คุยเรื่องสุขภาพกับหมอประดิษฐ์ ตอนที่ 2 แนวทางในการ ทำให้เรามีสุขภาพทางกายที่ดี

strong

สวัสดีอีกครั้งครับ ต่อเนื่องจากคราวที่แล้วที่ผมได้คุยให้ท่านฟังกัน ถึงเรื่องแนวทางการมีสุขภาพจิตที่ดีไปแล้วนั้น วันนี้ผมอยากจะคุยถึงเรื่อง การมีสุขภาพกายที่ดีบ้าง คนเราทุกคนบนโลกนี้คงปฏิเสธกันไม่ได้นะครับว่า เราทุกคนอยากจะมีสุขภาพทางกายที่ดี ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการมีสุขภาพจิตที่ดี ยิ่งถ้าสามารถดีได้ทั้งสองอย่าง ทั้งกายและจิตพร้อมกัน ย่อมเป็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นคนที่โชคดีมากๆ เลยทีเดียว ก่อนที่ผมจะพูดถึง แนวทางในการปฏิบัติยึดถือ เพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพกายที่ดีนั้น เราจำเป็นจะต้องเข้าใจ ความจริงบางประการนี้เสียก่อนครับ นั่นคือปัจจัยที่มีผลต่อการมีสุขภาพกายที่ดี มีปัจจัยที่มีผลกระทบ คร่าวๆ ดังต่อไปนี้

1. ปัจจัยที่เราเอง ไม่สามารถจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้

หรือปัจจัยยากที่จะเปลี่ยนแปลงได้ เช่น

  • ปัจจัยทางกรรมพันธุ์: ในปัจจุบันโรคส่วนใหญ่ที่ถ่ายทอดมาทางกรรมพันธุ์ เราไม่สามารถเปลี่ยนแปลง เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นได้บ้าง ก็ยังถือว่ายากมากในยุคนี้ ดังเช่น เราไม่สามารถเปลี่ยนเด็กที่เป็นโรคธาลลัสซีเมีย (โรคเลือดจางตั้งแต่กำเนิด ที่รับกรรมพันธุ์มาจากพ่อและแม่) ให้เป็นเด็กที่ปราศจากโรคธาลลัสซีเมียได้ เราทำได้เพียงให้การรักษาประคับประคอง ให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีสุขภาพที่ดีในระดับหนึ่ง โดยช่วยดูแลป้องกัน แก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่จะเกิดขึ้น ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้สามารถมีชีวิตได้ยืนยาวขึ้น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกว่าในยุคก่อนๆ เช่นเดียวกับโรคต่างๆ อีกหลายโรคที่ถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคมะเร็งบางชนิด โรคเก๊าต์ โรคเลือดบางชนิด ฯลฯ เป็นต้น
  • ปัจจัยทางวิบากกรรม: ตามคติความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาพุทธ เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บ ความทุกข์ทางกายนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากวิบากที่เป็นผลของกรรมในอดีต เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เราต้องได้รับผลของกรรมนั้น อย่างแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว (ไม่ชาตินี้ ก็ชาติถัดๆไป)

2. ปัจจัยที่สามารถจะเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงให้ดีขึ้น

หรือเปลี่ยนแปลงให้ดำรงอยู่ในสภาพที่ดีต่อเนื่องไปนานๆ ได้ ปัจจัยนี้แหละครับที่เราสามารถที่จะทำอะไรกับมันได้บ้าง เพื่อส่งเสริมให้เรามีสุขภาพกายที่ดีได้ โดยผมมีหลักการในการปฏิบัติ มาแนะนำให้ดังต่อไปนี้ครับ

เอาของดีเข้าตัว, บริหารสมดุลของร่างกาย ด้วยการหยุดและขยับ, ไม่เอาของไม่ดีเข้าตัว, ขับของไม่ดีออกจากตัวสม่ำเสมอ, รักษาโรคที่มีอยู่ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่งมงาย

