มารู้จักโรคภูมิแพ้หอบหืดกันดีกว่าครับ

โรคภูมิแพ้หอบหืด (Asthma)

โรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังของ หลอดลม ทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมจะหดตัวตีบลงทำให้ผู้ป่วยมีอาการไอ หอบหายใจไม่อิ่ม และหายใจมีเสียงวี๊ด ซึ่งอาการเหล่านี้จะดีขึ้นเอง หรือโดยการรักษา

ความสำคัญ

โรคหอบหืดเป็นโรคที่สร้างความทุกข์ทรมาน และการเสียชีวิตให้ผู้ป่วยทั่วโลกทุกปี และมีแนวโน้มของจำนวนผู้ป่วยโรคนี้มากขึ้นทุกๆ ปี

กลไกการเกิดโรค

Asthmaลักษณะที่สำคัญของโรคหืดคือ การที่มีหลอดลม (Inducer) ไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ (Airway Hyperresponsiveness) โดยหลอดลมของคนไข้โรคหืดจะหดตัวง่ายเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น กลิ่นฉุนๆ, ความเย็น, ฝุ่นละออง ฯลฯ และเมื่อหลอดลมหดตัวมากกว่าปกติ ทำให้คนไข้โรคหืด เกิดอาการหายใจลำบากและหายใจมีเสียงวี้ด

ความเข้าใจในพยาธิกำเนิดของโรคหืด

ในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากในอดีตมาก

  1. ระยะแรก คือช่วงประมาณก่อน พ.ศ. 2530 ในช่วงนี้มีความรู้ว่าลักษณะที่สำคัญของโรคหืดคือ หลอดลมไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น (Airway Hyperresponsiveness) ในสมัยนั้นเชื่อว่าสาเหตุของหลอดลมไวผิดปกติ เกิดจากการที่กล้ามเนื้อของหลอดลม มีขนาดและจำนวนมากกว่าคนปกติ ทำให้มีการหดตัวของหลอดลมไวกว่าและมากกว่าคนปกติ
  2. ระยะที่สอง ระหว่าง พ.ศ. 2530-2540 มีหลักฐานหลาย ๆ ประการที่สนับสนุนว่าแท้จริงแล้ว หลอดลมไวผิดปกติในคนไข้โรคหืดน่าจะเกิดจากการอักเสบของหลอดลม และการอักเสบของหลอดลมจะทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นจะเกิดหลอดลมตีบทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงวี้ด ซึ่งเราเรียกว่าจับหืด (Asthmatic Attack) นอกจากนี้การอักเสบของหลอดลมยังทำให้เกิดอาการของโรคหืดโดยตรง เช่น ไอ แน่นหน้าอกอีกด้วย
  3. ระยะที่สาม ระหว่าง พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน พบว่าการอักเสบของหลอดลมที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดลมอย่างถาวร ทั้งรูปร่างและการทำงานที่เรียกว่า Airway Remodeling  ซึ่งการที่มี Airway Remodeling จะทำให้สมรรถภาพปอดของคนไข้โรคหืดต่ำกว่าปกติ และมีหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างถาวร

ลักษณะทางคลินิค

โรคหืดเป็นโรคที่พบได้ในทุกเพศ ทุกวัย แต่ส่วนมากมักจะเริ่มมีอาการตั้งแต่เด็ก อาการของโรคหืดคือ อาการไอ หายใจไม่อิ่ม หายใจมีเสียงวี๊ด เป็นๆ หายๆ ลักษณะที่สำคัญของโรคหืดคือ มักจะมีอาการมากในเวลากลางคืน บางครั้งผู้ป่วยโรคหืดอาจจะมีอาการไอเรื้อรังเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีอาการหอบก็ได้ เนื่องจากคนไข้โรคหืดมีหลอดลมที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปรกติ ดังนั้นเวลาที่เจอสิ่งกระตุ้นจะเกิดอาการที่เรียกว่า จับหืด สิ่งที่กระตุ้นให้ผู้ป่วยหอบได้แก่

  1. สารภูมิแพ้ ที่สำคัญได้แก่ ไรผุ่น เกสรดอกไม้ แมลงสาบ รา รังแคของสุนัขและแมว สารภูมิแพ้เหล่านี้ทำให้เกิดอาการหอบผ่าน ทาง Type 1 Hypersensitivity กล่าวคือเมื่อผู้ป่วยที่แพ้สารภูมิแพ้สูดดมเอาสารภูมิแพ้เข้าไป สารภูมิแพ้จะจับกับ IgE บน Mast Cells ทำให้เกิดการหลั่ง Mediators เช่น Histamine, Bradykinin, Leukotrienes, Platelet-Activating Factor, Prostaglandins และ Thromboxane A2 ซึ่งทำให้เกิด หลอดลมตีบ หลอดลมบวม และมีการคั่งของเลือด (Vascular Congestion) ที่เรียกว่า Acute Asthmatic Response นอกจากนี้ Leukotrienes ยังมีฤทธิ์ดึงเซลล์อักเสบ ที่สำคัญ (คือ Eosinophils) มาชุมนุมในหลอดลมยังผลให้ เกิดการอักเสบเพิ่มขึ้น มีความไวของหลอดลมเพิ่มขึ้นและเกิด Late Asthmatic Response ดังนั้นการสัมผัสกับสารภูมิแพ้นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยหอบแล้วยังทำ ให้โรคหืดเป็นมากขึ้นด้วย ในการรักษาโรคหืดจึงจำเป็น ที่จะต้องหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารภูมิแพ้ด้วย
  2. การออกกำลังกาย การออกกำลังกายทำให้ผู้ป่วยโรคหืดจำนวนหนึ่งหอบได้ กลไกที่การออกกำลังกายกระตุ้นให้หอบจะเกี่ยวข้องกับสูญเสียความร้อน หรือสูญเสียน้ำในหลอดลม ดังนั้นการออกกำลังกายในที่แห้ง อากาศเย็นจะทำให้หอบได้ ง่ายกว่าการ ออกกำลังกายในที่อากาศอุ่น และความชื้นสูง แต่การออกกำลังกายจะต่างกับการสัมผัสสารภูมิแพ้ ตรงที่การออกกำลังกายไม่ทำให้เกิดการอักเสบของ หลอดลมเพิ่มขึ้นและไม่ทำให้ความไวของหลอดลมเพิ่มขึ้น
  3. การติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน การติดเชื้อทางเดินหายใจเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้โรคหืดกำเริบ ส่วนมากเกิดจากการติดเชื้อไวรัส ซึ่ง การติดเชื้อไวรัสพบว่า สามารถทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นเพิ่มขึ้นได้นานถึง 6 สัปดาห์
  4. ยา ยาที่สำคัญที่กระตุ้นให้ผุ้ป่วยหอบได้แก่ Aspirin, Beta-Adrenergic Antagonist สารกันเสียเช่น Metabisulfite สีผสมอาหาร เช่น Tartrazine
  5. ความเครียด ทำให้โรคหืดเลวลงได้

