<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>medicareZine.comDr.Zine</title>
	<atom:link href="http://medicarezine.com/author/admin/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://medicarezine.com</link>
	<description>The destiny we care...</description>
	<lastBuildDate>Wed, 21 Jul 2010 05:55:04 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.2</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โบท็อกซ์ (Botox) ช่วยผ่อนคลายความเจ็บในผู้ป่วยบางราย</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/06/botox-eases-nerve-pain/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/06/botox-eases-nerve-pain/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 14 Jun 2010 04:28:34 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[เทคโนโลยีการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Botox]]></category>
		<category><![CDATA[Botulinum]]></category>
		<category><![CDATA[Nerve]]></category>
		<category><![CDATA[Thoracic Outlet Syndrom (TOS)]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[โบทูลินัม]]></category>
		<category><![CDATA[โบท็อกซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=1030</guid>
		<description><![CDATA[หลายๆ ท่านโดยเฉพาะคุณผู้หญิงคงจะรู้จักโบท็อกซ์กันอย่างดี โบท็อกซ์ (Botox)  ถูกใช้กันในวงการเสริมความงามของใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายมาได้สัก 2-3 ปีแล้ว

ตัวมันเองเป็นพิษชนิดหนึ่งเรียก ว่า พิษโบทูลินัม (Botulinum Toxin) ซึ่งสกัดจากแบคทีเรียที่ปล่อยสารพิษนี้ออกมา ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษขึ้นได้ พิษนี้มีผลทำให้เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อบางบริเวณอ่อนแรงลง หรือเป็นอัมพาต ด้วยเหตุนี้มันจึงอาจถูกใช้เพื่อทำประโยชน์อย่างอื่น นอกจากด้านความงามก็เป็นได้]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">หลายๆ ท่านโดยเฉพาะคุณผู้หญิงคงจะรู้จักโบท็อกซ์กันอย่างดี <strong>โบท็อกซ์ (Botox)</strong> ถูกใช้กันในวงการเสริมความงามของใบหน้าของคุณผู้หญิงทั้งหลายมาได้สัก 2-3 ปีแล้ว</p>
<p style="text-align: justify">ตัวมันเองเป็นพิษชนิดหนึ่งเรียกว่า พิษโบทูลินัม (Botulinum Toxin) ซึ่งสกัดจากแบคทีเรียที่ปล่อยสารพิษนี้ออกมา ทำให้เกิดอาหารเป็นพิษขึ้นได้ พิษนี้มีผลทำให้เส้นประสาทหรือกล้ามเนื้อบางบริเวณอ่อนแรงลง หรือเป็นอัมพาต ด้วยเหตุนี้มันจึงอาจถูกใช้เพื่อทำประโยชน์อย่างอื่น นอกจากด้านความงามก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify">นักวิจัยจากสถาบัน John Hopkins ได้พบว่าผู้ป่วยที่มีความเจ็บปวดหรืออ่อนแรงของเส้นประสาทกดทับที่เรียกว่า T<strong>horacic Outlet Syndrom (TOS)</strong> ซึ่งมีประมาณ 8% ของประชากรในสหรัฐอเมริกา สามารถลดความเจ็บปวดดังกล่าวได้ ด้วยการรับการฉีดโบท็อกซ์ปริมาณน้อยที่กล้ามเนื้อบริเวณลำคอ</p>
<p style="text-align: justify">TOS มีสาเหตุมาจากการที่เส้นประสาทในส่วนบริเวณลำคอส่วนล่างถูกกดทับ อาการมักจะเริ่มต้นที่ลำคอหรือศีรษะ และมีแนวโน้มกระจายลงไปยังแขน ทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ชา และอาจทำให้แขน ขา อ่อนแรงได้ ต้นเหตุของโรคส่วนใหญ่มาจากการบาดเจ็บ อันเนื่องจากอุบัติเหตุรถจักรยานยน์ แต่ก็อาจจะเกิดจากการนั่งผิดท่า ที่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานก็เป็นได้</p>
<p style="text-align: justify">นักวิจัยได้ทดลองฉีดโบท็อกซ์ให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่ง โบท็อกซ์ได้ช่วยลดความเจ็บปวดในช่วงระยะเวลา 2 เดือนแรก และยังคงมีผลช่วยลดความเจ็ปปวดได้ 29% หลังจากเข้าสู่เดือนที่ 3 แต่อย่าเพิ่งดีใจไป เพราะนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น ผลของโบท็อกซ์เป็นเพียงผลชั่วคราวเท่านั้น ผู้ป่วยบางรายสามารถเข้ารับการฉีดโบท็อกซ์ซ้ำได้อีก แต่บางรายร่างกายได้สร้างแอนตีบอดี (Antibody) ซึ่งมีผลทำให้โบท็อกซ์ไม่สามารถยับยั้งความเจ็บปวดได้อีกต่อไป</p>
<p style="text-align: justify">การฉีดโบท็อกซ์เพื่อระงับอาการเจ็บปวดจาก TOS นั้นจะต้องทำโดยมีเครื่อง CT Scan เข้าช่วย มิฉะนั้นจะเกิดอันตรายกับผู้ป่วยได้</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://esciencenews.com/articles/2010/06/10/botox.eases.nerve.pain.certain.patients" target="_blank">esciencenews.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/06/botox-eases-nerve-pain/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เหลียวมองบริการและการดูแลสุขภาพในคิวบา</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/05/eyes-on-cuban-health-care/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/05/eyes-on-cuban-health-care/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 01 May 2010 13:44:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คิวบา]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=1020</guid>
		<description><![CDATA[หลายคน คงรู้จักและเคยได้ยินชื่อประเทศคิวบากันมานานแล้ว โดยเฉพาะรู้จักกันดีในการด้านการปกครองด้วยระบบเผด็จการฟิเดล คาสโตร (ตามที่มหาอำนาจเขาประโคมข่าวให้เราได้ยินและให้เชื่อ) แต่เมื่อโลกเจริญขึ้นและแคบลงพร้อมกัน ความจริงก็เริ่มปรากฎ (มาหลายปีแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้) คิวบาเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ หลายคนชักไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ วันนี้เรามีข่าวอีกด้านของคิวบามาบอกให้ทราบ

พอล เดรน นักฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยแสตนดฟอร์ด ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Wired.com เกี่ยวกับการเปรียบเทียบบริการด้านสุขภาพ ของประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศคิวบาว่า]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">หลายคนคงรู้จักและเคยได้ยินชื่อประเทศคิวบากันมานานแล้ว โดยเฉพาะรู้จักกันดีในการด้านการปกครองด้วยระบบเผด็จการฟิเดล คาสโตร (ตามที่มหาอำนาจเขาประโคมข่าวให้เราได้ยินและให้เชื่อ) แต่เมื่อโลกเจริญขึ้นและแคบลงพร้อมกัน ความจริงก็เริ่มปรากฎ (มาหลายปีแล้ว แต่คนไทยส่วนใหญ่ก็ยังไม่รู้) คิวบาเป็นเผด็จการจริงหรือไม่ หลายคนชักไม่แน่ใจ แต่ที่แน่ๆ วันนี้เรามีข่าวอีกด้านของคิวบามาบอกให้ทราบ</p>
