มารู้จักธรรมชาติของการนอนหลับกันดีกว่าครับ

ธรรมชาติของการนอนหลับ

ในปัจจุบันยังมีคนจำนวนมากที่เข้าใจว่าการ นอนหลับนั้น คือขบวนการที่ร่างกายของเรา ดับเครื่อง หรือพักระบบต่างๆ ในร่างกายชั่วคราว แล้วเมื่อตื่นขึ้นมาก็เพียงเปิดเครื่องของระบบของร่างกายขึ้นมาใหม่ ความเชื่อและความคิดเช่นนั้นเป็นความคิดที่เข้าใจผิดอย่างสิ้นเชิง เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้น การนอนหลับของเรา เป็นขบวนการที่มีระบบขั้นตอน และลำดับของขบวนการซับซ้อนไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขณะที่เราตื่นเลย

ขบวนการของการนอนหลับนั้นได้ถูกศึกษาวิเคราะห์โดยเครื่องมือทางการแพทย์ hypnogramสามชนิดก็คือ

  1. เครื่องตรวจคลื่นสมอง (Electro Encephalogram)
  2. เครื่องตรวจการกลอกของลูกตา (Electro Oculogram)
  3. เครื่องตรวจการตึงตัวของกล้ามเนื้อ (Electromyogram)

จากการตรวจด้วยเครื่องดังกล่าวข้างต้นนั้น เราสามารถแบ่งระยะของการหลับออกได้เป็น 2 ระยะคือ

  1. Non Rapid Eye Movement Sleep (NREM Sleep)
  2. Rapid Eye Movement Sleep (REM Sleep)

การตรวจคลื่นสมองนั้น ทำให้เราได้พบกับธรรมชาติของสมอง ที่มีคลื่นสมองในความถี่ต่างๆ กันไปในแต่ละภาวะของร่างกาย เช่น

  • คลื่นสมองเบต้า (Beta) จะมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 13-30 Hz คลื่นสมองชนิดนี้จะพบในขณะที่เรายังตื่นอยู่ และมีความรู้สึกทั่วตัวพร้อมดี
  • คลื่นสมองแอลฟ่า (Alpha) จะมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 8-12 Hz  คลื่นสมองชนิดนี้พบในภาวะที่ เราปิดตาของเรา และปล่อยสมองว่างๆ ไม่ครุ่นคิดใดๆ เช่น ภาวะการนอนหลับ ขณะนั่งสมาธิ หรือได้รับการดมยาสลบ เป็นต้น
  • คลื่นสมองธีต้า (Theta) จะมีคลื่นสมองอยู่ระหว่าง 4-7 Hz คลื่นสมองชนิดนี้ พบในภาวะที่จะเลื่อนไหลจากการรู้สึกตัว ไปสู่การง่วงเหงาหาวนอน และจะพบได้ในขณะที่คนคนนั้นทำสมาธิอยู่ในระดับสูงๆ
  • คลื่นสมองเดลต้า (Delta) จะมีคลื่นความถี่อยู่ที่ 0.5-4 Hz คลื่นสมองชนิดนี้จะพบในขณะที่เราหลับอยู่ในระดับลึกๆ

Rapid Eye Movement Sleep (REM Sleep)

ระยะของการนอนชนิดนี้ กินระยะเวลาประมาณ 20-25 % ของเวลาการนอนทั้งหมด ในช่วงระยะนี้จะมีลักษณะคือ

  • มีการทำงานของสมองแบบสูงมาก และกระจายไปทั่วทั้งสมอง (Generalized Heightened Brain Activity)
  • มีการกรอกของลูกตาโดยกล้ามเนื้อตาอย่างแรงเป็นระยะๆ (Periodic Intense Eye Movement)
  • ความฝันจะเกิดในระยะนี้
  • ในระยะนี้จะเกิดความปรวนแปรของระบบการหายใจ และระบบหัวใจ และหลอดเลือดได้อย่างมาก (ภาวะนี้อาจจะเกิดจากการที่ ระยะการนอนชนิดนี้มีการทำงานของสมองอย่างมาก หรืออาจะเกิดเพราะกำลังฝันก็ได้)
  • ระยะการนอนนี้ในบางครั้งเราเรียกว่า Active Sleep หรือ Paradoxical Sleep
  • ในระยะนี้การตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกเช่น เสียงดัง หรือสิ่งเร้าภายใน เช่น ภาวะการขาดออกซิเจน จะน้อยมากเมื่อเทียบกับระยะ NREM
  • กำลังและการตึงตัวของกล้ามเนื้อลายทั่วทั้งตัวจะลดลงอย่างมาก คล้ายภาวะที่เรียกว่าการเป็น Paralysis
  • ก้านสมองตำแหน่งที่เรียกว่า Pons ก่อให้เกิดการ ลดการตึงตัวของกล้ามเนื้อลายในระยะการนอนชนิดนี้

Non rapid eye movement sleep (NREM Sleep)