หรือจำสั้นๆ ง่ายๆ ว่า

เอาของดีดีเข้าตัว สมดุลทั่ว หยุด ขยับ ไม่ยอมรับของไม่ดี ขับทันทีของเสีย อย่าหลงเชียร์ สิ่งงมงาย

2.1. เอาของดีดีเข้าตัว

หมายถึง การเอาสิ่งดีๆ ที่มีผลดีต่อสุขภาพ เข้ามาสู่ร่างกายตนเอง เช่น

  • อาหาร: อาหารที่เรารับประทาน เข้าไปสู่ร่างกายนั้น ควรจะเป็นอาหารที่สะอาด และมีคุณค่าทางอาหารครบ 5 หมู่ ในเรื่องของอาหารอย่างไหน ดีหรือไม่ดีนั้น ในบางครั้งเราอาจจะต้องพิจารณาเป็นรายบุคคลด้วยเหมือนกันนะครับ เพราะ ในคนบางคน อาหารที่ตามปกติดีสำหรับคนทั่วไป ก็อาจจะไม่ดีต่อเขาได้ เช่นคนที่เป็นโรคเก๊าต์ อาหารประเภท ที่มาจากสัตว์ปีก และเครื่องในสัตว์ต่างๆ หรือผักบางชนิด เช่น ชะอม กระถิน หน่อไม้ ก็เป็นอาหารที่ควรจะหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้กรดยูริกในร่างกายสูงขึ้นมาก ทำให้โรคปวดข้อเก๊าต์กำเริบได้ (โรคเก๊าต์เกิดจาการที่มีกรดยูริค ในเลือดสูงมากกว่าปกติ) หรือในคนที่มีภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD การบริโภคถั่วประเภทถั่วปากอ้า ก็อาจจะก่ออันตรายกับเขาได้ แม้ว่ามันจะเป็นอาหารที่แสนธรรมดาของคนทั่วไป หรือในคนที่เป็นโรคเบาหวาน ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการบริโภคของหวาน น้ำหวาน ขนมหวาน น้ำตาล น้ำผึ้ง เป็นต้น หรือในคนที่เป็นโรคไขมันในเส้นเลือดสูง ก็ควรจะหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันในปริมาณที่สูงด้วย ดังนั้นสรุปได้ว่า ในช่วงชีวิตของเราที่ผ่านไปเรื่อยๆ ทุกวันทุกวันนั้น เราจำเป็นต้องเรียนรู้และจดจำสิ่งที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพของเราจริงๆ (บางครั้งอาจทราบได้จากการตรวจสุขภาพ) และพยายามที่จะนำเอาแต่สารอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเราเข้าตัว เพื่อเป็นการทำนุบำรุงร่างกาย ของเราให้สมบูรณ์ และแข็งแรงตลอดเวลา ไปเรื่อยๆ ให้นานมากที่สุดเท่าที่จะทำได้
  • อากาศ: อากาศที่เราสูดเข้าไปในปอด ควรเป็นอากาศที่สะอาด บริสุทธิ์ มีสารและสิ่งปนเปื้อนน้อย เช่น มีฝุ่นน้อย มีควันสารพิษน้อย และมีปริมาณออกซิเจนในอากาศ ในปริมาณที่พอเหมาะ
  • น้ำ: เราควรจะดื่มน้ำที่สะอาด และมีแร่ธาตุ (ในปริมาณที่พอเหมาะ) ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในปริมาณที่มากๆ ทุกวัน (ยกเว้นในคนที่มีภาวะต้องห้าม ในการดื่มน้ำมากๆ เช่น ผู้ป่วยโรคไตวาย ผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลว เป็นต้น)

2.2. บริหารสมดุลของร่างกายด้วยการหยุดและขยับ (สมดุลทั่ว หยุด ขยับ)