<p style="text-align: justify">พอล เดรน นักฟิสิกส์ของมหาวิทยาลัยแสตนดฟอร์ด ได้ให้สัมภาษณ์นิตยสาร Wired.com เกี่ยวกับการเปรียบเทียบบริการด้านสุขภาพ ของประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศคิวบาว่า</p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-1020"></span></p>
<p style="text-align: justify">ถึงแม้ว่าคิวบาจถูกคว่ำบาตรด้านการค้าโดยสหรัฐอเมริกามาถึง 50 ปี หนำซ้ำยังเผชิญกับการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ที่เป็นผู้สนับสนุนรายใหญ่อีกด้วย กระนั้นก็ตามคิวบายังมีสถิติ<strong>ประชากรอายุยืนเฉลี่ยสูงถึง 77.5 ปี</strong> เทียบกับสหรัฐอเมริกาที่ประชากรมีอายุยืนเฉลี่ย 78.1 ปี ซึ่งถือว่าไม่ห่างกันมากนัก แถมอัตราการรอดชีวิตของทารกแรกเกิด ก็ยังสูงกว่าสหัรัฐอเมริกาอีกด้วย</p>
<p style="text-align: justify">นอกจากนี้คิวบายังมีตัวเลขด้านสุขภาพอื่นๆ ที่ดีอีกหลายอย่างเช่น คนคิวบา<strong>มีค่าใช้จ่ายด้านดูแลสุขภาพแต่ละปีประมาณ $300 ต่อปี</strong> (เทียบกับ $7,000 ต่อปีของสหรัฐอเมริกา), <strong>มีจำนวนแพทย์ 1 คนต่อประชากร 170 คน</strong> (สูงกว่าสหรัฐอเมริกา มากกว่า 2 เท่า)</p>
<p style="text-align: justify">หากท่านอยากรู้ว่าคิวบาทำอย่างไรจึงดูแลประชากรได้ดีขนาดนั้น สามารถอ่านได้ที่ <a title="What Cuba Can Teach About Health Care" href="http://www.wired.com/wiredscience/2010/04/cuban-health-lessons/" target="_blank">wired.com</a></p>
<p>ที่มา: <a title="What Cuba Can Teach About Health Care" href="http://www.wired.com/wiredscience/2010/04/cuban-health-lessons/" target="_blank">wired.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/05/eyes-on-cuban-health-care/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เตือน ให้ระวังผลิตภัณฑ์ย้อมผมอันตราย</title>
		<link>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 02 Mar 2010 18:08:04 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Hair Transplant]]></category>
		<category><![CDATA[พาราฟินิลีนไดอะมีน]]></category>
		<category><![CDATA[ยาย้อมผม]]></category>
		<category><![CDATA[หนังศีรษะอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[เรซอซินนอล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=980</guid>
		<description><![CDATA[กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยปี 2552 ตรวจพบผลิตภัณฑ์ย้อมผมไม่เข้ามาตรฐาน ร้อยละ 18 ส่วนใหญ่มีสาระสำคัญคือ สารพาราฟินิลีนไดอะมีน และเรซอซินนอล ซึ่งจัดเป็นสารควบคุมปริมาณการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเคริ่งสำอาง ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 162ง ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 โดยสารดังกล่าวมีฤทธ์ก่อให้เกิดการแพ้ทำให้หนังศีรษะอักเสบ พร้อมแนะนำให้สังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง
นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมผมเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนสีผมเป็นแฟชั่น ซึ่งหากขาดความระมัดระวังในการใช้อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมี 3 ประเภท คือ ชนิดใช้ย้อมชั่วคราว ชนิดกึ่งถาวร และชนิดถาวร


ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด คือ ชนิดถาวร เนื่องจากเห็นผลเร็ว สีติดทนนาน 4-6 สัปดาห์ ไม่ต้องย้อมบ่อยและให้ระดับสีตามต้องการได้ ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดนี้มีส่วนประกอบสำคัญส่วนใหญ่ คือ สีออกซิเดชั่น หรือที่เรียกว่าสีพารา หรือสารพาราฟินิลีนไดอะมีน (p-Phenylenediamine) และเรซอซินอล (Resorcinol) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในสภาวะที่เป็นด่าง [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เผยปี 2552 ตรวจพบผลิตภัณฑ์ย้อมผมไม่เข้ามาตรฐาน ร้อยละ 18 ส่วนใหญ่มีสาระสำคัญคือ สาร<strong>พาราฟินิลีนไดอะมีน </strong>และ<strong>เรซอซินนอล</strong> ซึ่งจัดเป็นสารควบคุมปริมาณการใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องกำหนดชื่อและปริมาณของวัตถุที่อาจใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตเคริ่งสำอาง ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 125 ตอนพิเศษ 162ง ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2551 โดยสารดังกล่าวมีฤทธ์ก่อให้เกิดการแพ้ทำให้<strong>หนังศีรษะอักเสบ</strong> พร้อมแนะนำให้สังเกตฉลากผลิตภัณฑ์ ปฏิบัติตามคำแนะนำ และทดสอบการแพ้ก่อนใช้ทุกครั้ง</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์จักรธรรม ธรรมศักดิ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เปิดเผยว่า ปัจจุบันผลิตภัณฑ์สำหรับย้อมผมเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย ผู้บริโภคส่วนใหญ่มักใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ชอบเปลี่ยนสีผมเป็นแฟชั่น ซึ่งหากขาดความระมัดระวังในการใช้อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพได้ โดยทั่วไปผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดจะมี 3 ประเภท คือ ชนิดใช้ย้อมชั่วคราว ชนิดกึ่งถาวร และชนิดถาวร</p>
<p style="text-align: justify"><span id="more-980"></span></p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ที่คนไทยนิยมใช้มากที่สุด คือ ชนิดถาวร เนื่องจากเห็นผลเร็ว สีติดทนนาน 4-6 สัปดาห์ ไม่ต้องย้อมบ่อยและให้ระดับสีตามต้องการได้ ผลิตภัณฑ์ย้อมผมชนิดนี้มีส่วนประกอบสำคัญส่วนใหญ่ คือ <strong>สีออกซิเดชั่น</strong> หรือที่เรียกว่าสีพารา หรือสารพาราฟินิลีนไดอะมีน (<strong>p-Phenylenediamine</strong>) และ<strong>เรซอซินอล</strong> (<strong>Resorcinol</strong>) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดสีในสภาวะที่เป็นด่าง โดยใช้แอมโมเนียปรับสภาพความเป็นกรด-ด่าง และช่วยให้สีซึมผ่านเข้าสู่เส้นผมดีขึ้น ทั้งนี้ในทางตรงกันข้ามพาราฟินิลีน ไดอะมีนมีฤทธิ์ก่อให้เกิดการแพ้ ทำให้หนังศีรษะอักเสบ</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภคให้มีความปลอดภัยจากการใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม ในปี พ.ศ.2552 ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดย กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย ได้รับตัวอย่างผลิตภัณฑ์ย้อมผมเคลือบผม เพื่อทดสอบเอกลักษณ์ หาปริมาณสารย้อมผมและสารเคลือบผม รวม 78 ตัวอย่าง จำแนกเป็นผลิตภัณฑ์ย้อมผม 67 ตัวอย่าง และผลิตภัณฑ์เคลือบผม 11 ตัวอย่าง ผลการทดสอบพบว่า เข้ามาตรฐาน 61 ตัวอย่าง (ร้อยละ 78.2) ไม่เข้ามาตรฐาน 14 ตัวอย่าง (ร้อยละ 18) และไม่สามารถสรุปผลได้ 3 ตัวอย่าง (ร้อยละ 3.8) เนื่องจากฉลากไม่ระบุปริมาณสารสำคัญ จึงไม่สรุปตามเกณฑ์ยอมรับค่าคลาดเคลื่อนของปริมาณสารสำคัญ ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 14 ) พ.ศ.2536</p>
