อย่ากลัวไข้หวัดใหญ่จนลืม….โรคไข้เด็งกิ่ว และไข้เลือดออกเด็งกิ่ว
Aug 14

จากกระแสการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ในตอนนี้ ทำให้คนบางกลุ่มลืมนึกถึงโรค โรคหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทยอยู่ทุกๆ ปี และมีการระบาดเป็นหย่อมๆ ทั่วทั้งประเทศทั้งปี โรคนั้นคือ โรคไข้เด็งกิ่ว และไข้เลือดออกเด็งกิ่ว โรคนี้ก็จัดเป็นโรคระบาดที่สำคัญโรคหนึ่งในประเทศของเรา โรคระบาดนั้นหัวใจในการลดความรุนแรงของการระบาดและลดอัตราการตายของประชากรก็คือ การเรียนรู้ทำความเข้าใจในโรคนั้นๆ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องโรคนี้ให้ฟังกันครับ
โรคไข้เด็งกิ่วและโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว

เป็นโรคไข้เฉียบพลันที่พบมากในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร เกิดจากเชื้อไวรัส ใน Genus Flavivirus family ซึ่ง Flaviviridae มี 4 serotype และในแต่ละ serotype นั้นไวรัสมีความแตกต่างกันมากพอ จนภูมิต้านทานของร่างกายของเราที่มีต่อในแต่ละ serotype นั้น ไม่สามารถป้องกันเชื้อใน serotype อื่นๆ ได้ และในการระบาดแต่ละครั้ง สามารถระบาดโดยเชื้อหลายๆ serotype ได้ โรคนี้แพร่ระบาดสู่มนุษย์โดยมียุงเป็นตัวกลาง คือยุงชนิด Aedes aegypti (พบมากกว่า) และ Aedes albopictus (พบน้อยกว่า) ยุงทั้งสองชนิดนี้ออกหากินกลางวัน การระบาดของโรคนี้ไม่เหมือนโรคมาเลเรียตรงที่ว่าโรคนี้ระบาดทั้งในเมืองและในชนบท แต่มาเลเรีย ระบาดเฉพาะในป่าและชนบทที่ห่างไกล

