เจ็บ แสบๆ ร้อนๆ…กับโรคเริม

โรคเริม (Herpes Simplex)

Herpesเชื้อไวรัสเริม เป็นเชื้อที่ทำให้เกิดโรค ตุ่มน้ำใสหรือ แผลที่ บริเวณรอบๆ ปาก จมูก อวัยวะเพศ หรือบริเวณสะโพก บริเวณที่กล่าวมานี้พบรอยโรคได้บ่อย แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น โรคนี้เกิดได้ที่ผิวหนังของเราได้ทุกๆ ที่เลย โรคนี้สามารถเกิดซ้ำได้เรื่อยๆ แตกต่างกันไปในแต่ละคน บางคนบ่อยบางคนนานๆ ที เวลาเกิดตุ่มน้ำใสหรือแผลขึ้น ผู้ป่วยมักจะมีอาการเจ็บปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณนั้น และผู้ป่วยมักจะเกิดความอับอายถ้าเกิดรอยโรคที่บริเวณรอบปาก หรือที่ที่สามารถมองเห็นได้

เชื้อไวรัสเริม มี 2 ชนิด คือ

  • ชนิดที่ 1 (Type 1)
  • ชนิดที่ 2 (Type 2)

ชนิดที่ 1 (HSV Type 1)

เชื้อชนิดนี้ มักจะก่อให้เกิดกลุ่มของตุ่มน้ำใสเล็กๆ มักจะพบที่บริเวณผิวหนังบริเวณใบหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่รอบปาก และน้อยรายที่เราจะพบเชื้อชนิดนี้ก่อให้เกิดโรคที่บริเวณใกล้ๆ อวัยวะเพศ หรือผิวหนังบริเวณอื่นๆ (ถ้าพบอาจจะเกิดในกลุ่มคนที่ทำ Oral Sex)

การติดเชื้อชนิดนี้ แบ่งออกเป็น สองชนิดคือ

Herpes oralis

1. การติดเชื้อครั้งแรก (Primary Infection) คือเกิดขึ้นเมื่อได้รับเชื้อครั้งแรก โดยทั่วไปเมื่อคนเราได้รับเชื้อไวรัสนี้ มีเพียงแค่ 10% เท่านั้นที่เกิดโรค มีแผลหรือตุ่มน้ำใสที่ผิวหนัง และมักจะเกิดโรคภายใน 2 -20 วันหลังจากที่ได้รับเชื้อ และรอยโรคจะดำรงอยู่ 7-10 วันเลยทีเดียว

ลักษณะของรอยโรคที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นตุ่ม น้ำใสเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มๆ ก็ได้ ก่อนที่ตุ่มน้ำใสจะขึ้นให้เห็น ผู้ป่วยอาจจะมีอาการคันๆ เจ็บๆ แสบๆ ร้อนๆ ที่บริเวณผิวหนังที่ตุ่มจะขึ้นนำมาก่อน แล้วจึงมีตุ่มขึ้น และตุ่มน้ำใสนี้อาจจะแตกเป็นแผลในเวลาต่อมา และระยะต่อมาก็จะตกสะเก็ด เมื่อสะเก็ดหลุดออกก็จะเหลือไว้แค่รอยแดงๆ ที่บริเวณผิวหนังเท่านั้นเอง

เมื่อการติดเชื้อครั้งแรกหายไปแล้ว โดยส่วนใหญ่จะไม่เหลือร่องรอยใดๆ ไว้ให้เห็น แต่เชื้อไวรัสที่ก่อโรคจะไม่หมดไปจากร่างกายแต่จะมีบางส่วน หลบและแอบอยู่ในร่างกายของคนเรา คือแอบอยู่ที่เซลล์ประสาทและเข้าอยู่ในระยะจำศีล (Resting State)

2. การเป็นโรคกลับซ้ำ (Recurrent  Infection) เมื่อ ร่างกายของผู้ป่วยอ่อนแอ เช่น ในระยะมีประจำเดือนของเพศหญิง หรือระยะที่พักผ่อนน้อย ระยะที่เครียด หรือระยะที่กำลังป่วยจากโรคอื่นๆ อยู่ เชื้อไวรัสเริมที่แอบอยู่ในร่างกายก็จะกลับออกมาก่อให้เกิดโรคอีก อาจจะเกิดรอยโรคที่ตำแหน่งเดิมหรือบริเวณใกล้เคียงก้อได้ การติดเชื้อแบบนี้อาจจะเกิดขึ้นบ่อย ทุกสัปดาห์ หรือจะไม่เกิดขึ้นอีกเลยก็ได้ ตามปกติแล้วรอยโรคที่เป็นครั้งหลังนี้ มักจะไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก และตัวกระตุ้นอื่นๆ ที่อาจจะพบว่าเป็นตัวกระตุ้นโรคนี้ก็คือ การเป็นไข้ การโดนแดดเผาผิวหนัง การบาดเจ็บที่ผิวหนัง หรือแม้แต่การผ่าตัดใดๆ ก็ตามในบริเวณนั้น หรือจะไม่มีการกระตุ้นใดๆ เลยก็ได้ก็พบได้บ่อยๆ

