โรคติดเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis)

โรคติดเชื้อราในช่องคลอด เชื้อก่อโรคที่พบมากที่สุดคือเชื้อ Candida Albicans เรียกอีกอย่างว่า Vaginal Candidiasis

สาเหตุ

เชื้อ Candida Albicans เป็นเชื้อราที่พบได้ทั่วทุกมุมโลก ปกติมันจะอาศัยอยู่ในปริมาณน้อยๆ ในช่องคลอดของผู้หญิง ในปาก ในระบบทางเดินอาหาร และบนผิวหนังโดยไม่ก่อให้เกิดโรคแต่อย่างใด

ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการขึ้นเมื่อจำนวนเชื้อนี้มีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติ มากกว่าเมื่อเทียบกับเชื้ออื่นๆ ที่อาศัยอยู่อย่างปกติในช่องคลอด เชื้อ Candida albicans จะมีปริมาณมากขึ้นกว่าปกติจนเกิดการติดเชื้อ จากสาเหตุคือ

  • สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่จะเอื้ออำนวยให้เชื้อเจริญได้มากขึ้น
  • เชื้อประจำถิ่นของช่องคลอดชนิดอื่นๆ เช่น เชื้อแบคทีเรียลดปริมาณลง จึงเกิดการเสียสมดุล เช่น กรณีที่ทานยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อแบคทีเรียนานๆ หรืออย่างแรง จนทำให้เชื้อแบคทีเรียประจำถิ่นในช่องคลอดพลอยตายลง และลดปริมาณลงอย่างมาก

การติดเชื้อราในช่องคลอดของผู้หญิงนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อย เชื่อกันว่าผู้หญิงทุกคนต้องเคยติดเชื้อราในช่องคลอดมาบ้างอย่างน้อยก็หนึ่งครั้งในชีวิต สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้ผู้หญิงเป็นโรคติดเชื้อราในช่องคลอดได้ง่ายขึ้น เช่นการตั้งครรภ์ การเป็นเบาหวาน การเป็นโรคอื่นๆ ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันไม่ค่อยจะดี เช่น โรคเอดส์

การติดเชื้อราในช่องคลอดไม่ถือว่าเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ 12-15% ของผู้ชายที่ร่วมเพศกับผู้หญิงที่ติดเชื้อราในช่องคลอดจะเกิดผื่นแดงและคัน ที่องคชาติตามหลังการร่วมเพศกับคนที่ติดเชื้อดังกล่าว

การติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยๆ อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ ภาวะความผิดปกติทางสุขภาพอื่นๆ ที่แอบแฝงอยู่ในตัวคนคนนั้น

การติดเชื้อราในช่องคลอดที่เป็นซ้ำทันทีที่รักษาครบคอร์ส หรือการติดเชื้อไม่ตอบสนองต่อการรักษาตามมาตรฐานปกติ อาจจะเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงการมีการติดเชื้อ HIV แอบแฝงอยู่

ทั้งผู้หญิงและผู้ชายที่ติดเชื้อ  HIV และเริ่มจะเป็นโรคเอดส์ จะติดเชื้อ Candida Albicans ได้ง่ายทั่วทั้งตัว ไม่ว่าจะที่ในช่องปาก หลอดอาหาร ผิวหนัง

อาการ

  • มีตกขาวที่ผิดปกติ เช่น เป็นแบบเป็นน้ำ หรือเป็นตกขาวสีขาวข้น ตกขาวเป็นก้อนหนา
  • มีการอักเสบของผิวหนังที่บริเวณปากช่องคลอด
  • มีความเจ็บปวดเวลามีเพศสัมพันธ์
  • มีความเจ็บปวดเวลาปัสสาวะ
  • มีรอยแดงที่ปากช่องคลอด
  • มีอาการแสบ คันที่ช่องคลอดและปากช่องคลอด

การตรวจ

  • การตรวจภายใน (PV) จะพบร่องรอยของการอักเสบที่บริเวณผิวหนังที่ปากช่องคลอด ในช่องคลอด ปากมดลูก และอาจจะพบคราบสีขาวๆ ติดที่ผนังของช่องคลอด
  • การตรวจ Wet Smear โดยการป้ายเอาสารคัดหลั่งจากช่องคลอด หรือตกขาวมาส่องดูสดๆ ทางกล้องจุลทรรศน์จะพบยีสต์ของเชื้อราแคนดิด้า

การรักษา

มีทั้งการรักษาด้วยครีมทายาสอดช่องคลอด และยาฆ่าเชื้อราชนิดกิน (ไม่ควรใช้ยากินในขณะตั้งครรภ์) ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจและรักษาที่เหมาะสม

การพยากรณ์โรค

โรคจะหายได้โดยง่ายด้วยการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสม

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้

การติดเชื้อเรื้อรัง มักเกิดจากการได้รับการรักษาที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอ

การติดเชื้อซ้ำ อาจจะเกิดจากการที่ผู้ป่วยชอบเกาแกะผิวหนังที่ปากช่องคลอดอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดแผลแตกเล็กๆ ที่ทำให้ง่ายต่อการที่จะเกิดการติดเชื้อซ้ำ

การป้องกัน

หลีกเลี่ยงการทำให้พื้นผิวบริเวณอวัยวะสืบพันธ์เปียกชื้นอยู่เป็นระยะเวลานานๆ ควรใส่กางเกงหลวมๆ ที่ไม่แน่นรัดรูปจนเกินไป