<p style="text-align: justify">ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ย้อมผมที่ไม่เข้ามาตรฐาน เนื่องจากพบสารห้ามใช้ 2 ตัวอย่าง ตรวจไม่พบสารสำคัญที่ระบุในฉลาก 3 ตัวอย่างปริมาณสารสำคัญต่ำกว่าเกณฑ์ยอมรับค่าคลาดเคลื่อน 6 ตัวอย่าง และปริมาณสารสำคัญเกินกำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข 3 ตัวอย่าง</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">ดังนั้น ผู้บริโภคควรให้ความสำคัญต่อการเลือกซื้อและใช้ผลิตภัณฑ์ย้อมผม โดยก่อนซื้อควรตรวจสอบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นมีฉลากภาษาไทย ระบุชื่อ ประเภทเครื่องสำอาง ส่วนประกอบสำคัญ ผู้ผลิต สถานที่ผลิต วัน เดือน ปีที่ผลิต คำเตือนบนกล่อง วิธีใช้ มีเลขทะเบียนหรือไม่ และที่สำคัญควรทดสอบการแพ้ก่อนใช้ตามฉลากทุกครั้ง ปฎิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ควรทิ้งช่วงเวลาในการย้อมผมให้นานกว่า 2 เดือน และไม่ใช้ติดต่อเป็นเวลานาน</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ย้อมผม สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กองเครื่องสำอางและวัตถุอันตราย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โทร. 0-2951-0000 ต่อ 99495 -6 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคทั้ง 14 แห่ง รวมทั้งสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.moph.go.th/index.php" target="_blank">กระทรวงสาธารณสุข</a></p>
<p>หมายเหตุ:</p>
<ul>
<li>ยาย้อมผมชนิดสีติดถาวร: เมื่อย้อมแล้ว สระผมสีก็ไม่หลุดออก จนกว่าผมจะงอกขึ้นมาใหม่</li>
<li>ยาย้อมผมชนิดติดสีกึ่งถาวร: มักจะผสมอยู่ในแชมพูสระผม สีจะอยู่ได้ชั่วคราว จนถึงเมื่อมีการสระผมใหม่</li>
<li>ยาย้อมผมติดสีชั่วคราว: มักจะผสมในน้ำมันใส่ผมชายประเภทครีม  สีย้อมผมจะหลุดออกเมื่อสระหรือเปียกน้ำ</li>
</ul>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2010/03/med-sci-warn-hair-transplant/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระทรวงสาธารณสุข พบปลาร้าตลาดไทปนเปื้อนยาฆ่าแมลง</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 20 Dec 2009 12:55:17 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาร้า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=937</guid>
		<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุขเผยตรวจ "ปลาร้า" ที่ขายตลาดไท เจอปนเปื้อนยาฆ่ายาแมลง 7 ตัวอย่างจาก 26 ตัวอย่าง  อย.เตรียมเรียกสอบผู้ผลิต-เจ้าของตลาด แนะติดฉลากบอกที่มา เล็งเสนอเป็นอาหารควบคุม

เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว หลังจากเก็บตัวอย่างปลาร้าจาก ตลาดไทจำนวน 26 ตัวอย่าง เพื่อมาตรวจสอบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชุดทดสอบให้ผลเป็นบวก เมื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกรมมหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสารกำจัดศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงในปราร้า 7 ตัวอย่าง เป็นออร์กาโนฟอสเฟต 6 ตัวอย่าง และคาร์บาเมต 1 ตัวอย่าง]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">กระทรวงสาธารณสุขเผยตรวจ &#8220;<strong>ปลาร้า</strong>&#8221; ที่ขายตลาดไท เจอปนเปื้อนยาฆ่ายาแมลง 7 ตัวอย่างจาก 26 ตัวอย่าง  อย.เตรียมเรียกสอบผู้ผลิต-เจ้าของตลาด แนะติดฉลากบอกที่มา เล็งเสนอเป็นอาหารควบคุม</p>
<p style="text-align: justify">เมื่อเวลา 17.40 น. วันที่ 18 ธันวาคม นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าว หลังจากเก็บตัวอย่าง<strong>ปลาร้า</strong>จากตลาดไทจำนวน 26 ตัวอย่าง เพื่อมาตรวจสอบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม ที่ผ่านมาปรากฏว่าชุดทดสอบให้ผลเป็นบวก เมื่อส่งตรวจห้องปฏิบัติการของกรมมหาวิทยาศาสตร์การแพทย์ พบสารกำจัดศัตรูพืช หรือยาฆ่าแมลงในปราร้า 7 ตัวอย่าง เป็น<strong>ออร์กาโนฟอสเฟต</strong> 6 ตัวอย่าง และ<strong>คาร์บาเมต</strong> 1 ตัวอย่าง</p>
<p style="text-align: justify">รมช.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า ยาฆ่าแมลงที่ตรวจพบค่าสูงสุดอยู่ที่ 8.06 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม หรือ 8-06 ไมโคกรัม ดังนั้น อย.จะอายัดปลาร้าทั้ง 7 รายการ จาก 7 ร้านค้าส่งเอาไว้ก่อน จากนั้นจะตรวจซ้ำอีกครั้ง หากพบว่ามีการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงจะสั่งเก็บเพื่อนำปลาร้าทั้งหมดมาทำลายทันที แม้จะพบในปริมาณที่มากหรือน้อยก็ไม่ควรบริโภคเพราะตามหลักไม่ควรพบยาฆ่าแมลง ในปลาร้า</p>
<p style="text-align: justify">ด้าน นพ.พิพัฒน์ ยิ่งเสรี เลขาธิการ<strong>คณะกรรมการอาหารและยา (อย.)</strong> กล่าวว่าหลังตรวจพบการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงในปลาร้า อย.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงตรวจสอบจังหวัดต้นทางที่ <strong>จ.ชัยนาท นครสวรรค์ และอุบลราชธานี</strong> เบื้องต้นจากการตรวจด้วยชุดทดสอบมีการปนเปื้อนยาฆ่าแมลง 7 โรง จาก 9 โรง และ จ.อุบลราชธานี ก็พบเช่นกัน ส่วน จ.นครสวรรค์ กำลังรอผลอยู่</p>
<p style="text-align: justify">&#8220;จากการสอบถามผู้ผลิตทราบว่ารับปลามาจาก 3 แหล่ง คือ ซื้อปลาจากในพื้นที่มาผลิต ซื้อปลามาจากเขมร และซื้อปลาจากตลาดไทไปผลิตปลาร้าหลังจากมาส่งปลาร้าให้พ่อค้าแม่ค้า ดังนั้นจะต้องตรวจสอบต่อไปว่าการปนเปื้อนยาฆ่าแมลงเกิดขึ้นตรงจุดใด โดยจะตรวจข้าวคั่ว และเกลือด้วย เพราะเท่าที่ได้รับรายงานเบื้องต้นและตรวจจากชุดทดสอบ<strong>พบยาฆ่าแมลงในข้าวคั่ว ที่นำมาผลิต</strong>&#8221; นพ.พิพัฒน์ กล่าว</p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/12/moph-found-pesticide-in-food-2009-12-18/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 01 Dec 2009 16:16:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Aids]]></category>
