โรคไข้ ชิคุนกุนยา โรคชื่อประหลาดที่คนไทยควรรู้จัก

โรคไข้ชิคุนกุนยา

โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya Virus) โดยเชื้อนี้เข้าสู่ร่างกายมนุษย์โดยมนุษย์ถูกยุงลายที่มีเชื้อนี้กัด

เชื้อไวรัส ชิคุนกุนยานี้ ถูกนักวิทยาศาสตร์พบและแยกเชื้อออกมาได้ครั้งแรก จากเลือดของผู้ป่วยที่ เป็นไข้ที่ประเทศ แทนซาเนีย ในปี คศ. 1953 และตั้งแต่นั้นมาก็เป็นจุดเริ่มต้นของการระบาดของโรคนี้ออกไปส่วนต่างๆ ของโลก ทั้งในทวีปเอเชียและแอฟริกา และล่าสุดนี้เริ่มพบในบางแหล่งเล็กๆ ของทวีปยุโรป

อาการของโรค

อาการสำคัญคือ มีอาการไข้สูง ปวดศรีษะ อ่อนเพลีย คลื่นไส้ อาเจียน ปวดตามกล้ามเนื้อ มีผื่นขึ้น และปวดตามข้อ
อาการไข้ของโรคชิคุนกุนยานี้ โดยทั่วไปมีตั้งแต่หลายวันจนถึงหลายๆ สัปดาห์ และคนไข้บางคนมีอาการอ่อนเพลียหมดแรงอยู่หลายสัปดาห์ และในคนไข้บางรายมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบ (Arthritis) ที่อาจจะมีอาการหลายสัปดาห์จนถึงหลายเดือน อาการปวดข้อเรื้อรังแบบนี้มักจะไม่พบในคนไข้ที่เป็นโรคไข้เลือดออกเดงกิ่ว (Dengue Fever) และยังไม่พบคนไข้โรคชิคุนกุนยา ที่มีอาการเลือดออกแบบโรคไข้เลือดออกเดงกิ่ว

chikungunyaระยะฟักตัวของโรคนี้มักจะอยู่ระหว่าง 3-7 วัน ในคนไข้บางรายติดเชื้อไวรัสนี้แล้วไม่มีอาการก็มี (Asymptomatic) แต่เราไม่ทราบว่าคนไข้กลุ่มที่ไม่มีอาการนี้มีอยู่มากมายเท่าไร ในคนไข้ที่เป็นโรคนี้แล้วเชื่อกันว่าจะมีภูมิต้านทานต่อโรคนี้ไปตลอดชีวิต คนไข้ที่เสียชีวิตจากโรคนี้นั้น พบน้อยมากๆ

คนไข้ที่ตั้งครรภ์มีโอกาสที่จะติดเชื้อนี้ได้ทุกๆ ระยะของการตั้งครรภ์ และอาการการแสดงออกของโรคนั้นก็เหมือนกับคนทั่วไป การติดเชื้อในระยะตั้งครรภ์นั้น มักจะไม่ส่งผ่านเชื้อไปให้เด็กทารกในครรภ์ ยกเว้น เมื่อมารดามีเชื้ออยู่ในกระแสเลือดในขณะที่คลอดบุตร, มีรายงานคนไข้ตั้งครรภ์ แล้วติดเชื้อในระหว่าง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์แล้วเกิดภาวะแท้งบุตร แต่พบได้ไม่มากนัก แต่อย่างไรก็ตามคนไข้ตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการที่จะถูกยุงกัดจะเป็นการดีที่สุด

ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่ามีการติดเชื้อโรคนี้ผ่านทางการให้นมบุตร

การวินิจฉัยโรคนี้

อาศัยประวัติและการตรวจร่างกายคนไข้ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และประวัติการที่อยู่ในแหล่งที่มียุงพาหะของโรค

การรักษา

ขณะนี้ยังไม่มีการรักษาที่จำเพาะเจาะจงของ โรคนี้ เพราะฉะนั้นการรักษาคือการรักษาตามอาการ โชคดีที่คนที่ป่วยเป็นโรคนี้มักจะไม่รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ส่วนการรักษาตามอาการนั้นก็ คือ การพักผ่อนอย่างเพียงพอ การให้คนไข้ได้รับสารน้ำเข้าสู่ร่างกายอย่างเพียงพอ และการให้ยาที่จะลดอาการของโรค เช่น ยาลดไข้แก้ปวด พวก Ibuprofen, Naproxen, พาราเซตามอล (Paracetamol) แต่ยาแอสไพริืน (Aspirin) เราควรจะหลีกเลี่ยงที่จะใช้

การป้องกันโรคนี้ คือ

ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนสำหรับป้องกันโรคนี้

การป้องกันตนเองไม่ให้โดนยุงกัดเช่น การทายาโลชั่นกันยุงกัด การใส่เสื้อผ้าปกปิดการถูกยุงกัด การพยายามอยู่ในที่ที่มีมุ้งลวด หรือมุ้งผ้าเพื่อป้องกันยุง

คนไข้ที่เป็นโรคแล้วควรระมัดระวังตนเองไม่ให้ถูกยุงกัด เพื่อที่จะไม่แพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่ผู้อื่นต่อไป

Author: Dr.Pradit

Share This Post On
Share This