มันมาอีกแล้ว…โรค มือ เท้า ปาก เปื่อย ในเด็กๆ
โรคมือ เท้า ปาก เปื่อย เป็นโรคที่ผมเชื่อว่า คนที่เป็นหมอในประทศไทย ได้พบโรคนี้อยู่เป็นประจำทุกปี เวลาระบาดลูกเด็กเล็กแดงต่างๆ ก็จะพากันติดโรคและมาหาหมอกันเป็นแถว เวลาเป็นโรค เด็กๆ จะกินอาหารไม่ค่อยได้เพราะเจ็บปาก พ่อแม่จะเป็นกังวลกันอย่างมาก ปีนี้ตอนนี้ผมเริ่มจะพบคนไข้เด็กๆ ที่เป็นโรคนี้กันบ้างแล้ว เรารีบมาทำความรู้จักโรคนี้กันก่อนเถอะครับ เพื่อจะได้ป้องกันบุตรหลานของเราจากโรคนี้ได้อย่างทันท่วงที
โรคมือเท้าปากเปื่อย (Hand-Foot-Mouth Disease, HFMD)
โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ที่พบบ่อยมากในเวชปฏิบัติ โรคนี้จะเริ่มต้นการติดเชื้อที่คอก่อน

สาเหตุของโรค
โรคนี้ที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า Coxsackievirus A16 โรคนี้มีการติดต่อจากคนสู่คน คนที่ป่วยเป็นโรคนี้จะมีเชื้ออยู่ใน น้ำมูก น้ำลาย เสมหะ และน้ำจากตุ่มน้ำใส ในปริมาณมาก และคนที่ป่วยเป็นโรคนี้จะสามารถแพร่เชื้อนี้ให้แก่คนอื่นได้อย่างง่ายดายมาก ในช่วง 1 สัปดาห์แรกของการป่วย
ระยะเวลาเพาะตัวของเชื้อก่อนเกิดอาการของโรคคือ 3-7 วัน
โรคนี้มักเกิดกับเด็กอายุน้อยกว่า 10 ปี แต่ก็สามารถพบในวัยรุ่นได้ และนานๆ อาจจะพบในวัยผู้ใหญ่บ้างเหมือนกัน
อาการของโรค
- มีไข้
- ปวดศรีษะ
- เบื่ออาหาร
- มีผื่นแบบตุ่มน้ำใสเล็กๆ ที่ มือ เท้า ในร่มผ้า (ก้น , บริเวณใกล้ๆอวัยวะเพศ ) ผื่นนี้อาจจะเจ็บเวลาเรากดดู
- เจ็บคอ
- มีแผลจำนวนมากในปาก คอ เพดานปาก ลิ้น ทอนซิล
การตรวจพิเศษ
โรคนี้ไม่มีความจำเป็นในการที่จะตรวจพิเศษ ใดๆ เพียงแค่ประวัติและการพบแผลจำนวนมากในช่องปากและคอ และลักษณะจำเพาะของตุ่มน้ำใสที่มือและเท้า ก็เพียงพอในการวินิจฉัยโรคแล้ว
การรักษา
- ไม่มีการรักษาที่จำเพาะต่อโรคนี้ นอกจากการรักษาเพื่อลดอาการต่างๆ เช่นการเจ็บแผลในปาก
- การให้ยาปฏิชีวนะเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่มีประโยชน์ในการรักษาโรคนี้
- การลดไข้และความเจ็บปวดให้ใช้ Acetaminophen (Paracetamol) ไม่ควรใช้แอสไพริน ในคนไข้เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปี ที่ติดเชื้อไวรัส
- การให้อมบ้วนน้ำเกลือ ก็ช่วยบรรเทาอาการได้ ในเด็กที่บ้วนได้ (ไม่กลืน) โดยเอาน้ำอุ่น 1 แก้ว ผสมเกลือ ½ ช้อนชา มาอมบ้วนปาก
- ควรให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมากๆ
- อาหารที่เหมาะสมคือ นมที่แช่เย็นๆ จะดื่มได้ง่ายและไม่สร้างความเจ็บปวด
- น้ำผลไม้และโซดา ไม่เหมาะสมที่จะให้ เพราะว่าจะแสบปากจากภาวะความเป็นกรดในน้ำนั้นทำให้เจ็บแผลในปาก
การพยากรณ์โรค
โรคมักจะหายภายใน 5-7 วัน
