ยาและการรักษาโรค…อีกมุมมองที่ไม่ควรมองข้าม

ความหมายของคำว่า “ยา”

ยา คือ สารที่ใช้ในการ ตรวจวินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคและความผิดปกติต่างๆ ให้แก่ มนุษย์และสัตว์

ยาที่ใช้ในการวินิจฉัยโรค เช่น สารไอโอดีน ที่ใช้ฉีดเข้าไปในเส้นเลือด เพื่อทำการตรวจเอกซเรย์วินิจฉัยโรคในทางเดินปัสสาวะ (IVP )

ยาที่ใช้ในการักษาโรค ก็คือยาที่เรารู้จักกันโดยทั่วไป

ยาที่ใช้ในการป้องกันโรค เช่น วัคซีนประเภทต่างๆ หรือยาที่กินเพื่อป้องกันโรคบางโรค เช่น ทาน Tamiflu เพื่อป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่

การรักษาโรคนั้นหมายถึง

  • การรักษาเพื่อกำจัดโรคนั้นให้หาย
  • การควบคุมโรคนั้นให้ไม่เป็นภัยต่อร่างกาย
  • การรักษาเพื่อบรรเทาอาการของโรคให้ไม่เกิดการทุกข์ทรมาน (ทั้งเบื้องต้นและต่อเนื่อง)

ขบวนการก่อนที่จะเริ่มการรักษาโรค
การซักประวัติ
การตรวจร่างกาย
การตรวจพิเศษต่างๆ
การวินิจฉัยโรค
การลงมือรักษาด้วยวิธีการต่างๆ รวมถึงการให้ยาด้วย

ถ้าเราจะเปรียบโรคต่างๆเ ป็นเสมือน สัตว์ประหลาดที่เราต้องการจะต่อสู้ด้วยหรือต้องการจะกำจัด ยานั้นก็เปรียบเสมือนกับ อาวุธ ที่ใช้ในการต่อสู้กับสัตว์ประหลาดชนิดนั้นๆ ในสงครามการต่อสู้นี้ ถ้าเราต้องการที่จะชนะ เราจะต้องมีความรู้ ในเรื่องต่อไปนี้

  • เราต้องรู้ให้ได้ว่าสัตว์ประหลาดชนิดนั้นชื่อว่าอะไร (นั่นคือ ขบวนการซักประวัติ,ตรวจร่างกาย,การตรวจพิเศษต่างๆ)
  • เรารู้ว่าสัตว์ประหลาดชนิดไหน กลัวอาวุธชนิดไหน (ต้องรู้ว่าโรคไหนใช้ยาอะไร)
  • เราต้องใช้อาวุธนั้นๆให้เป็น คือรู้วิธีใช้ รู้ข้อดีข้อเสียของอาวุธนั้น (ต้องรู้ว่ายานั้นๆมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง)

สิ่งที่เราควรรู้

  • ต้องรู้ว่ายาทุกชนิดนั้นเหมือนดาบ 2 คม มีทั้งด้านดี และ ด้านร้าย
  • ต้องรู้ว่ายาทุกชนิดนั้นมี 2 ชื่อคือ ชื่อจริง (Generic name) และชื่อการค้า (Trade name)drug allergy

เรามารู้จักด้านร้ายของ “ยา” กัน

1. ผลข้างเคียงของยา (Side effect) คือผลที่เกิดขึ้นพร้อมกับผลในการรักษาเช่น

  • ยาลดน้ำมูกบางตัว เมื่อกินแล้วจะมีอาการง่วงนอน
  • ยาความดันบางชนิด นอกจากลดความดันได้แล้ว ยังทำให้ขนดกขึ้นด้วย

2. ผลไม่พึงประสงค์ของยา (Adverse effect) ผลนี้มีหรือไม่มีขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น

  • ยาแก้ปวดข้อบางชนิด บางคนกินแล้วเกิดอาการโรคกระเพาะเนื่องจากยากัดกระเพาะ
  • ยาปฏิชีวนะบางตัวกินนานๆบางคนจะเกิดโรคติดเชื้ออื่นๆแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อ รา เป็นต้น