		<category><![CDATA[AZT]]></category>
		<category><![CDATA[CD4]]></category>
		<category><![CDATA[GPO-VIR]]></category>
		<category><![CDATA[GPO-VIR Z]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>
		<category><![CDATA[Tenofovir]]></category>
		<category><![CDATA[Zidovudine]]></category>
		<category><![CDATA[จอห์นสัน ซินโดรม]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีโอเวียร์]]></category>
		<category><![CDATA[จีพีโอเวียร์ ซี]]></category>
		<category><![CDATA[ซิโดวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[ตับอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ทินอฟโฟเวียร์]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำตาลในเลือดสูง]]></category>
		<category><![CDATA[ลามิวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[สตาวูดีน]]></category>
		<category><![CDATA[เนวิราพีน]]></category>
		<category><![CDATA[เอชไอวี]]></category>
		<category><![CDATA[เอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[เอแซทที]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=928</guid>
		<description><![CDATA[ระทรวงสาธารณสุขไทย พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยาเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม เพราะได้ผลดีมาก ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ไทย พร้อมปรับยาสูตรใหม่รักษาเอดส์ตามที่องค์การอนามัยโลกแนะ แบบค่อยเป็นค่อยไป</strong></p>
<p style="text-align: justify">กระทรวงสาธารณสุขไทย พร้อมปรับการรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี (HIV) โดยในปี 2553 จะเริ่มให้ยาเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ ซึ่งมีร้อยละ 0.7 จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป ยึดตามมติคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่เดือนธันวาคมนี้เป็นต้นไป จะเริ่มปรับการให้ยาต้านไวรัส 2 สูตร เมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์ขึ้นไป และให้ลูกกินนมผสมแทนนมแม่หลังคลอดนาน 18 เดือนเหมือนเดิม เพราะได้ผลดีมาก ลดเด็กติดเชื้อจากแม่ได้ถึงร้อยละ 97</p>
<p style="text-align: justify">จากกรณีองค์การอนามัยโลกได้ออกคำแนะนำในวันเอดส์โลก ให้ประเทศต่างๆ ค่อยๆ หยุดให้ยาต้านไวรัส <strong>สตาวูดีน (Stavudine : d4T)</strong> ซึ่งนิยมใช้อย่างแพร่หลาย เนื่องจากก่อให้เกิดผลข้างเคียงระยะยาวที่แก้ไขไม่ได้ รวมทั้งอาการผิดปกติของระบบประสาท โดยแนะนำให้ใช้ยาตัวอื่นคือ <strong>ซิโดวูดีน (Zidovudine : AZT)</strong> หรือ<strong>ทินอฟโฟเวียร์ (Tenofovir)</strong> ซึ่งเป็นพิษน้อยกว่า และมีประสิทธิภาพทัดเทียมกัน และแนะนำให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีและหญิงตั้งครรภ์เริ่มรับยาต้านไวรัสเอชไอวีเร็วขึ้น ตั้งแต่<strong>ค่าซีดีโฟร์</strong>ลดลงอยู่ที่ 350 เซลล์ต่อซีซี ไม่ว่าจะมีอาการป่วยหรือไม่ แทนคำแนะนำเดิมที่ให้รับยาเมื่อค่าซีดีโฟร์อยู่ที่ 200 เซลล์ต่อซีซี ซึ่งผู้ติดเชื้อมักแสดงอาการป่วยแล้ว การรักษาดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ติดเชื้อจำนวนมากอายุยืนยาวและสุขภาพดีขึ้น ส่วนหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวีควรเริ่มให้ยาต้านไวรัสตั้งแต่อายุครรภ์ 14 สัปดาห์ แทนของเดิมที่ 28 สัปดาห์ และควรให้นมลูกจนถึงอายุ 1 ปี โดยทั้งแม่และลูกต้องรับยาต้านไวรัสไปด้วย ซึ่งจะช่วยลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกลง และลูกมีโอกาสรอดชีวิตสูงขึ้นนั้น</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขกำลังพัฒนาแนวทางการรักษาระดับสากล เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศต้นๆ ในโลก ที่มีระบบบริการยาต้านไวรัสครอบคลุมผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ปี 2545 ปัจจุบันมีผู้ได้รับยาสะสมในโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 132,044 คน และมีผู้ที่ยังกินยาต่อเนื่อง 116,431 ราย เมื่อรวมกับโครงการประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ คาดว่าจะมีจำนวนรวมประมาณ 180,000 คน โดยในปี 2553 มีเป้าหมายขยายเพิ่ม 138,000 คน โดยยาต้านไวรัสที่ใช้ขณะนี้ส่วนใหญ่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อว่า ยาสูตรหลักที่ใช้อยู่ส่วนใหญ่เป็นสูตรยา 3 ตัวพื้นฐานให้แพทย์เลือกใช้ 2 สูตร คือ <strong>จีพีโอเวียร์ (GPO-VIR)</strong> ประกอบด้วย <strong>สตาวูดีน + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> และสูตรที่ 2 คือ<strong>จีพีโอเวียร์ ซี (GPO-VIR Z) </strong>ประกอบด้วย <strong>ซิโดวูดีนหรือเอแซดที + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> ยาดังกล่าวสามารถใช้ได้ในโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ การให้ยาต้านไวรัสที่ผ่านมา จะให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวหรือ<strong>ซีดีโฟร์ (CD4)</strong> ต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซีทุกราย จากการประเมินพบว่าได้ผลดี การเสียชีวิตลดลงมาก ในปี 2553 จะปรับเริ่มการให้ยาจากเดิมที่ใช้เกณฑ์เม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200–250 เซลล์ต่อซีซีเป็น 350 เซลล์ต่อซีซี เช่นเดียวกับที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ</p>
<p style="text-align: justify">ทางด้านนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า ในการลดการติดเชื้อเอดส์จากแม่สู่ลูก ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ เริ่มให้ยาต้านไวรัสเมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี กรมอนามัยจะยังไม่ปรับแนวทางตามทั้งหมด เนื่องจากต้องรอความเห็นจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมาจากราชวิทยาลัยสูติแพทย์และกุมารแพทย์ก่อน ซึ่งตั้งแต่เดือนธันวาคม 2552 เป็นต้นไปกรมอนามัยจะเริ่มการให้ยาต้านไวรัสแก่หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ซึ่งมีร้อยละ 0.7 ของหญิงตั้งครรภ์ทั้งหมด หรือประมาณ 5,600 คน</p>
