โรคพิษสุนัขบ้า…มหันตภัยที่อยู่ใกล้ตัว

โรคพิษสุนัขบ้า (Rabies)

ประวัติศาสตร์ของโรค Rabies นั้นย้อนหลังไปได้ถึง 2000 ปี ก่อนคริสตกาล คือ อริสโตเติล ได้สังเกตเห็นว่า สุนัขสามารถแพร่การติดเชื้อโรคชนิดหนึ่งไปสู่สุนัขตัวอื่น ได้ผ่านทางการกัด

เมื่อปี คศ.1885 หลุยส์ปาสเตอร์ สามารถรักษาเด็กชายวัย 9 ขวบให้รอดตายจากการติดโรคพิษสุนัขบ้าได้โดยการให้วัคซีนโรค Rabies ที่ทำมาจากไขสันหลังของสัตว์ที่เป็นโรค Rabies เป็นผลสำเร็จครั้งแรกในโลก ซึ่งทำให้เด็กชายคนนั้นไม่เป็นโรค Rabies

โรค Rabies ในปัจจุบันยังเป็นสาเหตุการตายของคนในโลกจำนวนมากต่อปี โดยเฉพาะในประเทศด้อยพัฒนา

 

เชื้อไวรัส Rabies

rabies

เชื้อไวรัส Rabies แพร่กระจายโดยการกัดของสัตว์ที่ติดเชื้อ ทั้งสัตว์ป่าและสัตว์ที่เราเลี้ยงดูที่บ้านเรือน เคยมีรายงานการติดเชื้อ Rabies ในนักสำรวจถ้ำที่สูดลมหายใจเอาเชื้อไวรัส Rabies เข้าไปโดยเชื้อนี้กระจายอยู่ในอากาศในถ้ำจากพวกค้างคาว (ที่ติดเชื้อ) ที่อยู่ กันเป็นจำนวนมากในถ้ำ สัตว์พวกกินซากบาง ชนิดติดเชื้อ Rabies จากการกินซากสัตว์ที่ติดเชื้อ Rabies, มีรายงานในคนคือ หญิงตั้งครรภ์คนหนึ่งที่ติดเชื้อ Rabies แล้วเสียชีวิต ได้ส่งต่อเชื้อ Rabies ให้แก่ลูกที่ยังไม่คลอดของเธอก่อนที่จะคลอดออกมา

เชื้อไวรัส Rabies จะมีการแพร่ระบาดอยู่ในหมู่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม บางประเทศมีมากในสุนัข บางประเทศมีมากใน ตัวแรคคูน ตัวสกั๊งค์ หนู หรือสัตว์ป่าอื่นๆ

โรค Rabies เป็นโรคที่เป็นแล้ว อัตราตาย 100 % (มีคนไข้ที่เป็นแล้วหายเองรายงานไว้บ้างแต่พบน้อยมากๆๆ)

อาการของโรค rabies

เมื่อคนโดนสัตว์ที่ติดเชื้อ Rabies กัด เชื้อไวรัสจะเคลื่อนที่เพื่อเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง คือสมอง โดยการเดินทางไปตามเส้นประสาทส่วนปลาย ระยะเวลาในการที่เชื้อจะขึ้นถึงสมองนั้นไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ถูกกัด จำนวนน้ำลายที่มีเชื้อที่ถูกฝังเข้าไปในบาดแผล ระยะเวลาตั้งแต่ถูกกัดจนเกิดอาการทางสมอง อยู่ระหว่าง 9 วัน ถึง 1 ปี แต่โดยส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน

อาการที่แสดงออกเมื่อเป็นโรคก็คือ อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ วิตกกังวล หวาดผวา ถูกกระตุ้นได้ง่าย กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ ปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอาการอันหนึ่งที่พบได้บ่อยในช่วงแรกๆ ก็คือ อาการปวด คัน ชา บริเวณที่เป็นแผลที่ถูกกัด คนไข้จำนวนไม่น้อยมีอาการค่อนข้างก้าวร้าวและเอะอะโวยวาย บางครั้งมีการจะทำร้ายผู้คน บางครั้งมีอาการชักเกร็งได้ บางคนมี อาการกล้ามเนื้อเล็กๆ ภายในคอเกร็งตัว  (Phalyngeal Spasm) และมีอาการกระหายน้ำมาก บ้างก็มีน้ำลายออกมากและน้ำลายไหลย้อย

ถ้าไม่ได้รับการรักษาคนไข้จะเสียชีวิตภายใน 8 วัน ถ้าได้รับการรักษาแบบประคับประคองอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 1 เดือน

การให้วัคซีนป้องกันโรค rabies

1. การให้แบบก่อนการได้รับเชื้อ (Pre-exposure)

การให้แบบนี้เหมาะกับคนที่มีความเสี่ยงที่ จะได้รับเชื้อไวรัส Rabies อยู่บ่อยๆ เช่น ทำงานอาชีพที่ต้องเกี่ยวข้องกับสัตว์ เช่น เป็น สัตวแพทย์ เป็นช่างตัดขนสุนัข ทำฟาร์มสุนัข, นักวิจัยที่เกี่ยวกับเชื้อ Rabies, พนักงานจับสุนัขหรือสัตว์จรจัด ฯลฯ