หยุด” ในที่นี้ ผมหมายถึงการนอนหลับพักผ่อน ร่างกายของเรา ต้องการการนอนหลับพักผ่อน ที่เพียงพอ โดยเฉลี่ยประมาณ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน (มีการวิจัยพบว่าการนอนหลับที่มากหรือน้อยไปกว่านี้ ก่อให้เกิดผลไม่ดีต่อสุขภาพ) และการนอนหลับนั้น จะต้องเป็นการนอนที่มีคุณภาพ คือหลับสนิท ไม่หลับหลับตื่นตื่น และเคล็ดลับอีกอย่าง คือถ้าเราสามารถทำได้ จะยิ่งดีต่อสมองและร่างกายของเรามาก นั่นคือเราควรหาโอกาสงีบหลับในตอนกลางวัน หรือช่วงบ่ายๆ ให้ได้สักประมาณ 20-30 นาทีต่อวัน แล้วท่านจะรู้สึกสดชื่น สมองปลอดโปร่ง ในช่วงบ่ายหรือเย็น อย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว

ขยับ” ในที่นี้ ผมหมายถึงการออกกำลังกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การออกกำลังกายที่อยู่ในกลุ่มแอโรบิกทั้งหลาย เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน เดินเร็ว เดินเรื่อยๆ เต้นแอโรบิก เต้นฮูลาฮูป ฯลฯ เหล่านี้เป็นการออกกำลังกาย ที่มีจังหวะการหายใจสม่ำเสมอ และค่อยเป็นค่อยไป การออกกำลังกายในแต่ละครั้ง ควรออกถึงจุดแค่ “เมื่อเริ่มจะเหนื่อย” เพียงเล็กน้อย ถึงปานกลางแล้วจึงหยุด ไม่แนะนำให้ออกกำลังกายหักโหม จนเหนื่อยมากแบบแทบขาดใจ เพราะนั่นจะเป็นการทำร้ายร่างกายของเราเอง แทนที่จะเป็นการส่งเสริมสุขภาพ ส่วนในเรื่องที่ว่าเราควรจะออกกำลังกายชนิดไหนนั้น เราควรจะพิจารณา เลือกตามสภาพร่างกายของเราเองด้วย การเลือกชนิดของการออกกำลังกายที่เหมาะสมไม่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บตามมา เช่น ถ้าเรามีโรคข้อเข่าเสื่อม เราก็ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายด้วยการวิ่ง เพราะจะมีแรงกระแทกที่เข่า และอาจจะทำให้เกิดความเจ็บปวด และข้อเข่าเสื่อมหนักยิ่งขึ้นก็ได้

การหยุดและขยับ (การนอน และการออกกำลังกาย) ที่เหมาะสม จะช่วยสร้างสมดุลให้กับระบบต่างๆ ในร่างกาย เมื่อร่างกายสมดุล โรค, ภัย, ไข้, เจ็บ ก็จะเบียดเบียนเราได้ยากขึ้น ผลก็คือเราก็จะเจ็บป่วยน้อยลงนั่นเองครับ

2.3. ไม่เอาของไม่ดีเข้าตัว (ไม่ยอมรับของไม่ดี)

ของไม่ดีในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างต่าง ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายของเราแล้ว ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกาย นำไปสู่การเป็นโรคภัยไข้เจ็บต่างต่างได้ เช่น

