ตอบปัญหาที่เมลล์มาถามจากทางบ้าน มีจุดแดงที่ปลายหัวอวัยวะเพศและคัน
สวัสดีครับผมขอถามปัญหานะครับ
เมื่อคืนผมส่งเมลมาแล้วครั้งนึง แต่พิมพ์ไทยไม่ได้ คราวนี้พิมพ์ได้แล้วครับ คือตอนนี้ อาการที่เป็นอยู่ และเป็นบ่อยๆ เป็นประมาณนี้ครับ เวลาหลังมีเพศสัมพันธ์ กับภรรยา หรือกับ แฟนในสมัยก่อน ไม่ได้ใส่ถุง หรือใส่ถุงก็ตาม หรือบางครั้ง ไปนวดกะปู๋ (นวดเฉยๆ นะครับ นวดด้วยนำ้มัน) ส่วนใหญ่จะมีอาการคัน และมีอาการคล้ายๆ หนังหุ้มตรงบริเวณขอบหัวอวัยวะเพศแข็งๆ ขึ้นมา และมีอาการเป็นปื้นแดงๆ (แต่ไม่บวม และไม่มีอาการบวมตรงขาหนีบ) สังเกตอาการว่าเป็นตุ่ม ใส มีน้ำหรือเปล่า ก็ไม่มีนะครับ แต่เป็นลักษณะ จุดแดงๆ เป็นวงเล็กๆ กระจายไปตามหัวอวัยวะเพศ บ้างบางครั้ง และก็คันมากทุกครั้ง
ก็ไปซื้อยา แก้เชื้อรามาทา บอกกับทางร้านว่าคันขาหนีบ ตามซอก เค้าก็ให้ยามาแล้วแต่ยี่ห้อ อะไรก็ได้ก็เอามาทา แล้วก็หายครับ 3-4 วันแต่ทุกครั้ง ผู้หญิงที่ผม มีอะไรด้วย ก็สะอาดครับ ไม่มีอาการอะไรตามมา อาการที่ผมเป็น ผมลองสังเกตคือ นอนกับภรรยาก็เป็น ใส่ถุงก็เป็น ไม่ใส่ก็เป็น (หลังเสร็จกกิจ ก็ล้างสะอาดครับล้างๆๆๆ) นวดกะปู๋ โดนน้ำมัน หลังเสร็จกิจ ก็ล้างเช่นกัน ล้างจนสะอาด กลับมาซักวันสองวันก็เป็น คือผมดูแล้วเหมือนของผม มันแพ้ง่ายอ่ะครับ ส่วนใหญ่ 70-80% จะเป็นหลังจากทำอะไรทุกครั้ง ใส่ถุงก็เป็น ทา KY ก็เป็น หนักๆ เข้าผมก็ทายาหลังจากมีอะไรเลยครับ
ครั้งล่าสุด มีอะไรกับภรรยา (ปกติไม่เที่ยวหญิงบริการครับ) แล้วหลังจากนั้น สองวันไปนวดกะปู๋ต่อ คราวนี้คันเลยครับ พอดีช่วงนั้นไปต่างประเทศต่ออีก 10 วัน ก่อนไปเริ่มคันนิดหน่อย ก็ทายา (ไปซื้อเหมือนเดิม) แต่ไม่หายครับ ผมทาวันละสองครั้ง ตอนอาบน้ำ พอกลับมา อาการแย่กว่าเดิม คือ แสบ และเป็นปื้นแดงมากขึ้น มีเป็นเหมือนแผลวงๆ ด้วย ผมเลยไปหาหมอ ผิวหนังที่ รพ. แต่ไม่ได้เป็นหมอเฉพาะ ผิวหนังที่อวัยวะเพศ เป็นหมอผิวหนังทั่วไป หมอดูแล้วให้ยา มา สองตัว คือ Elomet กับ Nizoral ให้ทาคู่กัน แล้วก็ให้สบู่ ที่มีส่วนของกัมมะถันมาใช้ล้างเฉพาะที่ ตอนอาบน้ำทาแล้วก็แสบครับ แต่ว่าประมาณ 5-6 วันก็ดีขึ้น
พอเห็นว่าดีขึ้น ผมก็หยุด พอหยุดได้วันเดียว วันนี้เป็นอีกแล้ว คัน และมีปื้นแดง ผมก็ทา Elomet ต่อ (ไม่ได้ทา Nizoral) ก็ดีขึ้น รวมเวลาที่เป็นคราวนี้ เกือบ 20 วันแล้วครับ ยังไม่หายขาด ตอนไปหาหมอถามหมอเหมือนกัน และก็อธิบายหมอ ประมาณนี้เหมือนกัน หมอบอกว่าไม่เคยเจอแบบนี้….งง แล้วใครจะช่วยได้นี่
ผมเลยมาหาข้อมูล แล้วก็มาเจอคุณ หมอ DRDRAGON ในเว็บ สรุปคำถามที่ผมอยากให้ช่วยตอบเลยนะครับ
1 ฟังมาทั้งหมด พอสรุปได้เปล่าคับ ว่าผมเป็นอะไร? (เป็นมาตั้งกะเรียนมหาลัย มีแฟนคนแรก ตอนนี้ก็ 15-16 ปีได้แล้วครับ)