<p style="text-align: justify">โดยยึดตามปริมาณเม็ดเลือดขาวตามคำแนะนำของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แต่จะให้ได้รับยาเร็วขึ้น ไม่ต้องรอให้ระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 200 เซลล์ต่อซีซี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ 1 ให้เมื่อระดับเม็ดเลือดขาวต่ำกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ใช้ยาสูตร 3 ตัว ได้แก่ <strong>เอแซดที + ลามิวูดีน + เนวิราพีน</strong> และในกลุ่มที่เม็ดเลือดขาวมากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี ใช้ยาสูตร 2 ตัว คือ <strong>เอแซดที + เนวิราพีน</strong> ที่ผ่านมาอัตราการใช้ยา ใน 2 กลุ่มนี้ใกล้เคียงกัน คือ 49 ต่อ 51 โดยให้ยาเมื่ออายุครรภ์ 28 สัปดาห์เหมือนเดิม เนื่องจากการประเมินผลพบว่า ได้ผลดีมาก สามารถลดการติดเชื้อได้ถึงร้อยละ 97 มีเด็กเกิดใหม่ติดเชื้อเอชไอวีจากแม่เหลือเพียงร้อยละ 2.9 หรือประมาณ 162 คนต่อปี ซึ่งจากเดิมในปี 2540 อัตราเด็กติดเชื้อจากแม่อยู่ที่ร้อยละ 33</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์สมยศกล่าวต่อว่า การดูแลหลังคลอดในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อไทยก็จะยึดหลักเกณฑ์เดิม คือ จะให้เด็กกินนมผสม แทนการกินนมแม่เป็นเวลา 18 เดือน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยเด็กมากที่สุด โดยจะให้ยาต้านไวรัสทั้งแม่และลูกควบคู่กันตามปริมาณเม็ดเลือดขาว และจะมีการเจาะเลือดติดตามการติดเชื้อในเด็กเมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือน และ 18 เดือน ซึ่งในปี 2553 ได้จัดงบประมาณซื้อนมผงไว้ 50 ล้านบาท ขณะนี้ได้แจ้งให้โรงพยาบาลทุกแห่งใช้เป็นแนวทางการรักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเป็นระบบเดียวกันทั่วประเทศ</p>
<p style="text-align: justify">อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่กลุ่มเอ็นจีโอ ได้เสนอให้กระทรวงสาธารณสุข ใช้ยาต้านไวรัส 3 ตัวคือ เอแซดที + ลามิวูดีน + โลพินาเวียร์ เพื่อลดการติดเชื้อจากแม่สู่ลูกในหญิงตั้งครรภ์ทุกคนนั้น นายแพทย์สมยศกล่าวว่า การใช้ยาสูตร 3 ตัวดังกล่าว จะต้องระมัดระวังถ้าใช้ในหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อเอชไอวี ที่ซีดีโฟร์มากกว่า 350 เซลล์ต่อซีซี เนื่องจากมีโอกาสเกิด<strong>การแพ้ยาที่เรียกว่าอาการสตีเว่น จอห์นสัน ซินโดรม ตับอักเสบ</strong> และอาจจะเกิดภาวะ<strong>น้ำตาลในเลือดสูง</strong> แก้มตอบ ผิวพรรณหมองคล้ำ จึงต้องศึกษาวิจัยและพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป เพื่อดูความพร้อมของผู้ให้บริการ ซึ่งจะต้องมีสูตินรีแพทย์ แพทย์อายุรศาสตร์ และพยาบาลที่ได้รับการฝึกอบรม โดยกรมอนามัยจะศึกษานำร่องการใช้ยานี้ใน 11 จังหวัด เช่น นครสวรรค์ สตูล ศรีสะเกษ นครพนม มุกดาหาร เริ่มตั้งแต่ธันวาคม 2552 เป็นต้นไป หากได้ผลดีก็จะเสนอต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://www.moph.go.th/index.php" target="_blank">กระทรวงสาธารณสุข</a></p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/12/thai-adjust-aids-medicine-to-who/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กระทรวงสาธารณสุข เตรียมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 กลุ่มเสี่ยงล็อตแรก 2 แสนโด๊ส</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/moph-will-inject-flu-2009-vaccine-2million-dose/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/moph-will-inject-flu-2009-vaccine-2million-dose/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Nov 2009 16:53:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[โรคระบาด (Plague)]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดใหญ่ 2009]]></category>
		<category><![CDATA[Flu 2009]]></category>
		<category><![CDATA[France]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=906</guid>
		<description><![CDATA[กระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ผลิตจากบริษัทซาโนฟี่พลาสเทอร์ ที่จะมาล็อตแรก 2 แสนโด๊ส ปลายเดือนธ.ค. 2552 จะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้า และประชาชนกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรงหากป่วย เร่งให้ทุกจังหวัดสำรวจกลุ่มเป้าหมายให้ครบ เตรียมความพร้อมสถานที่ฉีด จัดระบบการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ ติดตามประเมินผล และศึกษาประสิทธิผลของวัคซีน]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify"><strong>สาธารณสุขเตรียมความพร้อมฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ 2009 กลุ่มเสี่ยงล็อตแรก 2 แสนโด๊ส</strong></p>
<p style="text-align: justify">กระทรวงสาธารณสุข เตรียมความพร้อมการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ผลิตจากบริษัทซาโนฟี่พลาสเทอร์ ที่จะมาล็อตแรก 2 แสนโด๊ส ปลายเดือนธ.ค. 2552 จะฉีดให้กับกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด่านหน้า และประชาชนกลุ่มเสี่ยงอาการรุนแรงหากป่วย เร่งให้ทุกจังหวัดสำรวจกลุ่มเป้าหมายให้ครบ เตรียมความพร้อมสถานที่ฉีด จัดระบบการเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ ติดตามประเมินผล และศึกษาประสิทธิผลของวัคซีน</p>
<p style="text-align: justify">บ่ายวันนี้ (25 พฤศจิกายน 2552) ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ประธานคณะกรรมการอำนวยการให้วัคซีน ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ให้สัมภาษณ์ภายหลังประชุมคณะทำงานทั้ง 6 คณะ เพื่อติดตามความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะทำงานชุดต่างๆ ในการเตรียมการฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ H1N1 หรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ประกอบด้วย คณะทำงานประสานงานโครงการฯ คณะทำงานด้านการเฝ้าระวัง สอบสวน และตอบสนองต่อกรณีเกิดอาการข้างเคียงภายหลังได้รับวัคซีน คณะทำงานด้านการประชาสัมพันธ์โครงการฯ และคณะทำงานด้านการติดตาม ประเมินผล โครงการฯ</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวว่า วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 ขณะนี้ทั่วโลกมีความต้องการสูง แต่มีวัคซีนจำกัด สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุข จัดหาวัคซีนสำหรับกลุ่มที่มีความจำเป็นและความเสี่ยงสูง ภายใต้ข้อจำกัดนี้ ได้สั่งจองจำนวน 2.8 ล้านโด๊ส <strong>เป็นวัคซีนชนิดเชื้อตาย ไม่มีสารเสริมภูมิคุ้มกัน (Adjuvant)</strong> ผลิตจาก<strong>บริษัทซาโนฟี่ พลาสเทอร์ (Sanofi Plasteur)</strong> ชื่อทางการค้าว่า <strong>พาเนนซา (Panenza)</strong> วัคซีนนี้ได้ขึ้นทะเบียนที่ประเทศฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2552 และเริ่มใช้ที่ประเทศฝรั่งเศสในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2552 จะได้แน่นอน 2 ล้านโด๊ส ชุดแรกกำหนดส่งจำนวน 2 แสนโด๊สในสัปดาห์ที่ 4 ของเดือนธันวาคม 2552 ที่เหลือจะได้รับในเดือนมกราคม 2553 และเร่งขึ้นทะเบียนกับ อย.