2.3.1 ของไม่ดีที่เราเสพทางการกิน
  • สุรา เครื่องดองของเมาทั้งหลาย
  • ยาเสพติดทั้งหลาย เช่น ยาบ้า ยานอนหลับ สารกล่อมประสาท เฮโรอีน โคเคน ยาไอซ์ ฯลฯ
  • ยา หรือสารต่างๆ หรืออาหาร ที่เป็นของต้องห้ามสำหรับตน (เช่น ยาที่เราแพ้ อาหารที่เราแพ้ สารต่างๆที่เราแพ้ ฯลฯ)
  • สารเคมี สารปรุงแต่งอาหาร หรือพวกยาลูกกลอน สมุนไพรที่แอบอ้างสรรพคุณเกินจริงทั้งหลาย หรือยาแผนปัจจุบันที่แพทย์ไม่ได้สั่งให้รับประทานหรือใช้ แต่ไปซื้อทานเองโดยไม่มีความรู้
2.3.2 ของไม่ดีที่เราเสพทางการสูดดม
  • บุหรี่ ยานัตถุ์
  • ยาเสพติดทั้งหลาย เช่น กัญชา กาว เฮโรอีน ยาบ้า ยาไอซ์ ฯลฯ
  • ควันต่างๆ เช่น ควันจากรถยนต์ ควันจากการเผาสิ่งต่างๆ เช่นขยะ ควันจากโรงงานอุตสาหกรรม
2.3.3 ของไม่ดีที่เราเสพทางอื่นๆ
  • เสพทางหู เช่น พวกเสียงดัง เสียงดังมากๆ เสียงรบกวนต่างๆ
  • เสพทางการสัมผัส เช่นการสำส่อนมีเพศสัมพันธ์ จนทำให้เกิดการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ต่างๆ เช่นโรคเอดส์ เป็นต้น
  • เสพทางตา เช่นการ ดูภาพอุจาดตา ทำให้ทานอาหารไม่ลง การอ่านหรือดูแต่ภาพยนตร์ หรือหนังสือที่กระตุ้นอารมณ์ทางเพศ จนนำไปสู่การสำส่อนทางเพศ และผลสุดท้าย อาจจะติดโรคติดต่อร้ายแรง หรือไปก่ออาชญากรรมได้ในที่สุด

2.4. ขับเอาของไม่ดี ออกจากตัวสม่ำเสมอ (ขับทันทีของเสีย)

ร่างกายคนเรา มีการขับไล่สิ่งไม่ดี สารที่ไม่ดี ที่เป็นของเสียของเรา ออกจากร่างกายได้ สองทางใหญ่ๆ ที่เป็นหลัก คือ

  • ทางปัสสาวะ: ร่างกายของเรา ขับไล่สารพิษ หรือยา หรือสารของเสียต่างๆ ที่เกิดจากกลไกทางเมตาโบลิซึมของร่างกายออกทางนี้ ถ้าร่างกายของเราไม่สามารถทำการขับของเสียออกทางนี้ได้ หรือได้ไม่ดี จะทำให้ร่างกายของเราย่ำแย่ เสียสมดุลหรือเสียชีวิตในที่สุด เช่น คนไข้โรคไตวาย ไตเสื่อม ที่จำเป็นจะต้องทำการล้างไต ทางการฟอกเลือด หรือทางการใส่สารน้ำทางช่องท้อง แทนการทำงานของไตที่เสียไป ไม่อย่างนั้นร่างกายของเขา ก็จะอยู่ไม่ได้และเสียชีวิตในที่สุด การส่งเสริมการขับถ่ายของเสีย ทางปัสสาวะให้ดี มีวิธีง่ายๆ คือ ดื่มน้ำมากมาก (ถ้าไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการดื่มน้ำมากๆ) งดเว้นการอั้นปัสสาวะ งดเว้นยาหรือสารใดๆ ที่จะทำร้ายไต รักษาโรคประจำตัว (ที่จะทำให้ไตเสื่อม) ตามหลักทางวิทยาศาสตร์การแพทย์
  • ทางอุจจาระ: เมื่อคนเรารับประทานอาหาร เข้าไปทางปาก อาหารก็จะผ่านจากปาก ลงหลอดอาหาร ลงกระเพาะ ไปลงลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง แล้วออกมาเป็นอุจจาระ ทางรูทวาร ตลอดเส้นทาง จะมีการย่อยและดูดซึมสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกายเข้าสู่กระแสเลือด เศษอาหารที่เหลือก็จะกลายเป็นอุจจาระ และขับถ่ายออกมาภายนอก อุจจาระถือเป็นของเสียของร่างกาย ยิ่งเรากินอาหารที่มีกากปริมาณมาก อุจจาระก็จะยิ่งมาก ปัญหาคือคนบางคนมีภาวะท้องผูกอยู่เป็นนิจ ไม่ค่อยขับถ่ายทุกๆ วัน บางคนหลายวันถ่ายที ทำให้อุจจาระคั่งค้างอยู่ภายในลำไส้นาน ทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกายคือ
    • -รู้สึกไม่สบายตัว
    • ท้องอืด แน่นท้อง เบื่ออาหาร
    • ปวดท้อง
    • เป็นริดสีดวงทวาร เมื่อมีปัญหาท้องผูกบ่อยๆ อุจจาระแข็ง และต้องเบ่งมากเวลาขับถ่าย
    • มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่มากกว่าคนที่ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องท้องผูก เพราะการที่ท้องผูก อุจจาระที่เป็นของเสีย ต้องสัมผัสอยู่ในลำไส้ใหญ่นานเกินไป ด้วยเหตุที่อุจจาระเป็นของเสียของร่างกาย เป็นสิ่งที่ร่างกายของเราไม่ปรารถนาที่จะเก็บเอาไว้ ดังนั้นถ้าเราสามารถขับถ่าย เอามันออกไปจากร่างกายของเราได้ทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง (แต่ไม่ใช่ท้องเสียนะ) จะเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพ ของเราอย่างมาก เราจะรู้สึกสดชื่น สบายท้อง กระฉับกระเฉง ผิวพรรณผุดผ่อง และมีความเสี่ยงต่อการเป็น โรคริดสีดวงทวาร หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่น้อยลง

