คุยเรื่องสุขภาพกับหมอประดิษฐ์ ตอนที่ 1 การจัดการกับความทุกข์ทางใจ

badmood

สวัสดีครับ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ที่ผมได้ลองเขียนบทความ เพื่อที่จะนำลงเผยแพร่ ในเวบไซด์ของตนเอง ที่ว่าเขียนในที่นี้ หมายถึงเขียนเองเลย ไม่ได้แปลบทความมาจากที่ไหนๆ เหมือนที่ทำผ่านมาซึ่งผมจะแปลบทความทางวิชาการทางสุขภาพของเวบไซด์ต่างประเทศมาลงไว้ ในเวบไซด์ของผมเอง โดยครั้งนี้ผมอยากเขียน โดยใช้ภาษาง่ายๆ เข้าใจได้ไม่ยาก และเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับสุขภาพง่ายๆ ไม่ลงลึกในวิชาการมากนัก แต่เรื่องที่จะเล่านี้น่าจะสามารถ เอาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้บ้างครับ

เรื่องที่ผมอยากคุยด้วยวันนี้ ผมอยากพูดถึงการมีสุขภาพที่ดี การมีสุขภาพที่ดีนั้นหมายถึง ต้องดีทั้งทางร่างกาย และจิตใจ และสิ่งนี้จะทำให้เรามีความสุขในชีวิตประจำวัน และในทุกวันที่ผ่านไปของชีวิตเรา

เรามาพูดถึงเรื่องความสุขทางใจกันก่อน ความสุขทางใจนั้น น่าจะหมายถึง ใจหรือจิตที่ไม่มีเรื่องรบกวน จากสิ่งต่างๆ ที่จะทำให้เรารู้สึกเศร้าหมอง ทุกข์ระทม หดหู่ แต่ในความเป็นจริงของชีวิตนั้น ไม่มีทางเลยที่เรามนุษย์ปุถุชนธรรมดา จะไม่มีความคับข้องหมองใจ เข้ามาในชีวิตบ้างเลย อย่างเด็ดขาด แต่ละคนก็มีเรื่องทุกข์ใจในแบบของตนเอง บางคนทุกข์มาก บางคนทุกข์น้อย คนรวยก็ทุกข์ในแบบของคนรวย คนจนก็ทุกข์ในแบบของคนจน แต่ถึงแม้ว่าเราจะหนีความทุกข์ไปอย่างเด็ดขาดร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ แต่เราก็สามารถจะจัดการกับมันได้บ้าง เมื่อความทุกข์ใจมันเกิดขึ้นมาในชีวิตของเราแล้ว และต่อไปนี้จะเป็นข้อแนะนำขั้นตอนในการจัดการ กับความทุกข์ทางใจ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจำวันของเรา เราจะได้พอมีแนวทาง ในการจะจัดการกับมันได้บ้าง

1. ขั้นตอนในการพยายามที่จะแก้ไข ที่ต้นเหตุของความทุกข์นั้นๆ

ในกรณีนี้ เช่น ถ้าเราทุกข์ใจ เพราะเราทะเลาะและไม่เข้าใจกันกับคนในครอบครัวของเรา เช่น กับพ่อแม่ กับพี่น้อง กับสามี กับภรรยาของเรา การแก้ที่ต้นเหตุก็คือ การที่เราได้เข้าไปพูดคุยปรับความเข้าใจ กับคนที่เรามีปัญหาด้วยนั้นๆ และหาหนทางร่วมกัน ในการที่จะอยู่ด้วยกัน อย่างดีมีความสุขมากขึ้น หรือบางคนทุกข์ใจเพราะเงินไม่พอใช้ มีหนี้มีสินมาก เราก็อาจจะแก้ไขได้ ด้วยการ พยายามประหยัดการใช้จ่าย ให้มากขึ้น และพยายามหารายได้ (จากการทำงานที่สุจริต) เพิ่มขึ้นอย่างนี้เป็นต้น

2. หาคนมาฟังเราระบาย สิ่งที่เราอัดอั้นตันใจอยู่

โดยทั่วไปคนเรานั้น มักจะมีคนที่เราสนิทสนม เคารพนับถือ ไว้เนื้อเชื่อใจอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เมื่อเรามีความทุกข์ การที่เราได้พูดระบาย ความอัดอั้นตันใจ ให้กับคนที่เราไว้วางใจฟัง จะทำให้เราคลายความทุกข์ไปได้อย่างมาก และเมื่อคนเหล่านั้นได้พูดให้กำลังใจเรา หรือแม้แต่สนใจฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ นั่นเป็นเหมือนยาวิเศษขนานดี ให้แก่เราเราเมื่อยามเรามีทุกข์ ให้คลายทุกข์ไปได้อย่างดีไม่มากก็น้อย

3. การพยายามปล่อยวางความทุกข์นั้นๆ

ถ้าเราได้พยายามที่จะหาและแก้สาเหตุของความทุกข์นั้นๆ แล้ว แต่เราไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุนั้นได้ เราก็ควรพยายามที่จะปล่อยวาง ความทุกข์นั้นๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้จะเป็นการยากที่จะประสบความสำเร็จ แต่การเริ่มพยายามที่จะทำ (การปล่อยวาง) ทีละน้อยๆ ไปเรื่อยๆ ในที่สุดเราก็จะสามารถที่ จะทำ (การปล่อยวาง) ได้มากขึ้นๆ เรื่อยๆ เราอาจจะปล่อยวางมันไปได้ อย่างเด็ดขาดในสักวันหนึ่ง ขอเพียงแต่ให้เราได้เริ่มต้นพยายามที่จะทำมันเท่านั้นเอง

