆนิดหน่อยด้วยค่ะ พอปัสวะจะแสบและเจ็บค่ะ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ เด็กบ้านนอก
      แผลแดงเจ็บเกิดขึ้นหลังจากมีเพศสัมพันธ์ นั้นน่าจะเกิดจากการเสียดสี ถ้าอาการไม่มากคือแดงไม่มากแผลดูไม่ลึก การดูแลจำเพาะที่ที่แผล(ล้างทำความสะอาด)สามารถทำให้แผลหายได้เองครับ เพียงแต่ช่วงนี้ควรงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ก่อนและพยายามดื่มน้ำมากๆ ถ้าจะทายาอาจทาด้วยยาฏิชีวนะชนิดทาสักวันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าแผลหรือการอักเสบจะหายครับ

  20. อยากสอบถามคุณหมอหน่อยคับ
    ผมได้มีเพศสัมพัน โดยไม่ได้ป้องกัน แต่ส่วนใหญ่ผมจะแค่ใช่ปาก แต่ที่สำคํญ เรย อวัยวะเพศของผมมันชอบมีแผลอยุ่เสมอ ไม่ว่าจะใช่แค่ปากรึชักให้ตัวเองมันก็ฉีกขาดเป็นแผลได้ตลอด จนเมื่อวัน ที่ 9/01/2012 ผมมีอาหารหนองในผมจึงไปโรงบาล หมอฉีดยาให้และผมก็มีแผลที่อวัยวะเพศด้วย ให้หมอดูหมอบอกเดียวยาที่หมอฉีดให้ เข็มเดียวก็เอาอยุ่ แต่วันรุ่งขึ้นผมก็ไปหาหมออีกเพระาตาผมอักเสบเจํบมากบวมแดงและมีน้ำตาไหลตลอดเวลา บวกกับแผลนั้นเริ่มแดงขึ้นเหมือนมีสีเลือดหมอดูและบอกน่าจะเป็นผลริมอ่อนรึ แผลริ่มแข็ง ตอนน้ได้ยา doxycycline มากินอีก15วัน จนวันนี้วันที่ 15/01/2012 แผลและหนองในยังไม่หายตาที่ได้ยามาหยอดก็ยังไม่หาย แต่กลับเจ็บตาเพิ่มอีก 1 ข้างด้วย อยากทราบว่าผมต้องทำอย่างไรคับผมถึงจะหายได้

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณ เด็กบ้านนอก
      การมีท่อปัสสาวะอักเสบเป็นหนองอาจจะเป็นหนองในได้และถ้าคุณไม่ระวังป้ายเชื้อเข้าที่ตาก็สามารถทำให้เกิดตาอักเสบจากเชื้อหนองในได้ครับ ไม่ทราบว่าคุณมีอาการข้ออักเสบร่วมด้วยหรือไม่ครับเพราะ ถ้ามี ข้ออักเสบ ท่อปัสสาวะอักเสบ และเยื่อบุตาอักเสบ อาจจะเป็นโรคที่เรียกว่า Reiter syndrome แต่อย่างไรก็ตามแม้ว่าเป็นโรคนี้การรักษาคือการรักษาตามอาการและรักษาการติดเชื้อที่เกิดขึ้นนั้นด้วยครับ
      สำหรับกรณีของคุณนั้นผมอาจจะเพิ่มยาอักเสบฆ่าเชื้ออีกตัวหนึ่งคือ Ciprofloxacin 500 mg ทาน ครั้งละหนึ่งเม็ด วันละสองครั้งเช้าเย็น (ถ้าคุณไม่เคยแพ้ยานี้มาก่อนนะครับ) ทานร่วมกับ Doxycycline ที่คุณหมอเขาจัดให้นั่นแหละครับจนกว่าจะหาย และควรทานน้ำมากๆในช่วงนี้

  21. สวัสดีครับ อยากสอบถามครับ

    1.คือตอนนี้เป็นแผลที่อวัยวะเพศซึ่งเจ็บและมีหนอง โดยก่อนที่เป็นแผล ผมจะรู้สึกคันและแสบโดยที่อาการนี้ก็เป็นที่นิ้วโป้งผมเช่นกัน คือมีอาการคันใต้ผิวหนังและเริ่มแสบบวม พอเกาเลยเป็นแผล รวมทั้งยังเป็นร้อนในที่ปากด้วยพร้อมกัน

    โดยก่อนหน้าที่จะเป็นก็ไม่ได้ไปมีอะไรกับใครครับ แต่ผมสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะแพ้ยา เนื่องจากวันที่เป็นนั้นได้กินยาชุดไป(ยาคลายกล้ามเนื้อ)เพราะปวดหลังไม่ทราบว่าเกี่ยวไหมครับ

    2. แผลที่อวัยวะเพศผมทำไงถึงจะหายครับ มียากินหรือทาที่ใช้ได้ไหมครับ
    (ไม่กล้าไปหาหมอครับ)

    ขอบคุณครับ

    • Dr.Dragon /

      สวัสดีครับคุณFAT
      จากประวัติที่เล่ามาผมก็คิดว่าน่าจะเกิดจากการแพ้ยาครับ การแพ้ยาบางตัวสามารถทำให้เกิดอาการเป็นแผลพุพองที่อวัยวะเพศ ช่องปากและอวัยวะผิวหนังส่วนอื่นๆได้ด้วย การรักษาที่ควรทำคือ
      -หยุดยาที่คิดว่าเป็นต้นเหตุให้หมดโดยทันที
      -ทานยาแก้แพ้ที่เหมาะสม แนะนำให้ไปหาแพทย์ให้สั่งให้ครับ
      -ทำความสะอาดบริเวณที่เกิดแผลพุพองให้ดี ทาด้วยยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำเติมครับ
      -งดการมีเพศสัมพันธ์สักระยะจนกว่าแผลจะหาย ห้ามเอาสิ่งที่ไม่สะอาดมาพอกมาทาครับ

Leave a Reply

*