2 ช่วยแนะนำหมอด้านนี้เฉพาะให้ด้วยครับ จะได้รักษาให้ถูกทาง
3 มันจะเป็นอะไรร้ายแรงหรือเปล่าครับ กลัวว่า เป็น แล้วหาย แล้วเป็นอีก ทายา ไปเรื่อยๆ กลัวเป็นมะเร็งผิวหนัง ( ไม่รู้คิดมากไปเปล่า)
4 ผมเพิ่งตรวจเลือดมา ก็ไม่เป็น HIV นะครับ
ช่วยด้วยครับคุณหมอ
ขอบคุณมากครับ
ตอบจดหมายครับ
สวัสดีครับ ผม dr.dragon ครับ
ก่อนอื่นผมต้องขอโทษด้วยที่ตอบจดหมายคุณ ช้าไป สองสามวัน เนื่องจาก ผมติดงานนิดหน่อย หวังว่าคุณคงให้อภัย
สรุปปัญหาของคุณที่คุณเล่ามา ก็คือ มีอาการคัน และมีอาการคล้ายๆ หนังหุ้มตรงบริเวณขอบหัวอวัยวะเพศแข็งๆ ขึ้นมา และมีอาการเป็นปื้นแดงๆ ลักษณะเป็น จุดแดงๆ เป็นวงเล็กๆ กระจายไปตามหัวอวัยวะเพศ บ้างบางครั้ง และก็คันมาก และเป็นทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ (ไม่ว่าจะใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่ใส่ก็ตาม และไม่ว่าจะใส่ KY gel เพื่อหล่อลื่นหรือไม่ก็ตาม) และเป็นทุกครั้งที่ไปนวด (ชนิดที่มีการนวดที่กระจู๋ ผมขอใช้คำนี้เพราะจะได้เข้าใจกันทุกคน)
จากการที่ผมได้อ่านปัญหาของคุณ ที่คุณได้กรุณาเขียนมาเล่าให้อ่านและขอคำปรึกษานั้น ผมขอวิเคราะห์ให้คุณฟังดังต่อไปนี้
1. ภาวะที่คุณเป็นนี้ ไม่ใช่การติดเชื้อใดๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ หรือไม่ใช่เชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะว่าภาวะนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่คุณมีเพศสัมพันธ์ ไม่ว่าคุณจะมีเพศสัมพันธ์กับใครก็ตาม และแม้ว่าคุณจะใส่ถุงยางอนามัยหรือไม่ก็ตาม คุณก็เป็น ดังนั้นสรุปว่า ภาวะนี้ไม่ใช่โรคติดเชื้อ
2. เมื่อผมวิเคราะห์ว่าไม่น่าจะใช่การติดเชื้อ คุณคงสงสัยว่า ผมคิดว่าภาวะนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ผมคิดว่าภาวะนี้ของคุณนั้นน่าจะเกิดจาก ปฏิกิริยาการแพ้ของเนื้อเยื่อที่เกิดขึ้นจากการ มีการถูไถเสียดสีที่อวัยวะนั้นๆ โดยเฉพาะการเสียดสีที่เกิดขึ้น ในขณะที่อวัยวะเพศของคุณมีการแข็งตัวเต็มที่ (กำลังมีเลือดมาเลี้ยงมาก) ปฏิกิริยาการแพ้ที่เนื้อเยื่อที่มีสาเหตุแบบนี้ เมื่อได้มีการพักเนื้อเยื่อนั้นสักระยะ (2-3 วัน) ภาวะนี้ก็จะหายไปได้เอง นี่เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมคุณถึงอาการดีขึ้นทุกครั้งที่คุณไปซื้อยาเชื้อรามา ทาเอง แต่ผมคิดว่ามันไม่ได้ดีขึ้นเพราะยาเชื้อราที่คุณเอามาทา แต่มันดีขึ้นเพราะคุณได้พักเจ้าน้องชายของคุณนั่นเอง