4. การเบี่ยงเบน จิตใจ ไปสู่เรื่องอื่นๆ

เพื่อให้เราลืม ที่จะไปนึกถึง เรื่องที่เรากำลังมีความทุกข์อยู่ เมื่อเราลองทำตามสามข้อแรกที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ในการแก้ไขความทุกข์ใจที่เรามีอยู่ได้ สำหรับข้อนี้ก็เป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราสามารถที่จะทำได้ทันที นั่นคือการเบี่ยงเบนจิตใจของเราไปสู่สิ่งต่างๆ ที่มีประโยชน์ และไม่เกิดโทษซ้ำเติมต่อร่างกายจิตใจของเราเพิ่มขึ้นไปอีก อาทิเช่น

  • การออกกำลังกาย วิธีนี้เป็นวิธีที่จะได้ผลมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่เราออกกำลังกายจนเหนื่อย เหงื่อแตกท่วมตัว (แต่อย่าหักโหม ในกรณีที่ท่านมีโรคประจำตัว ที่อาจจะเป็นอันตราย เมื่อออกกำลังกายมากๆ) เมื่อร่างกายของเราออกกำลังกายจนเหนื่อย สมองของเราจะผลิตสารเคมีกลุ่มหนึ่งออกมา รู้จักกันในนามว่า สารเอนดอฟิน (Endorphine) สารเคมีนี้จะไปกระตุ้นสมองของเรา ให้เรารู้สึกมีความสุขได้ และเมื่อเราทำบ่อยๆ บางครั้งเราถึงกับติดกับรสชาติความสุขอย่างนี้ไปเลยก็มี ยกตัวอย่างเช่น พวกนักกีฬาที่ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอมานานๆ เมื่อวันใดวันหนึ่ง ไม่ได้ออกกำลังกาย ก็จะรู้สึกไม่สบายตัว หรือถึงขั้นหงุดหงิดขึ้นมาได้เลยทีเดียว
  • การทำงานอดิเรก เช่นปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ สะสมของเก่า สะสมแสตมป์ การเล่นกีฬาในร่มเช่น เล่นไพ่ เล่นหมากรุก หรืออะไรก็ได้ ที่เราสนใจเป็นพิเศษ เมื่อได้ทำแล้วรู้สึกเพลิดเพลิน จนลืมความทุกข์ไปได้ แม้ชั่วขณะหนึ่งก็ยังดี
  • การทำกิจกรรมทางศาสนา เช่น ทำบุญใส่บาตร ไหว้พระ สวดมนต์ ทำสมาธิ ฟังเทศน์ฟังธรรม หรือถ้าเป็นคนนับถือศาสนาคริสต์ ก็อาจจะเข้าโบสถ์ ฟังเทศน์ ร้องเพลง ถ้าเป็นคนศาสนาอิสลาม ก็ทำละหมาดเป็นต้น ในกรณีข้อสี่นี้ เราควรหลีกเลี่ยง การเบี่ยงเบนไปทำในสิ่งที่อาจจะยิ่งไปซ้ำเติม ร่างกายและจิตใจของเราให้แย่ลงไปมากขึ้นอีก เช่น การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ เสพยาเสพติด เล่นการพนัน การเที่ยวกลางคืน การสำส่อนทางเพศ เป็นต้น

5. ปรึกษาจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา

ในบางครั้งบางคราว เราได้พยายาม ทำตามคำแนะนำข้างต้น มาจนหมดแล้ว เราก็ยังคงมีความทุกข์มาก จิตใจของเรายังคงดำดิ่ง จมปลักไปในความทุกข์อย่างถอนไม่ขึ้น บางครั้งรู้สึกเหมือนกับว่า จะทนอยู่ในโลกนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้ว ถ้าถึงตรงจุดนี้ ผมขอแนะนำให้ท่าน รีบไปปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา เพื่อเข้ารับการช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ ที่อาจจะช่วยท่านได้ ทั้งในแง่ของการทำจิตบำบัด หรือการรับประทานยา

อันที่จริงการปรึกษาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยานั้น ไม่จำเป็นที่เราจะต้องรอให้สถานะการณ์ทางจิต ของเราเลวร้ายสุดๆ แล้วค่อยไปปรึกษา เราสามารถที่จะปรึกษาได้ ตั้งแต่เมื่อแรกเริ่มที่จะมีความทุกข์ ก็ได้นะครับ เหมือนอย่างที่เราเห็นในภาพยนต์ของประเทศทางตะวันตก ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา อยู่บ่อยๆ ที่การปรึกษาจิตแพทย์เป็นเรื่องธรรมดาอย่างมาก

เมื่อเราคลายจากความทุกข์ ความสุขไม่มากก็น้อย ย่อมปรากฏตัวขึ้นเสมอ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะแนะนำให้ ทุกท่านใช้เป็นแนวทาง ในการสร้างความสุขทางจิตให้กับตนเอง ในยามที่ความสุขในชีวิตของท่านลดลงเนื่องมาจากมีความทุกข์เข้ามากล้ำกลาย

ครั้งนี้ผมขอจบการพูดคุยไว้เพียงแค่นี้ก่อนครับ ครั้งหน้าผมจะมาคุยให้ท่านฟังเรื่องการสร้างความสุขทางกายให้กับตนเองในแนวทาง ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ครับ

นายแพทย์ประดิษฐ์ เมฆมังกรทอง 2015-10-30

 

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This