ก้าวใหม่ทางวิทยาศาสตร์ ในการต่อสู่กับความชรา และโรคที่เกิดจากความชรา

ความชรา (Aging) คือขบวนการต่อเนื่อง ที่มีตั้งแต่ก่อนที่เราจะเกิดออกจากครรภ์มารดา เป็นขบวนการที่เป็นผลพวงหรือผลข้างเคียงของการมีชีวิต เป็นขบวนการที่เกิดจากการถูกทำลาย (Damage) ของร่างกาย ตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ และระดับร่างกายโดยองค์รวม ในขบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกายปกติ เป็นขบวนการที่ไม่ได้มีอันตรายมาตั้งแต่ต้น แต่จะส่งผลอันตรายชัดเจนขึ้น ในระยะเวลาที่ผ่านไปมากขึ้น เมื่อถึงจุดที่ร่างกายไม่สามารถปรับตัว อดทนต่อการทำลายที่สะสมมากขึ้นจนถึงจุดหนึ่ง ก็แสดงออกมาเป็นความชรา และโรคของความชรา

ความชราและโรคที่เกิดจากความชรา เป็นปัญหาทางสาธารณสุขมาตลอดประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และการรักษาต่อสู้กับความชราในอดีต ก็คือ การต่อสู้กับผลของโรคที่เกิดจากความชรา ที่ปลายเหตุมาตลอด

ปัจจุบันมีนักวิทยาศาสตร์หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มของ Dr.Aubrey De Grey มีความเชื่อว่าในปัจจุบัน โลกของเราก้าวไปสู่ยุคที่จะต่อสู้กับความชราโดยตรงได้แล้ว โดยมีหลักการและความรู้ทางวิทยาศาสตร์รองรับ หลักการนั้นก็คือ

  • ขบวนการของการชรา เกิดจากการทำลาย (Damage) ของร่างกาย ตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ และระดับร่างกายโดยองค์รวม จากขบวนการของเมตาโบลิซึมของร่างกายปกติ และเมื่อเกิดการทำลาย ก็จะเกิดพยาธิสภาพ (Pathology) และจะนำไปสู่การเกิดโรค (Disease) ที่เกิดจากความชราและตัวความชราเอง นั่นเอง
  • Gerontology คือศาสตร์ของการใช้วิธีการต่างๆ ลดการทำลาย (Damage) ของร่างกาย ตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ และระดับร่างกายโดยองค์รวม เพื่อไม่ให้นำไปสู่ การมีพยาธิสภาพและนำไปสู่การเกิดโรคได้
  • Geriatrics คือศาสตร์ในการรักษาโรค และพยาธิสภาพที่เกิดจากความชรา ต่อผู้สูงอายุ อันเป็นผลหลังจากเกิดการทำลายแล้ว
  • หลักการรักษาแนวใหม่คือการ ลดการทำลาย (Damage) ของร่างกาย ตั้งแต่ระดับโมเลกุล ระดับเซลล์ และระดับร่างกายโดยองค์รวม และการเปลี่ยนแปลงฟื้นฟู สิ่งที่เสื่อมจากการถูกทำลายแล้ว ให้กลับมาดีได้ดังเดิม หรือเท่าที่พอจะทำได้

หลักการก็คือ การใช้หลักการทางชีววิทยาที่ค้นพบมานาน และเป็นที่ยอมรับกันมาหลายสิบปีแล้วว่า การทำลาย (Damage) นั้น เกิดจากขบวนการหลักๆ เพียง 7 ขบวนการนี้ เท่านั้นคือ

  1. การตายของเซลล์ โดยไม่มีการแบ่งตัวของเซลล์อื่น สร้างขึ้นมาทดแทน (Cell loss, Cell atrophy)
  2. การแบ่งตัวของเซลล์อย่างไม่หยุด และไม่สามารถควบคุมได้ (Division obsessed cells) เช่น เซลล์มะเร็ง เป็นต้น
  3. การมีเซลล์ที่ไม่ยอมตาย (Death resistant cells)
  4. การมีการกลายพันธ์ของ ไมโตคอนเดรียล (Mitochondrial mutations)
  5. การมีของเสีย ในเซลล์มากจนเกินไป (Intracellular junk)
  6. การมีของเสีย ภายนอกเซลล์มากจนเกินไป (Extracellular junk)
  7. Extracellular cross links

เมื่อเราทราบต้นเหตุของการทำลาย (Damage) ภายในร่างกายแล้ว เราก็ค้นหาวิธีการในการแก้ไขการถูกทำลายนั้น เป็นข้อๆ ไป เมื่อไม่มีการทำลายหรือการทำลายลดลง การเกิดพยาธิสภาพก็จะลดลง การเกิดโรคและความชรา ก็จะลดลงตามไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในปัจจุบัน การค้นคว้าดังกล่าว ยังไม่สำเร็จจนสามารถนำมาใช้กับมนุษย์ได้ มีเพียงการทดลองในห้องปฏิบัติการและในสัตว์ ที่ชี้ว่าหลักการนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ในการต่อสู้กับความชราและโรคที่เกิดจากความชราในอนาคต

ต่อไปนี้เป็นแนวทางในการแก้ไขการทำลาย (Damage) ในแบบต่างๆ

  1. การตายของเซลล์ โดยไม่มีการแบ่งตัวของเซลล์สร้างขึ้นมาทดแทน (Cell loss, Cell atrophy): การแก้ไข ที่อาจจะเป็นไปได้ คือ การทำ Cell therapy, Stem cell therapy
  2. การแบ่งตัวของเซลล์อย่างไม่หยุด และไม่สามารถควบคุมได้ (Division obsessed cells) เช่น เซลล์มะเร็ง เป็นต้น: การแก้ไข ที่อาจจะเป็นไปได้ คือ Telomerase/ALT gene deletion plus periodic cell reseeding
  3. การมีเซลล์ที่ไม่ยอมตาย (Death resistant cells): การแก้ไข ที่อาจจะเป็นไปได้ คือ Suicide gene, Immune stimulation
  4. การมีการกลายพันธ์ของ ไมโตคอนเดรียล (Mitochondrial mutations): การแก้ไข ที่อาจจะเป็นไปได้ คือ Allotopic expression of 13 proteins
  5. การมีของเสียในเซลล์มากจนเกินไป (Intracellular junk): การแก้ไข ที่อาจจะเป็นไปได้ คือ Transgenic microbial hydrolases
  6. การมีของเสียนอกเซลล์มากจนเกินไป (Extracellular junk): การแก้ไขที่อาจจะเป็นไปได้ คือ Phagocytosis by immune stimulation
  7. Extracellular cross links: การแก้ไขที่อาจจะเป็นไปได้ คือ AGE breaking molecules /enzymes

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This