ให้เสร็จก่อนเริ่มให้วัคซีน</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับด้านความปลอดภัยนั้น องค์การอนามัยโลกรายงานเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2552 ว่า ข้อมูลจาก 16 ประเทศที่มีให้วัคซีนแก่ประชาชนแล้วประมาณ 65 ล้านคน จากการติดตามผลพบว่า มีความปลอดภัยเทียบเท่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ ใช้มานานกว่า 60 ปี</p>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อว่า คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค แนะนำว่าควรให้วัคซีนแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และเจ้าหน้าที่อื่นๆ ในสถานบริการสาธารณสุข ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาพยาบาล และบริการผู้ป่วย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ เพื่อปกป้องระบบสาธารณสุขของประเทศ ให้เป็นที่พึ่งด้านการดูแลรักษาพยาบาลตลอดช่วงการระบาด จำนวน 4 แสนคน และให้วัคซีนแก่กลุ่มเป้าหมายหลัก คือ<strong>ประชาชนกลุ่มเสี่ยง</strong>ที่จะมีอาการรุนแรงหากติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ใหม่ 2009 และป่วย เพื่อลดการเสียชีวิตจากโรคไข้หวัดใหญ่ 2009 จำนวนประมาณ 2.4 ล้านคน ได้แก่</p>
<ol>
<li>หญิงตั้งครรภ์อายุ ครรภ์ 3 เดือนขึ้นไป 800,000 คน</li>
<li>คนอ้วนน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมหรือดัชนีมวลกายเกิน 35 กิโลกรัม/ตารางเมตร 123,000 คน</li>
<li>ผู้พิการทางสมองและปัญญา 104,000 คน</li>
<li>ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง 10 โรค 1,335,000 คน ได้แก่ โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง หอบหืด โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ไตวาย ผู้ป่วยโรคมะเร็งระหว่างได้รับยาเคมีบำบัด โรคธาลัสซีเมียรุนแรง ภูมิคุ้มกันผิดปกติ เบาหวานทั้งที่มีและไม่มีภาวะแทรกซ้อน รวมทั้ง 2 กลุ่ม มีทั้งสิ้น 2.8 ล้านคน</li>
</ol>
<p style="text-align: justify">นายแพทย์ไพจิตร์กล่าวต่อไปว่า ได้ให้ทุกจังหวัดเร่งสำรวจกลุ่มเป้าหมายในการฉีดวัคซีน ให้ครบถ้วนภายในกลางเดือนธันวาคม 2552 ซึ่งขณะนี้ได้รับข้อมูลแล้ว 51 จังหวัด รวมทั้งในกทม. ในการฉีดวัคซีนครั้งนี้ จะจัดคลินิกบริการเฉพาะในโรงพยาบาล หรือหน่วยบริการอื่นๆ ที่มีแพทย์ประจำ และมีเครื่องมือช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน เช่น คลินิกฝากครรภ์ คลินิกเฉพาะโรค คลินิกโรคทั่วไป สำหรับ<strong>ผู้ที่ไม่ควรฉีดวัคซีน</strong>ได้แก่</p>
<ul>
<li>เด็กอายุน้อยกว่า 6 เดือน</li>
<li>ผู้ที่แพ้ไข่หรือสารเคมีอื่นในวัคซีน</li>
<li>ผู้ที่เคยแพ้วัคซีนไข้หวัดใหญ่อย่างรุนแรง</li>
<li>คนที่มีไข้สูงให้เลื่อนฉีดวัคซีนออกไป</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">อย่างไรก็ตาม แม้วัคซีนนี้จะมีความปลอดภัยสูง เทียบเท่าวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ตามฤดูกาล กระทรวงสาธารณสุขจะเอาใจใส่การเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์ ภายหลังได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ด้วย โดยจัดระบบเฝ้าระวังในสถานบริการทุกแห่ง จัดเอกสารคำแนะนำอาการผิดปกติ เช่น ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์จะแนบกับสมุดฝากครรภ์เมื่อไปรับบริการที่คลินิกฝากครรภ์ เตรียมเปิดสายด่วน 15 สาย ให้ประชาชนรายงานอาการผิดปกติและให้คำแนะนำวิธีปฏิบัติตัว และจะศึกษาวิจัยผลข้างเคียงภายหลังได้รับการฉีดวัคซีนในกลุ่มเป้าหมาย รวมทั้ง เตรียมแผนประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ความรู้ เกี่ยวกับการรับบริการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ล่วงหน้า</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://www.moph.go.th" target="_blank">กระทรวงสาธารณสุข</a></p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/moph-will-inject-flu-2009-vaccine-2million-dose/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สถานะการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทยล่าสุด 2009-11-25</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/latest-flu-2009-thailand-2009-11-25/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/latest-flu-2009-thailand-2009-11-25/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 25 Nov 2009 16:33:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ไข้หวัดใหญ่ 2009]]></category>
		<category><![CDATA[Flu 2009]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=900</guid>
		<description><![CDATA[ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุด 187 ราย ดูรายละเอียดพร้อมกราฟเพิ่มเติมได้โดย คลิกที่นี่
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุด 187 ราย ดูรายละเอียดพร้อมกราฟเพิ่มเติมได้โดย <a title="รายงานการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ 2009 ในประเทศไทย" href="../2009/08/flu-2009-pandemic-report-in-thailand/"><strong>คลิกที่นี่</strong></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/latest-flu-2009-thailand-2009-11-25/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ เสี่ยงที่จะได้รับสารฟอร์มาลีน (Formaldehyde) และเป็นโรคลูคีเมียมายอีลอยด์</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 22 Nov 2009 17:34:00 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Cancer]]></category>
		<category><![CDATA[Formaldehyde]]></category>
