อย่ากลัวไข้หวัดใหญ่จนลืม….โรคไข้เด็งกิ่ว และไข้เลือดออกเด็งกิ่ว

Dengue haemorhagic feverจากกระแสการระบาดของไข้หวัดใหญ่ 2009 ในตอนนี้ ทำให้คนบางกลุ่มลืมนึกถึงโรค โรคหนึ่งที่คร่าชีวิตคนไทยอยู่ทุกๆ ปี และมีการระบาดเป็นหย่อมๆ ทั่วทั้งประเทศทั้งปี โรคนั้นคือ โรคไข้เด็งกิ่ว และไข้เลือดออกเด็งกิ่ว โรคนี้ก็จัดเป็นโรคระบาดที่สำคัญโรคหนึ่งในประเทศของเรา โรคระบาดนั้นหัวใจในการลดความรุนแรงของการระบาดและลดอัตราการตายของประชากร ก็คือ การเรียนรู้ทำความเข้าใจในโรคนั้นๆ วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องโรคนี้ให้ฟังกันครับ

โรคไข้เด็งกิ่วและโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว

Aedesเป็นโรคไข้เฉียบพลันที่พบมากในประเทศแถบเส้นศูนย์สูตร เกิดจากเชื้อไวรัส ใน Genus Flavivirus family ซึ่ง Flaviviridae มี 4 serotype และในแต่ละ serotype นั้นไวรัสมีความแตกต่างกันมากพอ จนภูมิต้านทานของร่างกายของเราที่มีต่อในแต่ละ serotype นั้น ไม่สามารถป้องกันเชื้อใน serotype อื่นๆ ได้ และในการระบาดแต่ละครั้ง สามารถระบาดโดยเชื้อหลายๆ serotype ได้  โรคนี้แพร่ระบาดสู่มนุษย์โดยมียุงเป็นตัวกลาง คือยุงชนิด Aedes aegypti (พบมากกว่า) และ Aedes albopictus (พบน้อยกว่า) ยุงทั้งสองชนิดนี้ออกหากินกลางวัน การระบาดของโรคนี้ไม่เหมือนโรคมาเลเรียตรงที่ว่าโรคนี้ระบาดทั้งในเมืองและในชนบท แต่มาเลเรีย ระบาดเฉพาะในป่าและชนบทที่ห่างไกล

 

อาการของโรค

มีอาการดังนี้

  • อาการไข้สูงมากอย่างเฉียบพลัน
  • มีอาการปวดหัว ปวดกระดูก ปวดตามข้อ อย่างมาก (Break bone fever)
  • ระยะหลังๆ จะเริ่มมีผื่นขึ้น ลักษณะผื่นคือจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง (Pethichiae) มักเกิดขึ้นที่ขาส่วนล่าง และหน้าอก ก่อน ในบางคนก็มีผื่นกระจายทั้งตัวเลยก็ได้
  • บางรายมีอาการแบบกระเพาะอาหารอักเสบร่วมด้วยได้ เช่นมีอาการ ปวดท้อง อาเจียน คลื่นไส้ หรือแม้แต่ท้องเสีย บางรายมีอาการปวดท้องเพราะมีการบวมที่ตับ

คนไข้บางรายมีอาการน้อยมากและไม่มีผื่นขึ้น ทำให้ไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคนี้ แต่สามารถแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นได้โดยการผ่านทางยุง หรือให้เลือดแก่ผู้อื่น แต่ระยะแพร่โรคได้คือระยะที่คนไข้ยังมีไข้อยู่เท่านั้น

dengue virusตามปกติโรคนี้จะมีไข้ประมาณ 6-7 วัน โดยระยะท้ายของไข้อาจมีไข้สูงขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และยอดของไข้จะไม่สูงมากเหมือนยอดแรกที่เป็นไข้ เราเรียกรูปแบบของไข้แบบนี้ว่า ไข้สองยอด (Biphasic Pattern) และคนไข้จะมีเกล็ดเลือดลดต่ำลงเรื่อยๆ จนถึงระยะที่พ้นระยะไข้เกล็ดเลือดจึงหยุดลด ในรายที่เป็นโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว จะมีไข้สูงมาก และเกล็ดเลือดจะลดต่ำมาก จนเลือดออกได้เองโดยไม่มีบาดแผล เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือด เลือดออกตามไรฟัน เป็นต้น และจะมีเลือดเข้มข้นขึ้นเรียกว่า ภาวะ Haemoconcentration มีคนไข้จำนวนไม่มากนัก ที่เกิดภาวะที่รุนแรงคือมีอาการ ช็อค เรียกว่า Dengue Shock syndrome

