คุยเรื่องสุขภาพกับหมอประดิษฐ์ ตอนที่ 4 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับเรื่อง การไอ

สารบัญ (Contents)

cough1
การไอ” เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องเคยมีประสบการณ์มาแล้วไม่มากก็น้อย บางคนนานนานไอที บางคนไอบ่อย ไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้นที่สามารถจะไอได้ สัตว์ต่างๆ ก็ดูเหมือนจะไอได้ด้วย ถ้าท่านเคยได้เลี้ยง หรือใกล้ชิดกับมัน เช่น สุนัขหรือแมว เราจะเห็นได้ว่าบางครั้งมันก็ไอ การไออยู่คู่กับเรามานานตั้งแต่เราเด็กจนเราแก่ หรือจนเราตายไป แต่ดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่ ยังไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับมันมากนัก เพราะคิดว่าเมื่อไอน้อยๆ ก็ไปซื้อยาร้านขายยา กับหมอตี๋หรือเภสัชกรเท่านั้นก็จบ หรือถ้าไอมากขึ้นไอไม่เลิก ก็ไปหาหมอตามคลินิกหรือโรงพยาบาล จนหายไอก็เลิกสนใจมัน ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ หรือรับรู้อะไรเกี่ยวกับการไอมากก็ได้ เพราะเป็นเรื่องของหมอหรือของเภสัชเขา คนจำนวนไม่น้อยคงคิดอย่างนั้น

แต่ในความเป็นจริงนั้น ถ้าเราเข้าใจและรู้จักธรรมชาติของการไอบ้าง ก็จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยเลยทีเดียว ในการที่จะป้องกันและรักษาอาการไอ ไม่ให้มันลุกลามบานปลายไปยิ่งขึ้น และหลายท่านคงไม่ทราบว่า การไอนั้นเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงโรคร้ายๆ บางอย่าง ที่อาจจะแอบอยู่ภายในร่างกายของเรา เช่น โรคมะเร็ง โรควัณโรคปอด ภาวะน้ำท่วมปอด ฯลฯ เป็นต้น

ทำไมคนหรือสัตว์ต้องไอ

การไอเป็นปรากฏการณ์ตามธรรมชาติของร่างกายของเรา ในการที่จะปกป้องทางเดินหายใจของเราเอง เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมบุกรุกจากภายนอก (เช่น เชื้อโรค, ฝุ่นละออง) หรือสิ่งแปลกปลอมนั้นเกิดขึ้นมาภายในทางเดินหายใจของเราเอง (เช่นมะเร็ง,เนื้องอก) ตำแหน่งที่เกิดก็เช่น เกิดที่หลอดลม ถุงลม เนื้อปอด เยื่อหุ้มปอด ฯลฯ ร่างกายของเราก็จะพยายามขับไล่มันออกไป ด้วยวิธีพื้นฐานและโบราณที่สุดและง่ายที่สุด นั่นคือ “การไอ

เมื่อมีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้นในทางเดินหายใจ ตัวรับความรู้สึกของระบบประสาท ที่เนื้อเยื่อบริเวณดังกล่าวนั้น ก็จะถูกกระตุ้น ส่งกระแสประสาทขึ้นไปถึงสมองของเรา ให้รับรู้ว่ามีสิ่งรบกวนระบบทางเดินหายใจอยู่ หลังจากนั้นสมองก็จะมีคำสั่งลงมาให้เนื้อเยื่อต่างๆ ที่มีหน้าที่ก่อให้เกิดการไอทำงาน และเกิดการไอขึ้น

สิ่งที่เราควรรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการไอ

1. การไอไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่สิ่งที่อยู่เบื้องหลัง ที่ก่อให้เกิดการไอนั้นต่างหากที่เลวร้าย

