โรคเยื่อบุตาอักเสบ ระบาด

เนื่องจากช่วงนี้ได้พบว่ามีคนไข้ที่ติดเชื้อตาแดงกัน มาก และติดต่อกันอย่างรวดเร็ว เด็กๆ ไปโรงเรียนไปติดมาจากเพื่อนๆ ที่โรงเรียน แล้วนำมาติดสมาชิกในครอบครัวคนอื่นอีกเป็นทอดๆ บางครอบครัวเป็นกันทั้งครอบครัว วันนี้ผมจึงขอนำความรู้เรื่องเยื่อบุตาอักเสบมาเล่าสู่กันฟังครับ

เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis)

เป็นภาวะที่ทำให้เกิดอาการปวดตา ตาแดง เหนียวเยิ้มในลูกตา  ภาวะนี้มักจะไม่รุนแรง แต่มักก่อให้เกิดความรำคาญ ไม่สบายในตา แต่เยื่อบุตาอักเสบบางชนิดก็สามารถทำลายลูกตาได้

conjunctivitis

ข้อควรระวัง

  • การบาดเจ็บที่ตาทั้ง หลายไม่ว่าจะเป็นการกระทบกระแทก การขยี้ แรงๆ ควรได้รับการตรวจจาก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้แน่ใจว่าการบาดเจ็บนั้นไม่รุนแรงจนถึงขั้นเป็น อันตรายต่อลูกตาและการมองเห็น
  • ถ้าพบว่ามีเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆตาเช่น เปลือกตา ผิวหนังรอบดวงตา มีการบวมแดง ร้อน นั่นบ่งชี้ว่าไม่ได้มีแต่ภาวะเยื่อบุตาอักเสบอย่างเดียว ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษาที่ถูกต้องต่อไป

เยื่อบุตาอักเสบ (Conjunctivitis) คืออะไร

ภาวะนี้คือ  ภาวะที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อ ที่ด้านใน ของเปลือกตาบนและล่าง และเยื่อบุด้านนอกของตาขาว

(Conjunctivae) ภาวะนี้อาจจะเกิดจากเชื้อโรค เช่นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือ ภูมิแพ้ก็ได้ และไม่ว่าสาเหตุจะเป็นจากอะไร ก็ต่างมีลักษณะการแดงของตาขาวทั้งนั้น จึงแยกสาเหตุที่ก่อโรคได้ยาก แต่พอประเมินคร่าวๆ ได้ดังนี้

  • ถ้าสาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะเกิดการอักเสบที่ตา ทั้ง 2 ข้างแต่อาจจะเริ่มที่ตาเดียวก่อนแล้วจึงลามมาอีกตาหนึ่ง และมักมีลักษณะเคืองตา และตามีหนองหรือขี้ตาข้นมาก
  • ถ้าสาเหตุเกิดจากเชื้อไวรัส มักจะเป็นตาเดียวก็ได้ สองตาก็ได้ และมักจะมีคันตา น้ำตาไหลมาก ในบางครั้งอาจจะมีหนองได้และเคืองตาได้
  • ถ้าสาเหตุมาจากภาวะภูมิแพ้ มักจะมีอาการอื่นๆของโรคภูมิแพ้ร่วมด้วยเช่น อาการทางหวัด มีน้ำมูก คันจมูก คันตา คันหู จาม เป็นต้น และจะมีอาการคันตาอย่างมาก และมีน้ำตาไหลอย่างมากด้วย

สิ่งสำคัญที่ควรระวัง คือ ถ้ามีอาการปวดตา ตามีหนอง หรือน้ำตาไหลมาก ที่ตาใดตาหนึ่งตาเดียว เราควรจะรีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะมีสิ่งแปลกปลอมติดอยู่บนลูกตา หรือแอบติดอยู่ในเปลือกตาก็ได้ เพื่อที่แพทย์จะได้รีบเขี่ยเอาออกให้