ชนิดที่ 2 (HSV Type 2)

การติดเชื้อชนิดนี้มักจะพบรอยโรคคือแผล และตุ่มน้ำใสที่บริเวณ อวัยวะเพศ สะโพก องคชาติ ช่องคลอด ปากมดลูก หลังจากได้รับเชื้อ 2-20 วัน และช่องทางการได้รับเชื้อที่สำคัญก็คือ การมีเพศสัมพันธ์ การเกิดโรคไม่ว่าจะครั้งแรกหรือการเป็นกลับซ้ำ นั้นมักจะก่อให้เกิดอาการคือ อาการเกิดผื่นแดงเล็กๆ หรือมีแผลที่ คัน หรือเจ็บปวด อาจจะมีไข้หรือเจ็บปวดกล้ามเนื้อร่วมด้วย ได้ และอาจจะมีอาการเจ็บปวดแสบเวลาปัสสาวะร่วมด้วยก็ได้ การติดเชื้อไวรัส เริมชนิดนี้ จะเกิดที่ตำแหน่งใดก็ได้ แต่มักจะเกิดต่ำกว่าบั้นเอว

การติดเชื้อชนิดที่ 2 นี้ จะคล้ายกับชนิดที่ 1 คือจะสามารถเกิดขึ้นซ้ำๆ ได้ และในบางคราวการติดเชื้อครั้งแรกอาจจะมีอาการน้อยมากจนคนไข้ไม่รู้ว่าเป็น โรค จนระยะเวลาอาจผ่านไปเป็นปีก็เกิดโรคกลับซ้ำขึ้นมาอีกจนสังเกตเห็นได้ และผู้ป่วยอาจจะเข้าใจผิดว่าเป็นการติดเชื้อครั้งแรก และอาจจะโทษคู่นอนคนปัจจุบันว่านำเชื้อมาให้ก็ได้

เราได้รับเชื้อเริมมาได้อย่างไร

คนส่วนใหญ่ได้รับเชื้อเริมชนิดที่ 1 มาตั้งแต่สมัยวัยเด็ก หรือวัยทารก โดยได้รับเชื้อมาจากคนในครอบครัวหรือคนที่ใกล้ชิด เพื่อน ที่มีเชื้อโรคชนิดนี้อยู่ โดยผ่านทาง การจูบ การกินของร่วมภาชนะกัน การกินของร่วมกัน หรือแม้แต่ใช้ผ้าเช็ดตัวผ้าเช็ดหน้าร่วมกัน รอยโรคที่เกิดอาจจะเกิดขึ้นที่ ริมฝีปาก ปาก จมูก คาง แก้ม และอาจจะเกิดรอยโรคหลังจากที่ได้รับเชื้อไม่นาน และหายไปได้เองโดยที่ยังไม่ได้สังเกตก็ได้

คนส่วนใหญ่ได้รับเชื้อเริมชนิดที่  2 มักได้รับเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ

เราจะวินิจฉัยการติดเชื้อเริมได้อย่างไร

รอยโรคของเริมนั้นค่อนข้างมีลักษณะเด่นชัด เรามักจะไม่ต้องใช้การตรวจเพิ่มเติมใดๆ ในการวินิจฉัยโรคนี้ แต่ถ้าการวินิจฉัยไม่แน่นอนหรือไม่แน่ใจ การป้ายน้ำจากตุ่มน้ำใสมาเพาะเชื้อ หรือตรวจทางแลปส์ อาจจะใช้ในการช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้มากขึ้น หรืออาจจะตรวจเลือด ดูภูมิที่จำเพาะต่อเชื้อเริม (HSV) ก็ได้ โรคเริมที่เกิดขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศนั้น อาจจะวินิจฉัยผิดพลาดกับโรคซิฟิลิสได้ และในผู้หญิงบางคนอาจจะไม่ทราบว่าตนติดเชื้อเริม เพราะรอยโรคไปเกิดขึ้นที่ปากมดลูกซึ่งเป็นจุดที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตัว เอง

เราจะรักษาโรคนี้ได้อย่างไร

เราใช้ยาต้านไวรัสกิน เช่น Acyclovir, Famcyclovir, Valacyclovir ในการรักษาโรคเริมนี้อย่างได้ผลดี และมีแบบชนิดครีมทาด้วย ยาพวกนี้สามารถใช้ในการรักษาและกดการเป็นโรคซ้ำได้ด้วย

