คุยเรื่องสุขภาพกับหมอประดิษฐ์ ตอนที่ 5 เรื่องมารู้จักกับ โปรไบโอติก กันเถอะ

สวัสดีครับ หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า โปรไบโอติก (Probiotics) กันมาบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ บางท่านคงทราบแล้วว่ามันคืออะไร บางท่านอาจจะยังไม่ทราบ วันนี้เรามาทำความรู้จักกับ โปรไบโอติกกันนะครับ

ในอดีตความคิดที่ว่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อโรค จะมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราได้นั้น เป็นความคิดที่ยากที่จะสามารถยอมรับได้ หรือยากที่จะเข้าใจได้ เหตุเพราะเราเคยชินในการใช้ยาปฏิชีวนะในการฆ่าเชื้อโรคหรือเชื้อแบคทีเรียที่มีอันตราย เราใช้แม้กระทั่งสบู่ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย หรือโลชั่นฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ใช้กันมากที่สุดในยุคปัจจุบัน

ตามปกติเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ผิดที่ผิดทาง สามารถก่อให้เกิดปัญหาได้ แต่ในทางกลับกัน เชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในที่ที่ถูกต้องเหมาะสม นั้นสามารถก่อให้เกิดประโยชน์แก่เราได้ ความรู้อันนี้แหละที่เป็นสิ่งที่นำไปสู่คำว่า โปรไบโอติก

โปรไบโอติก เป็นเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อโรค ที่มีชีวิต ที่สามารถที่จะช่วยป้องกัน และรักษาโรคบางโรคได้ อีกทั้งโปรไบโอติกยังช่วยส่งเสริมให้ระบบการย่อยอาหารของเราดีขึ้น และยังช่วยส่งเสริมให้ระบบภูมิต้านทานของร่างกายของเราดีขึ้นด้วย

เชื้อแบคทีเรียโปรไบโอติกเป็นเชื้อที่เป็นมิตรมีประโยชน์ และดีต่อสุขภาพของเรา โปรไบโอติกสามารถใส่เข้าไปในอาหาร ของกินเล่น หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้

รากศัพท์ของคำว่า โปรไบโอติก (Probiotics) มาจากภาษากรีก โดยคำว่าโปร (Pro) หมายถึง Promoting หรือส่งเสริม ส่วนคำว่า ไบโอติก (Biotics) หมายถึง ชีวิต ดังนั้น ำว่า Probiotics จึงหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพ

โปรไบโอติก ได้ถูกค้นพบขึ้น เมื่อต้นศตวรรษที่ 20 มานี่เอง เมื่อ Elie Metchnikoff ซึ่งรู้จักกัน ในนามของบิดาแห่ง โปรไบโอติก ได้ค้นพบมันเป็นครั้งแรก

โปรไบโอติก ได้ถูกค้นพบขึ้นมาจากการที่ Elie Metchnikoff ได้สังเกตพบว่า ผู้อยู่อาศัยแหล่งหนึ่ง ในประเทศบัลแกเรีย ที่อยู่อาศัยกัน อย่างสมัยโบราณๆ ยากจน และอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างลำบากกันมาก แต่กลับมีสุขภาพที่ดี และชีวิตที่ยืนยาว Elie Metchnikoff สังเกตพบว่าสาเหตุนี้ น่าจะมาจากการที่คนเหล่านี้ ดื่มนมเปรี้ยวที่มีแบคทีเรียที่ดีต่อสุขภาพอยู่เป็นประจำ ดังนั้นตั้งแต่นั้นมา เขาจึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ จนนำไปสู่การค้นพบโปรไบโอติก (Probiotics) ที่เรารู้จักกันอยู่ในปัจจุบันครับ

มีคนเคยตั้งคำถามว่า เราควรจะมีโปรไบโอติก (Probiotics) และ พรีไบโอติก (Prebiotics) ในอาหารของเราหรือไม่? คำตอบก็คือคุณไม่จำเป็นจะต้องมีโปรไบโอติก หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเชื้อแบคทีเรียที่ดีและที่ไม่ก่อให้เกิดโรคแก่เรา ในอาหารของเราเพื่อที่จะมีสุขภาพที่ดี

แต่อย่างไรก็ตามเชื้อจุลชีพเหล่านี้ อาจจะช่วยในการย่อยอาหาร และปกป้องร่างกายของเราจากเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคได้ ดังเช่นที่เรามีแบคทีเรียดีดีแบบนี้อยู่ในร่างกายของเราอยู่แล้ว มาตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก

พรีไบโอติก เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่เราไม่สามารถย่อยได้ที่ทำหน้าที่เป็นอาหารของโปรไบโอติก หรือเชื้อจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกายของเร เมื่อโปรไบโอติกและพรีไบโอติก ถูกนำมารวมกัน มันจะก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ซีนไบโอติก (Synbiotic) ผลิตภัณฑ์อาหารอย่างเช่น โยเกิร์ตและ Kefir ถือว่าเป็นซินไบโอติกชนิดหนึ่ง เพราะมันประกอบไปด้วยเชื้อแบคทีเรียที่ยังมีชีวิตที่ดีต่อสุขภาพของเรา และอาหารของแบคทีเรียชนิดนี้ ก็อยู่ในอาหารชนิดนี้ (โยเกิร์ต, kefir )

โปรไบโอติกพบในอาหาร เช่น โยเกิร์ต ส่วน พรีไบโอติก พบในอาหารประเภทธัญพืช กล้วย หัวหอม กระเทียม น้ำผึ้งและ Antechoke

ยิ่งไปกว่านั้น โปรไบโอติก ยังถูกนำไปใส่ในอาหารและอาหารเสริม ที่นำมาขายตามท้องตลาดด้วย อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นจะต้องมีการศึกษาวิจัยกันอีกมาก เพื่อที่จะยืนยันหลักฐานว่า โปรไบโอติกและพรีไบโอติก จะช่วยในเรื่องดังต่อไปนี้ได้

  1. ช่วยรักษาอาการโรคท้องเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากการรักษา ด้วยยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมแล้ว
  2. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอดและเชื้อราในทางเดินปัสสาวะได้
  3. ช่วยรักษา โรค Irritable bowel syndrome หรือโรคลำไส้แปรปรวน
  4. ช่วยทำให้การรักษาการติดเชื้อในลำไส้ให้หายเร็วขึ้น
  5. ช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของโรคไข้หวัดธรรมดาและไข้หวัดใหญ่

ผลข้างเคียงของซินไบโอติกนั้นพบได้น้อยมาก ในผู้ใหญ่ที่มีร่างกายแข็งแรง สามารถใส่ซินไบโอติก เข้าไปในอาหารได้อย่างปลอดภัย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณต้องการที่จะกินอาหารเสริมที่มี พรีไบโอติกและโปรไบโอติก  ควรสอบถามคุณหมอประจำตัว ของคุณว่าพรีไบโอติกและโปรไบโอติก นั้นเหมาะสำหรับคุณหรือไม่

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This