3. ครั้งล่าสุดที่คุณมีอาการมากและนาน ผมขอวิเคราะห์ดังนี้คือ ครั้งนี้เมื่อคุณมีเพศสัมพันธ์กับภรรยาของคุณ โรคเดิมนี้ก็เริ่มเป็นขึ้นมาอีก (ซึ่งผมวิเคราะห์ว่าโรคนี้น่าจะเกิดจากการแพ้เพราะมีการเสียดสีที่เนื้อ เยื่อ) เมื่อเป็นขึ้นคุณยังไม่ทันได้พัก หลังจากนั้นเพียงสองวัน คุณก็ไปนวดกระจู๋ต่อที่สถานที่สปานวดกระปู๋อย่างที่คุณว่า มันก็ยิ่งมีการเสียดสีถูไถซ้ำเติมของเก่าที่ยังไม่หายสนิท เมื่อการแพ้ครั้งนี้รุนแรงกว่าทุกครั้งการพักอย่างเดียวก็เลยไม่หาย จึงทำให้ยาเชื้อราที่คุณซื้อมาทาจึงดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล (เพราะมันไม่ตรงโรคอยู่แล้ว) เมื่อปฏิกิริยาของโรคแรงกว่าทุกครั้ง (ไม่รู้ว่าเกิดจากการแพ้ยาทาที่ซื้อมาทาเองด้วยหรือเปล่า) มันจึงคันมากกว่าทุกครั้งและนานกว่าทุกครั้ง
4. เมื่อคุณไปหาหมอผิวหนัง หมอไม่แน่ใจว่าคุณเป็นอะไร จึงให้ยาทาครอบคลุมปฏิกิริยาการแพ้ คือ Elomet (ซึ่งเป็นสเตอรอยด์ชนิดทาแก้แพ้) พร้อมทั้งให้ยาทาสำหรับฆ่าเชื้อราคือ Nizoral cream มาทา และคุณก็ดีขึ้นแต่ผมว่าดีขึ้นเพราะยา Elomet (สิ่งยืนยันเรื่องนี้ก็คือการที่ตอนหลังคุณทาแต่ Elomet ก็หาย)
5. สรุปความเห็นผมคิดว่า คุณมีภาวะแพ้ง่ายที่ผิวหนังบริเวณอวัยวะเพศ และปฏิกริยาการแพ้ที่คุณแพ้นั้นเกิดจาก การเสียดสีถูไถที่บริเวณดังกล่าว ดังนั้นสิ่งที่ผมแนะนำในการลดปัจจัยการเกิดการแพ้ดังกล่าวก็คือ
- ก่อนการสอดใส่มีเพศสัมพันธ์กับภรรยา ควรมีการเล้าโลม เพื่อกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงมีน้ำหล่อลื่นออกมามากๆ เสียก่อน เพื่อลดการเสียดสี
- ใช้เจลหล่อลื่น ที่ไม่มีสารเคมีปน เช่น KY gel อย่างที่คุณใช้อยู่เพื่อช่วยลดการเสียดสีลงอีกในระดับหนึ่ง
- หลังการมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรรีบล้างอวัยวะเพศด้วยน้ำเปล่าที่สะอาด และไม่ถูไถขัดถูที่อวัยวะเพศแรงๆ และใช้สบู่อ่อนๆ ที่ไม่ค่อยมีการระคายเคืองในการล้าง (หรือใช้น้ำอย่างเดียวก็ได้) แล้วเป่าพัดลมหรือซับให้แห้ง
- ควรมีระยะเวลาในการพักหลังการมีเพศสัมพันธ์ งดกิจกรรมที่มีการเสียดสีต่างๆ ที่อวัยวะเพศ สัก 4-5 วันหลังจากนั้น
- ถ้ามีอาการแพ้หรือคันบ้าง อาจจะใช้ยาแก้แพ้แก้คันชนิดทาเช่น Elomet อย่างที่คุณเคยใช้ หรือจะใช้อ่อนกว่านั้นหน่อยก็เช่น 0.02% TA cream หรือถ้ามีอาการคันมากอาจจะใช้ยาแก้แพ้กินร่วมด้วยเช่น Telfast 60 mg กินเช้า1 เม็ด เย็น 1 เม็ด (ยาแก้แพ้ชนิดนี้ไม่ทำให้ง่วง)
สุดท้ายนี้ผมหวังว่าการวิเคราะห์ของผมต่อ ปัญหาของคุณนั้น คงจะมีประโยชน์ต่อคุณบ้าง ถ้าคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมประการใด หรือได้ผลอย่างไรจากการปฏิบัติตามที่ผมแนะนำ กรุณา feed back มาให้ทราบกันหน่อยนะครับ
ขอให้คุณนั้นโชคดีครับ
Dr.Dragon

ตอนนี้ผมกลุ้มใจมากเลยครับอยากจะปรึกษา ดร.