3. ผลพิษของยา (Toxic effect)  เช่น

  • กินยา พาราเซตามอล เกินขนาดจะเกิดพิษต่อตับ
  • ยาสิวบางชนิดเป็นพิษต่อตับและเด็กในครรภ์

4. ผลจากการแพ้ยา (Allergic Reaction) คือมีขบวนการของการแพ้เกิดขึ้นในร่างกาย

  • แพ้น้อยๆ มีผื่นแบบลมพิษขึ้นตามร่างกาย
  • แพ้ปานกลาง มีผื่นแบบลมพิษขึ้นตามร่างกาย และมีการบวมของเยื่อบุต่างๆ หรือเนื้อเยื่อที่บางๆ เช่น หน้าบวม เปลือกตาบวม ปากบวม
  • แพ้รุนแรง มีผื่นแบบ ลมพิษขึ้นตามร่างกาย และมีการบวมของเยื่อบุต่างๆ หรือเนื้อเยื่อที่บางๆ เช่น หน้าบวม เปลือกตาบวม ปากบวม มีแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก หน้ามืด เป็นลม ช็อค หมดสติ ตาย
  • แพ้แบบพิเศษ เช่น Stevens Johnson Syndrome, TEN ( Toxic Epidermal Necrolysis)

ปัจจุบันเรายังไม่มีวิธีใดๆ ที่จะบอกได้ว่าคนๆ หนึ่งจะแพ้ยาใดๆ หรือไม่ ถ้าคนๆ นั้นยังไม่เคยได้รับยานั้นมาก่อน

การแพ้ยา แม้ว่าคนคนหนึ่งจะเคยได้รับยานั้นมาแล้วในอดีตแล้วไม่แพ้ ในครั้งถัดๆ ไปก็อาจจะแพ้ก็ได้

5. ผลที่ก่อให้เกิดการติดยา (Addiction Effection)

  • ยานอนหลับ ทานนานๆแล้วจะติดยา
  • ยาแก้ปวดบางตัวใช้นานๆ แล้วอาจจะติดได้เช่น มอร์ฟีน

แนะนำแหล่งที่เราจะหาข้อมูลจากยา

1. MIMS Book หรือ www.mims.com เพื่อศึกษารายละเอียดต่างๆ ของยาแต่ละชนิด

2. ตรวจสอบว่ายานั้นใช้ในหญิงตั้งครรภ์แล้วมีความปลอดภัยต่อเด็กในครรภ์หรือไม่ ได้ที่ www.safefetus.com โดยดูว่ายานั้นอยู่ใน หมวดไหน ดังต่อไปนี้

  • A = ใช้ในหญิงมีครรภ์ได้อย่างปลอดภัย
  • B = การทดลองใช้ยานี้ในสัตว์ที่ตั้งครรภ์แล้วปลอดภัย แต่ยังไม่มีการทดลองยืนยันในคน
  • C = การทดลองใช้ยานี้ในสัตว์ที่ตั้งครรภ์แล้วไม่ปลอดภัย แต่ยังไม่มีการทดลองยืนยันในคน ถ้าจะใช้ต้องคำนวนดูแล้วว่าประโยชน์ที่ได้นั้นมากกว่าโทษ
  • D = มีหลักฐานแน่ชัดว่ามีผลเสียต่อเด็กในครรภ์ จะใช้ยาได้ถ้ามีความจำเป็นในการใช้ในการรักษาชีวิตเท่านั้น
  • X = ยานี้ห้ามใช้ในคนตั้งครรภ์อย่างเด็ดขาด

ดังจะเห็นได้ว่า ยา นอกจากจะมีความสำคัญในการรักษาพยาบาลคนป่วยแล้ว ยังมีแง่มุมที่อันตรายที่ต้องระวังในการนำมาใช้ ดังนั้นการจะใช้ยาใดๆ ในการรักษาโรคแต่ละครั้ง ทั้งคนไข้และหมอควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวยานั้นๆ อย่างละเอียดเพื่อจะได้รับประโยชน์สูงสุด และผลร้ายน้อยที่สุดในการใช้ยานั้นๆ

 

Author: Dr.Pradit

Blood group O

Share This Post On