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้น
- ภาวะขาดสารน้ำของร่างกาย
- อาการชัก อันเนื่องมาจากไข้สูง
สวัสดีค่ะคุณหมอ
รบกวนสอบถามเรื่องโรคมือเท้าปากค่ะ ลูกสาวอายุ 2.2 ปี ติดเชื่อไวรัสโรคนี้มา มีอาการมาได้4 วันแล้วค่ะในช่วง 2 วันแรกจะมีไข้เฉพาะเวลากลางคืน พอวันที่3 จึงเริ่มมีผื่นขึ้นที่แขน ตัว และ ขา เพิ่งพาไปหาหมอมาค่ะ คุณหมอดูในปากแล้วไม่พบแผลแต่อย่างใด แต่เริ่มมีตุ่มน้ำใสๆ ที่บริเวณ ฝ่าเท้า ขา และ มือ แล้วค่ะ โดยเฉพาะ ที่ข้อพับขาด้านหลัง .ซี่งเคยมีผื่นแพ้ก่อนหน้านี้ แต่เริ่มแห้งแล้ว พอติดเชื้อแผลกลับมามีตุ่มขึ้นเยอะมากค่ะ เป็นบริเวณกว้าง วงกลมประมาณ 2 ซม แต่น้องไม่ซึมนะค่ะ ยังทานอาหารได้แต่น้อยลง และอาการไข้ก็ไม่มีแล้ว แต่ที่ยังกังวลคือ เรื่องโรคแทรกซ้อนที่รุนแรง ว่ายังมีโอกาสเป็นได้หรือเปล่าหรือพ้นช่วงระยะนั้นมาแล้ว และเค้าควรจะหายภายในกี่วันค่ะ
Was this answer helpful?
LikeDislikeสวัสดีครับคุณ chadaporn
โรคมือเท้าปากเปื่อย หรือ Hand foot mouth disease ในประเทศไทยนั้นสายพันธ์ที่ระบาดมักเป็นสายพันธ์ที่ไม่มีความรุุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิตเหมือนสายพันธ์ที่ระบาดที่ประเทศเวียดนามที่กำลังเป็นข่าวอยู่ในขณะนี้ ลักษณะของโรค ก็คือเด็กจะมีอาการคือ มีไข้ บางรายก็ไม่พบว่ามีไข้ก็มี บางรายไข้สูงแต่ที่ผมพบส่วนใหญ่จะไข้ไม่แรงนัก และลักษณะจำเพาะก็คือจะมีแผลในช่องปากจำนวนมาก(เป็นสิบๆแผลเลยก็ได้) และจะมีตุ่มแบบตุ่มน้ำใส(แต่ตุ่มจะดูว่าอยู่ลึกลงในผิวมากกว่้าตุ่มของโรคอีสุกอีใส)ตุ่มจะพบได้ที่ ฝ่ามือ ฝ่าเท้า ที่เข่า ที่ก้น ที่แขน ที่ขาได้ แต่ตามตัวผมไม่ค่อยพบครับ โรคนี้การรักษาตามอาการ เพราะโรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสไม่มียารักษาจำเพาะ โรคจะหายเองเมื่อพ้นระยะโรค คือตุ่มมักจะฝ่อแห้งให้เห็นภายใน 5 วัน แผลในปากจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ช่วงเป็นแผลจะต้องทำใจเรื่องการทานของเด็กเพราะจะทานได้น้อยลงมาก ให้ทานเท่าที่พอจะรับได้ ช่วงนี้เด็กจะไม่ดูดจุกนมเพราะจุกนมจะทิ่มแผล ให้ใช้ไซริงค์ดูดนมหยอดป้อน หรือยกแก้วซด หรือใช้ช้อนป้อนจะทำให้กินนมได้ดีขึ้น โดยส่วนตัวของผมมักจะให้เด็กทานยาปฏิชีวนะแก้อักเสบด้วยเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียมาซ้ำเติมที่แผลในปากเพราะจะทำให้แผลหายช้าขึ้น ในกรณีของลูกของคุณนั้นไม่มีแผลในปากเลยผมยังสงสัยอยู่ว่าอาจจะไม่ใช่โรคโรคมือเท้าปากเปื่อย แต่อาจจะเป็นโรคผื่นแพ้ธรรมดาก็เป็นได้นะครับ แต่อย่างไรก็ตามเท่าที่เล่ามาพอจะบอกได้ว่าลูกของคุณไม่น่าจะเกิดภาวะที่รุนแรงหรืออันตรายใดๆหรอกครับ
Was this answer helpful?
LikeDislike