ตัวอย่างสูตรในการให้วัคซีนแบบ คือ (Pre-exposure) คือ
Verorab Vaccine 0.5 ml im วันที่ 0, 7,  28 (วันที่ 0 คือวันที่ฉีดเป็นเข็มแรก)

2. การให้แบบให้หลังการสัมผัสเชื้อ (Post-exposure)

เป็นการให้วัคซีนเป็นชุดหลังการได้รับเชื้อ หรือคาดว่าได้รับเชื้อแล้ว วิธีนี้ให้ในคนทั่วไป ที่โดนสัตว์ที่มีความเสี่ยงในการที่จะมีเชื้อ Rabies กัด หรือสัมผัสน้ำลายของสัตว์ที่มีความเสี่ยงเข้าสู่แผล

บาดแผลที่เราจะพิจารณาว่าควรฉีดวัคซีนคือ บาดแผลที่มีรอยเปิดของผิวหนัง แม้จะเป็นแค่ชั้นผิวหนังตื้นๆ เช่น แผลถลอก หรือแผลที่มีความลึกของแผลมากกว่านั้น สำหรับแผลประเภทฟกช้ำไม่มีรอยฉีกขาดของผิวหนัง ไม่มีความเสี่ยงจนถึงขนาดที่ต้องฉีดวัคซีน

ตัวอย่างสูตรในการให้วัคซีน แบบ ( Post-exposure ) เช่น
Verorab vaccine 0.5 ml im วันที่ 0, 3, 7, 14, 28 (วันที่ 0 คือวันที่ฉีดเป็นเข็มแรก)

ในรายที่สัตว์มีความเสี่ยงสูงมากที่จะเป็น สัตว์ที่มีเชื้อ Rabies หลังจากถูกกัด คนไข้ควรจะได้รับ Human Rabies Immunoglobulin (ภูมิต้านทานสำเร็จรูปต่อเชื้อ Rabies) ด้วย และควรให้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังถูกกัด โดยการฉีดเข้าที่รอบๆ แผลที่ถูกกัด และแบ่งฉีดเข้าที่ต้นแขนด้วย แต่ต้องฉีดเข้าคนละตำแหน่งกับตำแหน่งที่ฉีดวัคซีน

โดยสรุปเราควรทำอย่างไรเมื่อถูกสัตว์กัด

  1. รีบล้างน้ำฟอกสบู่ที่แผลให้สะอาด (ใช้น้ำประปาก็ได้)
  2. ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าก็อส กดปิดบนแผลเพื่อทำการหยุดเลือด
  3. รีบไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน

เมื่อไปพบแพทย์แล้วสิ่งที่แพทย์จะทำให้ก็คือ

  1. ทำความสะอาดและดูแล บาดแผลตามหลักการที่ได้มาตรฐานทางการแพทย์
  2. แพทย์จะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ เพื่อป้องกันแผลอักเสบติดเชื้อตามความเหมาะสม
  3. แพทย์จะพิจารณาให้ยาแก้ปวดตามความเหมาะสม
  4. แพทย์จะพิจารณาให้วัคซีนป้องกันบาดทะยัก ตามแต่ประวัติที่คนไข้มี ในการได้รับวัคซีนชนิดนี้ในอดีต
  5. แพทย์จะพิจารณาให้ Human Rimmunoglobulin (ภูมิต้านทานสำเร็จรูปต่อเชื้อ Rabies) หรือไม่ แพทย์จะพิจารณาตามความเสี่ยงของสัตว์ที่กัดผู้ป่วย (ยาชนิดนี้ราคาแพงมากพอสมควร)
  6. แพทย์จะพิจารณาการให้วัคซีนป้องกันโรค Rabies (นัดจนครบคอร์ส) ในรายที่สัตว์มีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อหรือไม่น่าไว้วางใจ โดยสัตว์ที่มีความเสี่ยงต่ำ คือสัตว์ที่ได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีและได้รับวัคซีนป้องกันโรค Rabies มาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้ง ต่อเนื่องกัน ในรายที่ที่มีความสี่ยงต่ำแบบนี้อาจจะใช้วิธีดูอาการสัตว์ได้โดยไม่ต้องฉีด วัคซีน โดยดูอาการประมาณ 10 วัน ถ้าสัตว์ไม่เสียชีวิตภายใน 10 วัน ก็ถือว่าค่อนข้างจะปลอดภัย

ในกรณีที่เคยได้รับวัคซีน Rabies จนครบคอร์สแล้ว โดนสัตว์กัดอีก การให้วัคซีนมีหลักการพิจารณาดังนี้

  • ถ้าโดนกัดอีก แต่ระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน หลังจากฉีดเข็มสุดท้าย ให้ฉีดวัคซีนกระตุ้น อีกเพียง 1 เข็ม
  • ถ้าโดนกัดอีก และระยะเวลาเกิน 6 เดือน หลังจากฉีดเข็มสุดท้าย ให้ฉีดวัคซีนกระตุ้น อีก 2 เข็ม ( คือ 0, 3 )

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This