2. การแก้อาการไอที่ดีที่สุด คือการแก้สาเหตุ ที่แอบอยู่เบื้องหลังของการไอนั้นๆ

เช่น ถ้าการไอนั้นเกิดจากการอักเสบ ติดเชื้อจากเชื้อโรค สิ่งสำคัญอันดับหนึ่งก็คือ เราก็ต้องกำจัดเชื้อโรคนั้นออกไปให้หมดจากทางเดินหายใจ เช่น เชื้อไวรัส แบคทีเรีย วัณโรค เชื้อรา เชื้อโปรโตซัว ฯลฯ หรือถ้าสาเหตุของการไอนั้น เกิดจากภาวะโรคภูมิแพ้ เราก็ต้องรักษาควบคุมโรคภูมิแพ้นั้นให้อยู่หมัดด้วย

3. ลักษณะของการไอ แบ่งอย่างหยาบๆได้ 2 แบบ

คือ

  • ไอจากการระคายเคืองทางเดินหายใจ (Irritating Cough) แสบ เคือง คัน ที่ทางเดินหายใจตรงบริเวณนั้นๆ มักจะรู้สึกอาการอยากไออยู่ตลอดเวลา
  • ไอจากการมีเสมหะ (Productive Cough) เกิดจากการที่ทางเดินหายใจผลิตเสมหะขึ้นมาตอบสนอง หรือเพื่อจับสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ เสมหะที่ผลิตขึ้นมา (พร้อมสิ่งแปลกปลอมที่มันดักจับได้) ก็เป็นสิ่งกระตุ้นการไอของระบบทางเดินหายใจอีกที ทำให้เราไอออกมา การไอแบบนี้จะรู้สึกอยากไอเป็นระยะๆ เป็นชุดๆ เป็นการไอไล่เสมหะ เมื่อเสมหะก้อนนั้นหลุดก็จะหยุดไอ และเมื่อเสมหะก้อนใหม่ดันขึ้นมา ก็จะรู้สึกอยากที่จะไอใหม่ และไอเป็นชุดๆ ต่ออีกเพื่อไล่เสมหะก้อนนั้นออกไปอีก จากประสบการณ์การทำงานของผม ผมเชื่อว่า การไอของคนไข้แต่ละคนนั้น จะมีการไอทั้งสองรูปแบบ ในคนคนเดียวกัน แต่ตัวหลักๆ ที่เด่นมากกว่า 90% จะเป็น Productive Cough ดังนั้นการรักษาการไอ ของคนไข้มากกว่า 90% ของผม จะเป็น การรักษาอาการไอประเภทนี้

4. ยาแก้ไอ มีหลายประเภทแบ่งตามลักษณะการออกฤทธิ์ของยา

เช่น

  • ยากดอาการไอ (Cough Depressant): (ซึ่งทำให้ไอไม่ค่อยออก) เช่น Dextromethophan, Codipront, Ropect, Levopront
  • ยาแก้อาการระคายเคือง: เช่น ยาจิบแก้ไอทั้งหลาย, ยาอมแก้เจ็บคอ, ยาสเปรย์พ่นใส่คอ แก้อาการระคายเคือง (เช่น Kamillosan-M) ฯลฯ
  • ยาขับเสมหะ (Expectorant): เช่น Bromhexine, Glyceryl Guaiacolate
  • ยาละลายเสมหะ (Mucolytic Drug): (ไม่ขับเสมหะ) เช่น Ambroxol, flemex, N-acetyl Cysteine

ตามหลักการแล้ว ยาแก้ไอชนิดกดอาการไอ เหมาะกับการไอแบบระคายเคือง (Irritating Cough) ส่วนยาแก้ไอแบบขับและละลายเสมหะจะเหมาะกับการไอแบบ มีเสมหะ (Productive Cough)

5. ถ้าเราใช้ยากดอาการไอ ในการไอแบบ มีเสมหะ (Productive Cough) อาจจะก่อให้เกิดผลเสีย