		<category><![CDATA[ฟอร์มาลีน]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งในเม็ดเลือดขาว]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=891</guid>
		<description><![CDATA[ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ มีโอกาสที่จะได้รับสารฟอร์มาลีน (Formaldehyde) และเสี่ยงที่จะเป็นโรคลูคีเมียมายอีลอยด์ (ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">ผู้ที่ทำงานในอุตสหกรรมเกี่ยวกับศพ มีโอกาสที่จะได้รับสาร<strong>ฟอร์มาลีน (Formaldehyde)</strong> และเสี่ยงที่จะเป็น<strong>โรคลูคีเมียมายอีลอยด์ (ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)</strong></p>
<p>จากขึ้นการวิจัยที่ตีพิมพ์ในนิตยสารสถาบันมะเร็งแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (Journal of the National Cancer Institute) ล่าสุดเมื่อ 20 พฤศจิกายน 2009 กล่าวว่าการได้รับสารฟอร์มาลีน (ซึ่งใช้ในการรักษาสภาพศพ หรือดองศพ) ในระยะยาว มีความเกี่ยวข้องกับการเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจาก<strong>โรคลูคิเมียมายอีลอยด์ (Myeloid Leukemia: ลูคีเมียมายอีลอยด์ เป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่ง)</strong> ที่เพิ่มขึ้น</p>
<p>ในการศึกษาที่ผ่านมา แสดงให้เห็นอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้น จาก<strong>มะเร็งเม็ดเลือดขาวลิมโฟไซท์ (Lymphohematopoietic Malignancies: มะเร็งที่เกิดจากความผิดปกติในการสร้างเม็ดเลือดขาวชนืด ลิมโฟไซท์) </strong>และ<strong>มะเร็งสมอง (Brain Cancer)</strong> ในนักกายวิภาควิทยา (Anatomists), นักพยาธิวิทยา (Pathologists) และผู้ที่ทำงานในภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับศพ ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะเคยทำงานที่เกี่ยวข้องกับฟอร์มาลีน (Formaldehyde) ด้วย</p>
<p style="text-align: justify">สำหรับงานการศึกษาชิ้นนี้ นักวิจัยที่ฝ่ายมะเร็งระบาดวิทยาและพันธุกรรมแห่งสถาบันมะเร็งแห่งชาติในเบเธสดา และทีมงาน ได้ทำการสอบหาความสัมพันธ์ของอัตราการตายระหว่าง การปฏิบัติงานและระดับการได้สัมผัสสารฟอร์มาลีนของคนในอาชีพเหล่านั้น โดยจำกัดกรณีศึกษาเฉพาะของผู้ที่ทำงานในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับศพที่เสียชีวิตในระหว่างปี 1960 ถึง 1986 ให้นักวิจัยได้ทำการเปรียบเทียบผู้ที่เสียชีวิตด้วยมะเร็งลิมโฟไซท์ และเนื้องอกในสมอง กับผู้เสียชีวิตจากสาเหตุอื่น โดยระยะเวลาการปฏิบัติงานและการสัมผัสสารฟอร์มาลีนจะถูกบันทึกโดยการสัมภาษณ์ผู้ใกล้ชิดและผู้ร่วมงานของคนเหล่านั้น</p>
<p style="text-align: justify">งานการศึกษานี้ เท่าที่ทราบอาจจะเป็นการสอบสวนด้านระบาดวิทยาเป็นครั้งแรก ที่เชื่อมโยงความเสี่ยงในการเป็นมะเร็ง เข้ากับระยะเวลาในการทำงาน, การปฏิบัติงาน และระดับคร่าวๆ ของปริมาณสารฟอร์มาลีนที่ได้สัมผัส ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับศพ</p>
<p style="text-align: justify">จำนวนปีของปฏิบัติงานการดองศพ กับการสัมผัสสารฟอร์มมาลีน มีความเกี่ยวข้องกันอย่างมีนัยสำคัญ ต่อการอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นจากมะเร็งลูคิเมียมายอีลอยด์ พร้อมความเสี่ยงเป็นอย่างสูงของผู้ที่ปฏิบัติงานการดองศพมากว่า 20 ปี</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://esciencenews.com/articles/2009/11/20/funeral.industry.workers.exposed.formaldehyde.face.higher.risk.leukemia" target="_blank">esciencenews.com</a></p>
<p style="text-align: justify">
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/funeral-industry-workers-exposed-formaldehyde-face-higher-risk-leukemia/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การศึกษาพบว่า บุหรี่มีแบคที่เรียที่ทำให้เกิดโรคมากมาย</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/cigarettes-harbor-many-pathogenic-bacteria/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/cigarettes-harbor-many-pathogenic-bacteria/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 20 Nov 2009 14:45:32 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[Anthrax]]></category>
		<category><![CDATA[Cigarettes]]></category>
		<category><![CDATA[France]]></category>
		<category><![CDATA[บุหรี่]]></category>
		<category><![CDATA[ฝรั่งเศส]]></category>
		<category><![CDATA[แบคทีเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[แอนเทรกซ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=878</guid>
		<description><![CDATA[จากการศึกษาและวิจัยของศูนย์การวิจัยของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ที่ฝรั่งเศส (University of Maryland Environmental Health Researcher and Microbial Ecologists at the Ecole Centrale de Lyon in France) พบว่าบุหรี่มีแบคที่เรียเจือปนอยู่มากมาย รวมทั้งมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์อยู่ด้วย การศึกษาแสดงให้เห็นว่า บุหรี่เป็นต้นเหตุแห่งการแพร่ของโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ ซึ่งแพร่ไปสู่ผู้ที่สูบบุหรี่โดยตรงและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ทางอ้อมด้วย]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">จากการศึกษาและวิจัยของศูนย์การวิจัยของมหาวิทยาลัยแมรีแลนด์ที่ฝรั่งเศส (University of Maryland Environmental Health Researcher and Microbial Ecologists at the Ecole Centrale de Lyon in France) พบว่าบุหรี่มีแบคที่เรียเจือปนอยู่มากมาย รวมทั้งมีแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์อยู่ด้วย การศึกษาแสดงให้เห็นว่า บุหรี่เป็นต้นเหตุแห่งการแพร่ของโรคที่เกิดจากจุลินทรีย์ ซึ่งแพร่ไปสู่ผู้ที่สูบบุหรี่โดยตรงและผู้ที่ได้รับควันบุหรี่ทางอ้อมด้วย</p>
<h2>ข้อมูลจากศึกษาพอสรุปได้ว่า</h2>
<ol>
<li>บุหรี่ที่ขายกันทั่วไป มีแบคทีเรียหลายชนิด ตั้งแต่จุลินทรีย์ในดิน ไปจนถึงชนิดที่ทำให้เกิดโรคในมนุษย์</li>
<li>นี่เป็นการศึกษาครั้งแรกที่มีหลักฐานอย่างชัดเจนว่าบุหรี่ประกอบด้วยจุลินทรีย์จำนวนมาก อาจจะเท่ากับสารประกอบทางเคมีในบุหรี่ได้เลย</li>
<li>แบคทีเรียเป็นร้อยๆ พันธุ์ (Species: สปีชี) ถูกพบในบุหรี่ทุกตัว ยิ่งมีการทดสอบมากขึ้น ก็ยิ่งพบแบคทีเรียมากขึ้นเรื่อยๆ</li>