เราจะป้องกันการแพร่ระบาดของโรคได้อย่างไร

โรคนี้เรายังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค เราจึงพบว่าทุกๆ ปีจะมีคนที่ติดเชื้อนี้รายใหม่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยจะพบว่าการติดเชื้อชนิดที่ 1 จะมากกว่า ชนิดที่ 2 หลายเท่า

การป้องกันการแพร่โรค

  • ถ้าเรารู้สึกว่าเริ่มมีอาการเจ็บ แสบร้อน คัน ปวด ที่บริเวณผิวหนังที่ใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีประวัติว่าเคยเป็นรอยโรคของเริมมาก่อน เราควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ผิวหนังบริเวณนั้นสัมผัสกับผู้อื่น
  • ถ้าเรามีเริมที่ปากเราควรหลีกเลี่ยงการจูบ การดื่มน้ำแก้วเดียวกับคนอื่น หรือกินอาหารร่วมกับคนอื่น ถ้าจำเป็นควรใช้ช้อนกลาง และไม่ควรใช้ลิปส์ทาริมฝีปากร่วมกับคนอื่น
  • สำหรับเริมที่อวัยวะเพศ ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่โรคกำลังกำเริบอยู่ ไม่ว่าจะเป็น ทางปาก ทางทวารหนัก หรือทางอวัยวะเพศ การใช้ถุงยางอนามัย สามารถป้องกันโรคนี้ต่ออวัยวะเพศที่ถูกห่อหุ้มได้ แต่ไม่สามารถป้องกันผิวหนังบริเวณใกล้เคียงที่ถุงยางไม่ได้ห่อหุ้มได้

โรคเริมสามารถแพร่กระจายได้ไหมถ้าเราไม่เห็นรอยโรค

80% ของการติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศ ติดต่อโดยที่เราไม่พบว่ามีรอยโรคใดๆห รือไม่มีอาการใดๆ อยู่เลย ปรากฏการณ์นี้เราเรียกว่า Asymptomatic Viral Shedding คนไข้บางคนไม่เคยมีประวัติอาการของการเป็นโรคนี้ แต่มีภูมิ (Antibody) ของเชื้อไวรัสนี้ในกระแสเลือดและสามารถแพร่เชื้อนี้ได้

ภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ของโรคนี้

  • การติดเชื้อที่ตา การติดเชื้อไวรัสเริมที่กระจกตา ทำให้เกิดอาการปวดตา แสบตา เคืองตา น้ำตาไหลมาก ตาสู้แสงไม่ได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจจะก่อให้เกิดรอยแผลเป็นที่กระจกตาได้ และตาบอดได้ด้วย ปัจจุบันเรามียาในการรักษาเพื่อที่จะกำจัดเชื้ออย่างทันท่วงที เพื่อป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นที่กระจกตาได้
  • การติดเชื้อในระหว่างการตั้งครรภ์  ในผู้หญิงตั้งครรภ์ที่มีรอยโรคของเริมที่อวัยวะเพศ สามารถแพร่เชื้อให้ลูกได้ในระหว่างการคลอดทางช่องคลอด ซึ่งการติดเชื้อนี้ในเด็กทารกอาจจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงต่อ เด็กทารกได้ เพราะฉะนั้นมารดาที่ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับคนที่มีเชื้อ นี้ หรือถ้าจำเป็นก็ควรใส่ถุงยางอนามัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงใกล้คลอด ในรายมารดาที่ใกล้คลอดแล้วมีรอยโรคเกิดขึ้นควรแจ้งให้แพทย์ทราบเพื่อหาแนว ทางในการป้องกันทารกต่อไป
    เด็กทารกสามารถติดเชื้อเริมได้ทางอื่นที่ไม่ใช่ทางการคลอด เช่น ติดเชื้อจากมารดา หรือพี่เลี้ยงที่กำลังเป็นโรคเริมที่ปากหรือผิวหนังอยู่ก็ได้
  • เชื้อเริมสามารถก่ออันตรายถึงชีวิตได้ ในคนที่มีภูมิต้านทานของร่างกายต่ำเช่น ในคนที่เป็นโรคมะเร็ง เอดส์ คนที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ คนที่ป่วยหนักจากโรคอื่นๆ เป็นต้น

โรคเริมนี้หายขาดหรือไม่?

ในปัจจุบันเรายังไม่มียาที่จะทำให้โรคเริมนี้หายขาดได้ แต่เรามียาในการรักษาโรคให้หายเร็วขึ้น และป้องกันการเป็นกลับซ้ำให้มีความถี่น้อยลงได้

 

Author: drdragon

Share This Post On
Share This