ปัญหาทางสุขภาพที่เกี่ยวกับเยื่อบุตาอักเสบ

  • เยื่อบุตาอักเสบบางชนิด สามารถทำให้เกิดความเสียหายอย่างใหญ่หลวงแก่ลูกตาได้  เช่น เยื่อบุตาที่เกิดจากเชื้อหนองในแท้ Gonococcal และจากเชื้อ Clamydia หรือที่เรียกว่า Trachoma สามารถ ทำให้ตาบอดได้
  • แต่อย่างไรก็ตามเยื่อบุตาอักเสบส่วนใหญ่ มักจะไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้โดยภูมิต้านทานของคนไข้เอง ภายในไม่กี่วันหลังจากเริ่มเป็น

เยื่อบุตาอักเสบแพร่ระบาดได้อย่างไร

  • เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากไวรัส มักจะแพร่กระจายได้ง่ายมาก มันจะกระจายได้โดยการสัมผัสหนอง หรือน้ำตาที่มาจากตาที่ติดเชื้อ หรือจากการไอจาม ของคนที่ติดเชื้ออยู่ ถ้าคนคนนั้นมีการเป็นหวัดอยู่ด้วยในเวลาเดียวกับที่เป็นเยื่อบุตาอักเสบ
  • เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย มักจะติดต่อกันโดยการสัมผัสผ่านทางมือ จากตาหนึ่งไปยังอีกตาหนึ่ง แต่ใน Trachoma สามารถแพร่กระจายผ่านทางแมลงวันที่บินมาตอมตาได้
  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อ

    ดังจะเห็นได้ว่าการล้างมือให้สะอาด ก่อนการสัมผัสบริเวณตา หรือหน้านั้นมีความสำคัญมากในการลดการติดเชื้อที่เยื่อบุตา

คนที่เป็นเยื่อบุตาอักเสบจะเป็นอยู่นานเท่าไร

โดยส่วนใหญ่เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียและไวรัส มักเป็นประมาณ 1-3 วัน ส่วนเยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากภูมิแพ้มักจะเรื้อรัง

เยื่อบุตาอักเสบ จะติดต่อได้นานเท่าไร

  • โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้เป็นโรคที่ไม่ติดต่อ เพราะฉะนั้นเราไม่มีความจำเป็นในการที่จะหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโรคนี้
  • เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย จะแพร่กระจายโรคได้จนถึง เมื่อตาหายจากอาการแดง และไม่มีสารคัดหลั่ง (น้ำตา, หนอง) ไหลจากตามากกว่าปกติ
  • เยื่อบุตาอักเสบที่เกิดจากเชื้อไวรัส ผุ้ป่วยจะสามารถแพร่โรคได้ จนถึงเมื่อตามีลักษณะเป็นปกติทุกอย่างแล้ว คือไม่แดง ไม่เคือง ไม่มีน้ำตาไหลมากกว่าปกติแล้ว

การรักษา

  • ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจแยกว่า เป็นเยื่อบุตาอักเสบชนิดไหน
  • ในเยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นต้องได้รับยาป้ายหรือยาหยอดตา สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรีย
  • เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อไวรัส ไม่มีการรักษาที่จำเพาะ โรคจะหายเองภายในไม่กี่วัน และการทำความสะอาดตาอย่างเบาๆ จะช่วยให้โรคดีขึ้นเร็วขึ้น
  • เยื่อบุตาอักเสบจากโรคภูมิแพ้จะดีขึ้น เมื่อมีการรักษาควบคุมโรคภูมิแพ้ที่อวัยวะอื่นๆ เช่น จมูก ให้ดีขึ้น

การป้องกันตนเองจากโรคเยื่อบุตาอักเสบ

  • หมั่นล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่อยู่เสมอ
  • ไม่ใช้ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ร่วมกันกับคนอื่น
  • ไม่เอามือไปสัมผัสหน้าหรือตา โดยไม่จำเป็น ถ้าจำเป็นจริงๆ ควรล้างมือก่อนทุกครั้ง
  • คนที่เป็นโรคอยู่ไม่ควรไปทำงาน หรือไปโรงเรียนเจนกว่าจะหายจากโรค เพื่อป้องกันการติดต่อไปสู่ผู้อื่น