คือเสมหะคั่งค้างในทางเดินหายใจ และนำไปสู่การเป็นโรคปอดบวม ปอดอักเสบ หรือปอดแฟบได้ ในทางกลับกันถ้าเราใช้ยาแก้ไอแบบขับและละลายเสมหะ ในการไอแบบระคายเคือง (Irritating Cough) มักจะไม่มีผลเสียใดๆ

6. อาการไอแบบรุนแรงและ (หรือ) เรื้อรัง มักจะเป็นการไอแบบ มีเสมหะ (Productive Cough)

7. อาการไอแบบรุนแรงและหรือ เรื้อรัง มักจะมีการตีบตัวของหลอดลมเล็กๆ ด้วย

บ่อยครั้งที่จำเป็นจะต้องเสริมยาขยายหลอดลมเข้าไปด้วย ในผู้ป่วยที่มีอาการไอที่รุนแรงและเรื้อรัง

8. ในคนสูงวัย (คนแก่) และเด็กเล็ก ความสามารถในการไอ มักจะไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรอยู่แล้ว

ดังนั้นจึงควรจะหลีกเลี่ยงการใช้ยากดอาการไอในคนกลุ่มนี้

9. การแก้ไอที่ดีที่สุด ต้องประกอบไปด้วยการแก้ที่ต้นเหตุที่ก่อให้เกิดการไอ และการแก้ผลที่เกิดจากเหตุนั้นๆ

เช่น การแก้การระคายเคืองในรายที่เป็น Irritating Cough และการขับไล่กำจัดเสมหะออกไป ในรายที่เป็น Productive Cough

10. บริษัทยาบางบริษัท นำเอายากดอาการไอมาผสมกับยาขับเสมหะ

เช่น เอา Dextromethophan มาผสมกับ Glyceryl Guaiacolate

11. การไอจากสาเหตุบางอย่างมีลักษณะเฉพาะตัว

ถ้าสังเกตให้ดีจะทำให้เราหาสาเหตุของการไอได้ง่าย และแก้ได้ตรงจุด เช่น

  • ไอจากวัณโรคปอด: มักจะไอแห้งๆ ไอมานานเป็นเดือนๆ อาจจะมีน้ำหนักลด ไข้อ่อนๆ เวลาเย็น ค่ำๆ หรือในรายที่เป็นมากแล้วอาจจะไอมีเลือดปนออกมาด้วย
  • ไอจากโรค Croup (Laryngotracheobronchitis): มักจะไอมาก ไอเสียงดังเหมือนเสียงหมาเห่า อาจจะมีเสียงดังฮืดๆเวลาหายใจเข้า (Stridor)
  • ไอจากโรคหอบหืด: มักจะไอมาก มีอาการเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว หายใจตัวโยน มีเสียงดังวี๊ดๆ เวลาหายใจออก (Wheezing Sound) มักได้ประวัติเป็นๆ หายๆ มานาน อาจจะตั้งแต่วัยเด็ก และมักเป็นเมื่อได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น อากาศเปลี่ยน โดนฝุ่น ควัน สารก่อภูมิแพ้ต่างๆ
  • ไอกรน (Whooping Cough): ลักษณะอาการไอ จะไอเป็นชุดจนแทบไม่ได้พักหายใจ ไอชุดหนึ่งประมาณ 10-15 ครั้ง ทำให้พอหายไอจะหายใจเข้าปอดอย่างแรงลึกๆ เกิดเสียงดัง “วูด” (Whoop) ไอชนิดแทบจะไม่พบแล้วในปัจจุบัน เพราะได้มีการให้วัคซีนป้องกันโรคนี้แก่เด็กในประเทศของเรามานานหลายสิบปี (มีพบบ้างในประชากรของประเทศเพื่อนบ้าน ที่เข้ามาทำงานในประเทศของเรา)

12. ยาบางตัวก่อให้เกิดอาการไอได้ (ที่เราพบว่าใช้กันบ่อยๆ)