อาการของโรค
มีอาการดังนี้
- อาการไข้สูงมากอย่างเฉียบพลัน
- มีอาการปวดหัว ปวดกระดูก ปวดตามข้อ อย่างมาก (Break bone fever)
- ระยะหลังๆ จะเริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นคือจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง (Pethichiae) มักเกิดขึ้นที่ขาส่วนล่าง และหน้าอก ก่อน ในบางคนก็มีผื่นกระจายทั้งตัวเลยก็ได้
- บางรายมีอาการแบบกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วยได้ เช่นมีอาการ ปวดท้อง อาเจียน คลื่นไส้ หรือแม้แต่ท้องเสีย บางรายมีอาการปวดท้องเพราะมีการบวมที่ตับ
คนไข้บางรายมีอาการน้อยมากและไม่มีผื่นขึ้นทำให้ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่สามารถแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้โดยการผ่านทางยุง หรือให้เลือดแก่ผู้อื่น แต่ระยะแพร่โรคได้คือระยะที่คนไข้ยังมีไข้อยู่เท่านั้น
ตามปกติโรคนี้จะมีไข้ประมาณ 6-7 วัน โดยระยะท้ายของไข้อาจมีไข้สูงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และยอดของไข้จะไม่สูงมากเหมือนยอดแรกที่เป็นไข้ เราเรียกรูปแบบของไข้แบบนี้ว่า ไข้สองยอด (Biphasic Pattern) และคนไข้จะมีเกล็ดเลือดลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงระยะที่พ้นระยะไข้เกล็ดเลือดจึงหยุดลด ในรายที่เป็นโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว จะมีไข้สูงมาก และเกล็ดเลือดจะลดต่ำมาก จนเลือดออกได้เองโดยไม่มีบาดแผล เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น และจะมีเลือดเข้มข้นขึ้นเรียกว่า ภาวะ Haemoconcentration มีคนไข้จำนวนไม่มากนัก ที่เกิดภาวะที่รุนแรงคือมีอาการ ช็อค เรียกว่า Dengue Shock syndrome
สรุปก็คืออาการของโรคอาจจะเป็นไปได้ 3 รูปแบบ คือ
- ไข้เด็งกิ่ว ( Dengue fever ) คนไข้พวกนี้มีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง มักไม่ต้องนอน รพ.
- ไข้เลือดออกเด็งกิ่ว ( Dengue haemorragic fever ) พวกนี้มีอาการรุนแรงขึ้น มีลักษณะที่จะมีเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำลงมาก
- Dengue shock Syndrome คนไข้พวกนี้อาการรุนแรงมาก มีอาการช็อค (ความดันต่ำมาก) เนื่องจากมีการสูญเสียสารน้ำในหลอดเลือด ไปสู่ส่วนของร่างกายที่เรียกว่า 3 rd space
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคนี้ ใช้อาการและข้อมูลทางคลินิก เป็นหลักในการวินิจฉัย คือ การมีไข้ โดยที่ไม่พบแหล่งของการติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุให้เห็นอย่างชัดเจน การมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง การมีเกล็ดเลือดต่ำ การมีเม็ดเลือดขาวต่ำ
สิ่งที่ต้องระวังก็คือ
โรคตับระยะสุดท้ายอาจบดบังโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว หรือโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่วอาจจะบดบังโรคตับระยะสุดท้าย เพราะอาการและข้อมูลทางคลินิกจะคล้ายกัน
อาการที่สำคัญของ โรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว
- มีไข้ ปวดหัวมาก มึนหัวมาก เบื่ออาหาร
- มีลักษณะบ่งชี้แนวโน้มที่จะมีเลือดออก เช่น มี Touniquet Test เป็นบวก, มีรอยฟกช้ำได้ง่าย มีเลือดออกที่บริเวณเซลล์เยื่อบุ เหงือก จุดที่ได้รับการฉีดยา หรืออาจจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดได้
- มีเกล็ดเลือดต่ำ โดยต่ำกว่า 100,000 /ml หรือ เกล็ดเลือดน้อยกว่า 3 ตัวใน 1 High Power Field
- มีลักษณะบ่งชี้ว่ามี พลาสมา รั่วออกจากหลอดเลือด เช่น Hct. มากกว่า 20% ของค่าที่คาดเอาไว้ หรือค่า Hct ลดลง มากกว่า 20% หลังจากให้สารน้ำทางเส้นเลือด, การมีสารน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, การมีสารน้ำในช่องท้อง, การมีโปรตีนในเลือดต่ำ
- มีอาการแบบไข้สมองอักเสบ
อาการที่บ่งชี้ภาวะ Dengue Shock Syndrome
- มีชีพจรเต้นเบาและเร็ว
- มี Pulse Pressure แคบ
- มีผิวหนังเย็น และกระวนกระวาย
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ
การตรวจที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้คือ
- Rapid diagnostic test kit การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำน้อย, สามารถแยกได้ว่า เป็น Primary or Secondary Infection ได้
- Serology and PCR ( Polymerase Chain Reaction ) ผลแน่นอนกว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า
การรักษา
การรักษาหลักๆ คือการรักษาตามอาการประคับประคองอย่างใกล้ชิด และพยายามทำให้ร่างกายไม่ขาดสารน้ำ โดยการทานน้ำให้มากเพียงพอ (ถ้าทานได้ ) ถ้าทานไม่ได้ ก็ควรให้สารน้ำทางเส้นเลือด เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ ภาวะเลือดเข้มข้น และภาวะช็อค น้อยรายที่มีความจำเป็นในการที่จะต้องให้เกล็ดเลือดทดแทน (มักให้ถ้าเกล็ดเลือดต่ำกว่า 20,000/ml หรือมีภาวะถ่ายอุจจาระดำที่บ่งชี้ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร )
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ในกลุ่ม Aspirin หรือ NSAIDS ในคนไข้ที่สงสัยจะเป็นโรคนี้ เพราะอาจจะทำให้เกิด ภาวะเลือดออกง่ายได้มากขึ้น
การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค
- กำจัดตัวกลางของโรค เช่นการทำลายยุงและลูกน้ำยุง และแหล่งเพาะพันธุ์ของมัน
- ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
- เมื่อพบผู้ป่วยในชุมชนต้องรีบประชาสัมพันธ์ ให้คนในชุมชนได้รับทราบและร่วมมือกันป้องกันการแพร่กระจายของโรค


คลิกที่นี่ เพื่อสมัครรับข่าวจากเรา