สรุปก็คืออาการของโรคอาจจะเป็นไปได้ 3 รูปแบบ คือ

  1. ไข้เด็งกิ่ว ( Dengue fever ) คนไข้พวกนี้มีอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง มักไม่ต้องนอน รพ.
  2. ไข้เลือดออกเด็งกิ่ว ( Dengue haemorragic fever ) พวกนี้มีอาการรุนแรงขึ้น มีลักษณะที่จะมีเลือดออกเนื่องจากเกล็ดเลือดต่ำลงมาก
  3. Dengue shock Syndrome คนไข้พวกนี้อาการรุนแรงมาก มีอาการช็อค (ความดันต่ำมาก) เนื่องจากมีการสูญเสียสารน้ำในหลอดเลือด ไปสู่ส่วนของร่างกายที่เรียกว่า 3 rd space

การวินิจฉัย

การ วินิจฉัยโรคนี้ ใช้อาการและข้อมูลทางคลินิก เป็นหลักในการวินิจฉัย คือ การมีไข้ โดยที่ไม่พบแหล่งของการติดเชื้อที่เป็นต้นเหตุให้เห็นอย่างชัดเจน การมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง การมีเกล็ดเลือดต่ำ การมีเม็ดเลือดขาวต่ำ

สิ่งที่ต้องระวังก็คือ

โรคตับระยะสุดท้ายอาจบดบังโรคไข้เลือดออก เด็งกิ่ว หรือโรคไข้เลือดออกเด็งกิ่วอาจจะบดบังโรคตับระยะสุดท้าย เพราะอาการและข้อมูลทางคลินิกจะคล้ายกัน

อาการที่สำคัญของ โรคไข้เลือดออกเด็งกิ่ว

  • มีไข้ ปวดหัวมาก มึนหัวมาก เบื่ออาหาร
  • มีลักษณะบ่งชี้แนวโน้มที่จะมีเลือดออก เช่น มี Touniquet Test เป็นบวก, มีรอยฟกช้ำได้ง่าย มีเลือดออกที่บริเวณเซลล์เยื่อบุ เหงือก จุดที่ได้รับการฉีดยา หรืออาจจะมีอาการอาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือดได้
  • มีเกล็ดเลือดต่ำ โดยต่ำกว่า 100,000 /ml หรือ เกล็ดเลือดน้อยกว่า 3 ตัวใน 1 High Power Field
  • มีลักษณะบ่งชี้ว่ามี พลาสมา รั่วออกจากหลอดเลือด เช่น Hct. มากกว่า 20% ของค่าที่คาดเอาไว้ หรือค่า Hct ลดลง มากกว่า 20% หลังจากให้สารน้ำทางเส้นเลือด, การมีสารน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด, การมีสารน้ำในช่องท้อง, การมีโปรตีนในเลือดต่ำ
  • มีอาการแบบไข้สมองอักเสบ

อาการที่บ่งชี้ภาวะ Dengue Shock Syndrome

  1. มีชีพจรเต้นเบาและเร็ว
  2. มี Pulse Pressure แคบ
  3. มีผิวหนังเย็น และกระวนกระวาย

การตรวจทางห้องปฏิบัติการ

การตรวจที่ช่วยยืนยันการวินิจฉัยได้คือ

  1. Rapid diagnostic test kit การตรวจชนิดนี้มีความแม่นยำน้อย, สามารถแยกได้ว่า เป็น Primary or Secondary Infection ได้
  2. Serology and PCR ( Polymerase Chain Reaction ) ผลแน่นอนกว่า แต่ค่าใช้จ่ายสูงกว่า

การรักษา

การ รักษาหลักๆ คือการรักษาตามอาการประคับประคองอย่างใกล้ชิด และพยายามทำให้ร่างกายไม่ขาดสารน้ำ โดยการทานน้ำให้มากเพียงพอ (ถ้าทานได้ ) ถ้าทานไม่ได้ ก็ควรให้สารน้ำทางเส้นเลือด เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำ ภาวะเลือดเข้มข้น  และภาวะช็อค น้อยรายที่มีความจำเป็นในการที่จะต้องให้เกล็ดเลือดทดแทน (มักให้ถ้าเกล็ดเลือดต่ำกว่า 20,000/ml หรือมีภาวะถ่ายอุจจาระดำที่บ่งชี้ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร )
ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาลดไข้ในกลุ่ม Aspirin หรือ NSAIDS ในคนไข้ที่สงสัยจะเป็นโรคนี้ เพราะอาจจะทำให้เกิด ภาวะเลือดออกง่ายได้มากขึ้น

การป้องกันการแพร่ระบาดของโรค

  1. กำจัดตัวกลางของโรค เช่นการทำลายยุงและลูกน้ำยุง และแหล่งเพาะพันธุ์ของมัน
  2. ป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด
  3. เมื่อพบผู้ป่วยในชุมชนต้องรีบประชาสัมพันธ์ ให้คนในชุมชนได้รับทราบและร่วมมือกันป้องกันการแพร่กระจายของโรค

prevent dengue

Author: drdragon

Share This Post On
Share This