เช่น

  • ยากลุ่ม ACE Inhibitors (Angiotensin Converting Enzyme Inhibitors) ยาชนิดนี้เป็นยาลดความดันโลหิตที่ใช้กันบ่อย เช่น ยา Analapril (Eneril) อาการไอจะเป็นแบบไอแห้งๆ ไอเหมือนระคายเคืองคันในคอ ไอนานเรื่อยๆ เป็นระยะๆตราบเท่าที่ยังกินยากลุ่มนี้อยู่ พบได้ประมาณ 3 – 20 % ของคนที่ใช้ยากลุ่มนี้อยู่ การแก้ไขคือ ต้องหยุดยานี้แล้วใช้ยาลดความดันกลุ่มอื่นทดแทน
  • ยา Fluticasone Nasal Spray เป็นยาสเตอรอยด์พ่นใส่รูจมูก เพื่อป้องกันอาการโรคภูมิแพ้โพรงจมูก (Allergic Rhinitis) พบก่อให้เกิดอาการไอ ได้ประมาณ 3 – 7 % ของคนที่ใช้ยากลุ่มนี้อยู่
  • ยา Simvastatin เป็นยาลดไขมันคอเลสเตอรอลในเลือด ของคนไข้ที่มีไขมันคอเลสเตอรอลในเลือดสูง พบก่อให้เกิดอาการไอ ได้ประมาณ 9 % ของคนที่ใช้ยากลุ่มนี้อยู่
  • ยาหรือสารหรืออาหารใดๆ ที่เราแพ้มาก แล้วก่อให้เกิดอาการแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylactic) จนเกิดหลอดลมตีบ สามารถทำให้เกิดอาการไอได้ทุกตัว

13. อาการไอ อาจมีสาเหตุ มาจากความผิดปกติ ที่ระบบต่างๆ ได้

ดังต่อไปนี้

  • ระบบทางเดินหายใจ (เกิดได้จากทั้งระบบ ทั้งทางเดินหายใจส่วนล่างและส่วนบน)
  • ระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจล้มเหลว จนมีน้ำท่วมปอด
  • ระบบทางเดินปัสสาวะ เช่น โรคไตวายแล้วน้ำท่วมปอด
  • ตับ เช่น มะเร็งตับกดเบียนกระบังลมและปอดข้างขวา
  • ระบบภูมิคุ้มกัน เช่นโรค SLE ที่ก่อให้เกิดการอักเสบแบบไม่ติดเชื้อ (Inflammation) ที่ปอด

14. ยาลดน้ำมูก อาจจะทำให้การไอแบบ มีเสมหะ (Productive Cough) แย่ลง

เพราะยาลดน้ำมูก จะทำให้เสมหะที่อยู่ในทางเดินหายใจ แห้งเหนียว ทำให้ขับออกยาก

ตัวอย่างของยาลดน้ำมูกที่อาจจะมีปัญหา เช่น Chlorpheniramine, Brompheniramine, Actifed, Loratadrine

ตัวอย่างของยาที่มีฤทธิ์ ช่วยลดน้ำมูกบ้าง (ยาภูมิแพ้) ที่มักจะไม่มีปัญหารบกวน การรักษาอาการไอ เช่น Cetirizine, Ketotifen, Monteluklast

15. โรคที่พบว่า เป็นสาเหตุของการไอได้บ่อย

  • โรคภูมิแพ้
  • โรคติดเชื้อ
  • โรคเนื้องอกและมะเร็ง
  • ฯลฯ

จากเรื่องราวทั้ง 15 ข้อข้างต้น ที่ผมเขียนมานั้น คงทำให้ ท่านผู้อ่านได้รู้จัก “การไอ” มากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อยนะครับ และหวังว่าความรู้เล็กๆ น้อยๆ นี้ คงก่อให้เกิดประโยชน์กับท่านบ้าง ผมก็จะยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้า สวัสดีครับ

นพ.ประดิษฐ์ เมฆมังกรทอง 28/11/15

 

Author: drdragon

Share This Post On
Share This