การรักษาความสะอาด ตาที่มีอาการปวดและอักเสบ

  • หมั่นเช็ดทำความสะอาด หนองและสารคัดหลั่งจากตาออกบ่อยๆ จะทำให้รู้สึกสบายตาขึ้น และจะทำให้การอักเสบติดเชื้อดีขึ้นเร็วขึ้น
  • การเช็ดตาจะเช็ดจากหัวตาไปหางตาหรือหางตาไปหัวตาก็ได้ ตามแต่จะถนัด
  • ควรใช้ผ้าหรือสำลีแยกกันในการเช็ดตาแต่ละข้าง และอาจจะใช้สำลีชุบน้ำอุ่นๆ  (ที่ไม่ร้อน) เช็ดตา
  • การเช็ดตาควรเช็ดโดยขณะปิดตา และห้ามเช็ดเข้าไปในตา เพราะอาจจะทำให้เกิดความเสียหายแก่ลูกตาได้
  • ปกติตาของเราตามธรรมชาติมีการทำความสะอาดตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยการมีการสร้างน้ำตาจากต่อมน้ำตาที่บริเวณหางตา แล้วไหลมาล้างเยื่อบุตา กระจกตา แล้วไหลลงท่อน้ำตาที่บริเวณหัวตา

โรคตาแฉะเหนียว (Sticky eyes)

  • ประมาณ 5% ของเด็กทารกที่เกิดมาจะมีภาวะท่อน้ำตาตีบแคบ ทำให้การไหลของน้ำตาลงสู่จมูกได้ไม่ดี ส่งผลให้น้ำตาเอ่อล้นแฉะลูกตา และ 90% ของเด็กเหล่านี้ท่อน้ำตาจะเป็นปกติภายในอายุ 1 ปี โดยไม่ต้องรับการรักษา
  • เด็กที่มีภาวะ Sticky Eye บางครั้งเกิดภาวะการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม อาจจำเป็นต้องได้รับยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียด้วย
  • การนวดผิวหนังบริเวณตำแหน่งของท่อน้ำตา จะช่วยทำให้ภาวะนี้ดีขึ้นเร็วขึ้น

เยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง (Trachoma)

เป็นโรคเยื่อบุตาอักเสบเรื้อรัง ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย กลุ่มที่ชื่อว่า Clamydia

  • โรคนี้พบบ่อยในบางประเทศของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ ที่มีสภาพของสุขอนามัยที่ไม่ดี และเป็นพื้นที่ที่มีแมลงวันมาก ซึ่งโรคนี้สามารถติดจากคนไปสู่อีกคนได้ โดยทางมือสัมผัส หรือผ่านทางแมลงวันเหล่านี้
  • โรค Trachoma ยังคงเป็นปัญหาสำคัญของชนเผ่าพื้นเมือง อะบอริจิน ในประเทศออสเตรเลีย ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ทุรกันดาร
  • โรค Trachoma สามารถทำให้เกิดรอยแผลเป็นที่กระจกตา และทำให้เกิดตาบอดได้
  • การรักษาโรคนี้ คือการได้รับยาปฏิชีวนะที่เหมาะสม และการักษาความสะอาดบริเวณตาให้สะอาดอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการเป็นโรคซ้ำ

เยื่อบุตาอักเสบจากเชื้อโกโนเรีย (Gonococcal conjunctivitis)

  • ถ้ามารดาติดเชื้อโกโนเรีย ลูกสามารถติดเชื้อนี้ได้ขณะที่คลอดผ่านทางช่องคลอด
  • โรคนี้สามารถทำลายดวงตาได้ และการทำลายนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
  • ถ้าสงสัยว่าเด็กทารกติดเชื้อนี้ที่ลูกตา ควรทำความสะอาดบ่อยๆ และควรให้ยาปฏิชีวนะที่เหมาะสมอย่างเร็วที่สุด

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This