ช่วงนี้ผมสังเกตตัวเองว่า มีจุดแดงๆขึ้นบริเวณหวัอวัยวะครับ [ หัวอวัยวะในที่นี้คือ เมื่อปลิ้นหนังหุ้มหัวอวัยวะแล้วนะครับ ]
ประมาณก่อนหน้าที่ยังไม่เป็น สักประมาณเดือน ผมมีอะไรกับแฟนแบบไม่ใส่ถุงครับ ผมยอมรับว่าผมรู้สึกผิดจริงๆ
แต่ผมอยากทราบครับว่าเป็นอะไร ??
ดร. ช่วยตอบผมด้วยนะครับผมกลุ้มใจ จริงๆ
http://medicarezine.com/2012/03/mail-qa-3/#more-147
Was this answer helpful?
LikeDislikeสวัสดีครับคุณ dada
อาการจุดแดงที่หัวของอวัยวะเพศส่วนในหลังปลิ้นหนังหุ้มปลายออกแล้ว นั้นมีได้หลายสาเหตุมากครับ การจะบอกสาเหตุที่แน่ชัดได้นั้นจำเป็นต้องได้ข้อมูลที่มากกว่านี้ ในกรณีที่เห็นด้วยตาการวินิจฉัยอาจจะไม่ต้องการข้อมูลมากนัก แต่ถ้าจะให้วินิจฉัยโดยการไม่เห็นภาพกับตานั้นผมจำเป็นจะต้องได้ประวัติที่มีรายละเอียดมากกว่านี้ครับ(อย่างน้อยก็ดูตาม question guideline ที่เคยลงให้ไว้ในเวบครับ) แต่อย่างไรก็ตามผมจะกล่าวกว้างๆที่อาจจะเป็นไปได้ละกันนะครับ
-ตุ่มแดงที่เกิดจากการอักเสบ เพราะเหตุของเชื้อโรค เช่นเชื้อแบคทีเรีย(มักจะแดงอักเสบและปวด) เกิดจากเชื้อรา(มักจะมีอาการคัน)
-เกิดจากปฏิกริยาการแพ้(มักจะมีอาการคัน) เช่นแพ้ถุงยางอนามัย แพ้สบู่ แพ้ครีมทาผิว แพ้เชื้อราในช่องคลอดผู้หญิง
-เกิดจากโรคผิวหนังอื่นๆบางอย่างเช่น โรคสะเก็ดเงิน(มักไม่คัน)
-ตุ่มแดงที่ไม่มีอาการอื่นๆร่วมด้วย ไม่ว่าจะคันหรือเจ็บ ปวด และไม่เพิ่มจำนวนหรือขนาดมากขึ้น ตุ่มในกลุ่มนี้แค่เฝ้าดูไปเรื่อยๆครับยังไม่ต้องทำอะไร
การรักษานั้นก็ขึ้นอยู่กับต้นเหตุของโรคครับ แก้ที่เหตุของโรคครับ ทุกภาวะที่กล่าวมานั้นมีหนทางแก้ไขครับ
Was this answer helpful?
LikeDislikeสวัสดีครับคุณหมอ คือผมมีตุ่มเล็กๆ คล้ายๆกับยุงกัดแต่มีขนาดเล็กกว่า เวลาบีบบางทีเป็นเลือดคลั่ง เอาเล็บจิกตุ่มจะแตกแล้วก็มีเลือดซึมนิดๆ อยู่ที่บริเวณหน้าอกกับแขนขา ไม่เยอะแล้วก็ไม่คันครับ แต่คันตามตัว ผมสงสัยว่าผมเป็นโรคผิวหนังหรือโรคทางเพศสัมพันธ์หรือป่าวครับ ผมมีเพศสัมพันธ์ครั้งสุดท้ายโดยไม่สวมถุงยางอนามัยก็ประมาณ1ปีมาแล้วครับ เคร๊ยดมากครับกลัวว่าจะเป็นตุ่ม PPE แล้วในปากด้านในผมเป็นเม็ดแดงตรงต่อมทอลซิลอะครับผมเป็นอะไรคุณหมอช่วยตอบด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
Was this answer helpful?
LikeDislikeสวัสดีครับคุณ WL
จากประสบการณ์ของผมที่เจอคนไข้ที่กังวลเรื่องการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ โดยเฉพาะโรคเอดส์นั้น มักจะไม่หายกังวลถ้าไม่ได้รับการตรวจอย่างแน่ชัดและยืนยันอย่างแน่นอน ในกรณีของคุณก็เช่นกันผมแนะนำให้ไปตรวจเลือดดูเลยครับ โดยตรวจ เอดส์ (Anti HIV) และตรวจการติดเชื้อซิฟิลิส (VDRL) และถ้าผลออกมาไม่มีการติดเชื้อยังกังวลอยู่ก็รออีกสัก สามเดือนแล้วตรวจใหม่อีกทีครับ ช่วงนี้ก็พยายามทำใจสบายๆอย่าคิดมากครับ
Was this answer helpful?
LikeDislike