2.5. รักษาโรคที่มีอยู่ ตามหลักวิทยาศาสตร์ ไม่งมงาย

ในปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์มีความเจริญรุดหน้าไปอย่างมากและรวดเร็ว โรคต่างๆ ส่วนใหญ่นั้น วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายได้อย่างถ่องแท้ แม้ว่าการรักษาให้หายขาด ยังไม่สามารถทำได้ในทุกๆ โรค แต่ก็มีหลักการในการดูแลผู้ป่วยได้อย่างดีและมีเหตุมีผล ส่งผลให้ประชากรในโลกนี้มีค่าเฉลี่ยของการมีอายุยืนมากขึ้น ในทุกส่วนของโลก ทำให้โลกของเราแทบทุกประเทศ กำลังมีประชากรของผู้สูงอายุมากขึ้นๆ เข้าไปทุกที และคาดว่าโลกจะเป็นสังคมของผู้สูงอายุในไม่ช้านี้ รวมถึงประเทศไทยด้วย แม้วิทยาศาสตร์จะก้าวหน้าไปมากเพียงใด เราก็ยังพบเห็นสินค้าและการโฆษณาเกี่ยวกับสุขภาพที่เกินจริง ไม่วางอยู่บนพื้นฐานของเหตุผลและวิทยาศาสตร์อยู่เป็นจำนวนมาก เพียงเพื่อหวังผลทางการค้าและผลกำไรเป็นเงินทอง และความร่ำรวย และมีคนจำนวนมากหลงเชื่อ และเข้าไปเป็นเหยื่อของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ จนต้องสูญเสียเงินทอง และสุขภาพไปอย่างน่าเสียดาย

ดังนั้นผมจึงขอเรียนเตือนทุกท่าน ในการที่จะใช้บริการ หรือผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ใดๆ จะต้องมีสติให้มาก พิจารณาถึงหลักของเหตุผลและความเป็นจริง ถ้าไม่แน่ใจก็สอบถามหน่วยงานของรัฐที่เชื่อถือได้ ก่อนตัดสินใจในการใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์นั้นๆ เพื่อที่สุขภาพของท่านจะไม่โดนทำลายโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์

ทั้งหมดนี้ เป็นแนวทางคร่าวๆ ที่ผมอยากจะแนะนำทุกๆท่าน ในการที่จะใช้เป็นหลักในการที่จะมีสุขภาพดี มีอายุยืนนาน มีความสุข ขอให้ทุกท่านโชคดี มีความสุขมากๆ ทุกท่านครับ

นายแพทย์ประดิษฐ์ เมฆมังกรทอง  7/11/15

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This