ระยะการนอนชนิดนี้ค่อนข้างมีความราบเรียบสม่ำเสมอ แบ่งระยะความลึกเป็น สี่ระดับความลึกคือ

  • ระยะที่ 1
  • ระยะที่ 2
  • ระยะที่ 3, 4 ระยะนี้เรียกว่า ระยะหลับลึก หรือ ระยะ Slow Wave Sleep
  • ระยะนี้แม้ว่าจะมีความถี่ของคลื่นสมองที่ค่อนข้างต่ำ แต่มีควาสูง (Amplitude) ของคลื่นสูงที่สุดคือประมาณ 75 microvolt ในขณะที่  amplitude ของคลื่นขณะตื่นอยู่ในระหว่าง 20-40 microvolt
  • ในระยะนี้ร่างกายจะอยู่ในความเงียบสงบ
  • ความตึงตัวของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายจะลดลงๆ
  • ระบบการหายใจ ระบบหลอดเลือด หัวใจ ความดันโลหิต จะอยู่ในภาวะที่เสถียร
  • การตอบสนองต่อสิ่งเร้าทั้งภายนอกและภายในจะค่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ ตามระยะความลึกของการหลับ

วัฏจักรของระยะของการหลับ

ในขณะที่เรานอนนั้น เมื่อเราเริ่มหลับ เราจะเข้าสู่ระยะ NREM ระยะที่ 1 และเลื่อนไหลไปสู่ระยะที่ 2, 3, 4 ตามลำดับ แล้วจึงถอยกลับมาเข้าสู่ระยะ NREM ระยะที่ 4, 3, 2, 1 จากนั้นจึงเข้าสู่ ระยะ REM แล้วจึงเริ่มกลับมาเข้าสู่ระยะ NREM ระยะที่ 1, 2, 3, 4 ใหม่ เป็นการเริ่มรอบใหม่ของวงกลมของการนอนหลับ จากจุดเริ่มต้นของ REM ไปสู่จุดเริ่มต้นของ REM รอบใหม่ เราเรียกว่า หนึ่งรอบการนอน (1 Sleep Cycle) ใน 1 รอบ นั้นกินเวลาประมาณ 90 นาที คือ เป็น NREM ประมาณ 80 นาที และ REM ประมาณ 10 นาที ในหนึ่งคืนของการนอน จะมีจำนวนรอบการนอนประมาณ 3-6 รอบ

ยิ่งรอบของการนอนดำเนินไปมากเท่าไร ระยะเวลาในช่วงของการหลับลึก คือ Slow Wave Sleep ก็ยิ่งสั้นลงเท่านั้น ตรงกันข้ามกับ REM Sleep ที่จะยิ่งนานขึ้นเรื่อย เช่นกัน

กลไกของการตื่นและการหลับ

ทางวิทยาศาสตร์เราทราบกันมานานแล้วว่า สมองส่วนที่ควบคุมการรู้สึกตัวหรือการตื่นของเรานั้น ถูกควบคุมโดยก้านสมอง คือส่วนที่เรียกว่า Reticular Activating System โดยระบบนี้จะรับกระแสประสาทมาจาก อวัยวะต่างๆ ผิวกาย กล้ามเนื้อ ฯลฯ แล้วมันจะส่งกระแสประสาทไปสู่ส่วนต่างๆ ของสมองทั้งหมด เพื่อกระตุ้นให้มีการรู้สึกทั่วตัวพร้อมกัน

การนอนหลับนั้นไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นมา อย่างบังเอิญ แต่มันเป็นภาวะที่เกิดจากขบวนการต่างๆ ของร่างกายทำขึ้นมาอย่างจงใจ  ปัจจุบันเรายังไม่ทราบแน่ชัดว่า NREM Sleep นั้น ถูกก่อให้เกิดมาจากขบวนการของสมองส่วนไหน แต่เชื่อว่าเกิดจากสมองหลายๆ ส่วนทำงานร่วมกัน แต่สำหรับ REM Sleep นั้น ปัจจุบันพบว่า ก้านสมองส่วนที่เรียกว่า Pons นั้นมีบทบาทสำคัญในการก่อให้เกิดการนอนหลับขึ้นมา

สรุปก็คือ การนอนหลับนั้นเป็นสิ่งที่ร่างกายก่อให้เกิดขึ้นมาอย่างตั้งใจ เพื่อวัตถุประสงค์ที่เชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราแน่ๆ เพราะเราพบว่าการนอนหลับที่ไม่เพียงพอนั้น ก่อให้เกิดภาวะความผิดปกติของร่างกายมากมาย เช่น ทำให้อารมณ์ไม่ดี ขี้หงุดหงิด เครียด เหนื่อยง่าย เวียนหัว ภูมิต้านทานต่ำลง ฯลฯ แต่ก็มีการวิจัยที่พบเช่นกันว่าคนที่นอนมากจนเกินไปนั้น มีอัตราอายุที่สั้นกว่าคนที่มีนอนในปริมาณที่เหมาะสม

Author: drdragon

Share This Post On
Share This