<li>ในจำนวนบุหรี่ยี่ห้อแตกต่างกัน 4 ยี่ห้อที่ทดสอบ คือ Camel, Kool Filter Kings, Lucky Strike Original Red และ Mariboro Red ไม่พบแบคทีเรียต่างพันธุ์กันมากนัก</li>
<li>พบแบคทีเรียมากมายที่มีอันตรายต่อมนุษย์ ในบุหรี่ที่นำมาทดสอบ รวมทั้ง:</li>
</ol>
<blockquote>
<ul></ul>
</blockquote>
<ul>
<li>Acinetobacter: ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอดและการติดเชื้อในกระแสเลือด</li>
<li>Bacillus: บางชนิดทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับอาหาร และโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax)</li>
<li>Burkholderia: บางชนิดทำการเกิดโรคทางเดินหายใจ</li>
<li>Clostridium: ทำให้เกิดโรคอันเนื่องมาจากอาหาร และการติดเชื้อในปอด</li>
<li>Klebsiella: ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับปอด เลือด และการการติดเชื้ออื่นๆ</li>
<li>Pseudomonas Aeruginosa: เป็นสาเหตุ 10% ของการติดเชื้อในโรงพยาบาล (Hospital-Acquired Infections) ในสหรัฐอเมริกา</li>
</ul>
<p style="text-align: justify">ขณะนี้พวกนักวิจัยได้แสดงให้เห็นแล้วว่าในบุหรี่มีแบคทีเรียอยู่มากมาย ในขั้นตอนต่อไปพวกเขาจะเริ่มศึกษาว่าแบคทีเรียที่พบในบุหรี่นั้น ทำให้เกิดโรคใดในมนุษย์ได้บ้าง เช่น</p>
<ul>
<li>แบคทีเรียบางชนิดจะสามารถรอดจากการเผาไหม้ของบุหรี่ได้หรือไม่ และจะยังสามารถรอดเข้าไปถึงระบบหายใจของผู้สูบได้หรือไม่? ซึ่งเคยมีผลการวิจัยที่ผ่านมา พบว่ามีแบคทีเรียบางชนิดสามารถรอด และแพร่โรคในภาวะเช่นนั้นได้</li>
</ul>
<p>ที่มา: <a href="http://esciencenews.com/articles/2009/11/19/cigarettes.harbor.many.pathogenic.bacteria.study" target="_blank">esciencenews.com</a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/cigarettes-harbor-many-pathogenic-bacteria/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>การตัดแต่งอวัยวะเพศกระต่าย เพิ่มความหวังให้มนุษย์</title>
		<link>http://medicarezine.com/2009/11/engineered-rabbit-penises-raise-human-hopes/</link>
		<comments>http://medicarezine.com/2009/11/engineered-rabbit-penises-raise-human-hopes/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 19 Nov 2009 17:51:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Dr.Zine</dc:creator>
				<category><![CDATA[ข่าว (News)]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีการแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[Collagen]]></category>
		<category><![CDATA[Penis]]></category>
		<category><![CDATA[คอลลาเจน]]></category>
		<category><![CDATA[สมรรถภาพทางเพศ]]></category>
		<category><![CDATA[อวัยวะเพศ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://medicarezine.com/?p=875</guid>
		<description><![CDATA[นักวัจ ัยได้ทำการทดลองตัดแต่งเพื่อทดแทนอวัยวะเพศกระต่ายอย่างสมบูรณ์ โดยใช้เนื้อเยื่อที่เลี้ยงในห้องทดลอง แม้ว่าอวัยวะดังกล่าวจะถูกเลี้ยงขึ้นมาเพื่อทดลองกับกระต่ายเป็นการเฉพาะ แต่สามารถนำเทคนิคเดียวกันนี้ไปใช้กับมนุษย์ได้

นักวิจัยกล่าวว่า

    เทคโนโลยีนี้มีศักยภามสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการสร้างอวัยวะเพศขึ้นใหม่]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p style="text-align: justify">นักวัจัยได้ทำการทดลองตัดแต่งเพื่อทดแทนอวัยวะเพศกระต่ายอย่างสมบูรณ์ โดยใช้เนื้อเยื่อที่เลี้ยงในห้องทดลอง แม้ว่าอวัยวะดังกล่าวจะถูกเลี้ยงขึ้นมาเพื่อทดลองกับกระต่ายเป็นการเฉพาะ แต่สามารถนำเทคนิคเดียวกันนี้ไปใช้กับมนุษย์ได้</p>
<p style="text-align: justify">นักวิจัยกล่าวว่า</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">เทคโนโลยีนี้มีศักยภามสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการสร้างอวัยวะเพศขึ้นใหม่</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">ทีมวัจัยนำโดย แอนโทนี อตาลา ผู้อำนวยการสถาบันยาแห่งมหาวิทยาลัยเวคฟอเรส (Director of Wake Forest University’s Institute of Regenerative Medicine) ซึ่งนำเซลล์จากอวัยวะและฉีดเข้าไปในแผ่น<strong>คอลลาเจน (Collagen: คอลลาเจนเป็นโครงสร้างโปรตีนหลักตัวหนึ่งของเนื้อเยื่อสัตว์)</strong> โครงสร้างนี้ถูกอาบด้วยสารประกอบสำหรับกระตุ้นการเจริญเติบโต จากนั้นจะถูกเก็บไว้ในตู้อบซึ่งมีอุณหภูมิและองค์ประกอบทางเคมีเหมือนกับร่างกาย</p>
<p style="text-align: justify">ด้วยสภาวะเริ่มต้นเช่นนี้ ธรรมชาติของระบบชีววิทยาจะทำงานที่เหลือของมันเอง เซลล์จะแบ่งตัว และปรับตัวเองตามธรรมชาติ มันเป็นสภาวะที่ทำงานได้ดี</p>
<p style="text-align: justify">ในการศึกษาก่อนหน้านี้ นักวิจัยทำการเลี้ยงเฉพาะที่เป็นโครงสร้างหลักของอวัยวะเพศเท่านั้น เมื่อทำการปลูกถ่ายลงในตัวกระต่าย นักวิจัยไม่ประสปความสำเร็จในการทำให้มันแข็งตัวได้</p>
<p style="text-align: justify">ในคราวนี้พวกเขาใช้องค์ประกอบในการเลี้ยงที่ต่างจากเดิม ทำการเลี้ยงอวัยวะทั้งหมด (แทนที่จะเลี้ยงเฉพาะส่วนโครงสร้างหลักเพียงแค่ส่วนเดียว) แล้วมันก็ประสปความสำเร็จ อวัยวะเพศตอบสนองกับกระแสไฟฟ้า และการกระตุ้นทางเคมี และที่สำคัญคือคุณสมบัติสำคัญทางชีววิทยา คือเมื่อให้พวกมันได้มีโอกาสมีเพศสัมพันธ์ กระต่าย 8 ตัวสามารถไปถึงขั้นปล่อยน้ำเชื้อออกมาได้สำเร็จ และ 4 ตัวได้เป็นพ่อในที่สุด</p>
<blockquote>
<p style="text-align: justify">ที่แปลกก็คือ กระบวนการนี้ทำให้กระต่ายมีอารมณ์ทางเพศมากกว่าปกติ</p>
</blockquote>
<p style="text-align: justify">กระต่ายทดลองส่วนใหญ่ มิได้พยามยามมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมียที่นำมาทดลองด้วย แต่กระต่ายที่ผ่านการตัดแต่งอวัยวะใหม่ จะพยายามมีเพศสัมพันธ์กับตัวเมียภายใน 1 นาทีหลังจากเห็นตัวเมียแล้ว</p>
<p style="text-align: justify">น่าสนใจจริงๆ นะข่าวนี้</p>
<p style="text-align: justify">ที่มา: <a href="http://www.wired.com/wiredscience/2009/11/penis-engineering/" target="_blank">wired.com</a></p>
<p style="text-align: justify">
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://medicarezine.com/2009/11/engineered-rabbit-penises-raise-human-hopes/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