การวินิจฉัยโรค

การวินิจฉัยโรคหืด อาศัย การซักประวัติ ตรวจร่างกาย และตรวจทางห้องปฏิบัติการ ดังนี้

ประวัติ

การวินิจฉัยโรคหืดส่วนใหญ่สามารถวินิจได้ โดยอาศัยประวัติที่มีอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงหวีด ซึ่งจะเป็นๆ หายๆ บางครั้งผู้ป่วยจะสามารถบอกถึงสิ่งกระตุ้น ที่ทำให้เกิดอาการได้ชัดเจนด้วย เช่น มีอาการหลังจากเจอฝุ่นละออง เวลาที่ไม่มีอาการก็จะเหมือนคนปกติทุกประการ

ลักษณะที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของโรคหืดคือ มักมีอาการเวลากลางคืน บางครั้งผู้ป่วยอาจจะมีอาการไอเรื้อรังเพียงอย่างเดียวก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการไอหลังเป็นไข้หวัด

ประวัติโรคภูมิแพ้ ประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัวที่เป็นโรคหืดก็จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคหืด
จากประวัติจะต้องวินิจฉัยแยกโรค COPD, Upper Airway Obstruction หลอดลมโป่งพอง และ Congestive Heart Failure ที่อาจมีอาการหอบเหนื่อยคล้ายโรคหืดได้

การตรวจร่างกาย

การตรวจร่างกายจะช่วยในการวินิจฉัย บอกความรุนแรงของโรค และช่วยในการวินิจฉัย แยกโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคหืดได้ ในขณะที่ผู้ป่วยกำลังหอบ การตรวจร่างกายก็จะพบการใช้ Accessory Muscle ในการหายใจ ฟังได้ยินเสียงวี้ด (Wheeze) หรือ Rhonchi ที่ปอดทั้ง 2 ข้าง

ในรายที่เป็นหืดขั้นรุนแรงตั้งแต่เด็ก ก็อาจตรวจพบว่าผิดปกติของทรวงอกได้ อย่างไรก็ดีถ้าผู้ป่วยไม่มีอาการหอบ การตรวจร่างกายก็จะไม่พบอะไรผิดปกติเลยก็ได้

การตรวจทางห้องปฎิบัติการ

การตรวจที่จะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยได้แก่ การตรวจยืนยันว่ามีการอุดกลั้นทางเดินหายใจที่ รักษาให้ดีขึ้นได้โดยการให้ยาขยายหลอดลม หรือตรวจพบว่าหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำให้ผู้ป่วยตรวจด้วยเครื่งมือต่างๆ ซึ่งจะไม่ขอลงในรายละเอียดในที่นี้

การดูแลรักษา การป้องกัน และการควบคุมโรค

แนวทางการรักษาโรคหืดในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากในอดีตมาก วิวัฒนาการของการรักษาโรคหืดอาจแบ่งเป็น 3 ช่วงระยะตามความเชื่อและความเข้าใจในพยาธิกำเนิดของโรคหืด

  1. ระยะแรก คือช่วงประมาณก่อน พ.ศ. 2530 ในช่วงนี้มีความรู้ว่าลักษณะที่สำคัญของโรค หืดคือ หลอดลมไวผิดปกติต่อสิ่งกระตุ้น (Airway Hperresponsiveness) คือหลอดลมของคนไข้ โรคหืดจะหดตัวง่ายเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นต่างๆ เช่น กลิ่นฉุนๆ, ความเย็น, ฯลฯ และเมื่อหลอดลมหดตัวมากกว่าปกติ ทำให้คนไข้โรคหืดเกิดอาการหายใจลำบาก และหายใจมีเสียงวี้ด เนื่องจากว่าในสมัยนั้นยังไม่ทราบว่า สาเหตุของหลอดลมไวผิดปกติเกิดจากอะไรกันแน่ การรักษาจึงมุ่งไปที่การรักษาหลอดลมหดตัว โดยใช้ยาระงับการหดตัวของกล้ามเนื้อหลอดลมเป็นหลัก ได้แก่ ยาในกลุ่ม B2-Agonists ดังนั้นจึงมีการใช้ยา B2-Agonists กันอย่างแพร่หลายในช่วงนี้
  2. ระยะที่สองระหว่าง พ.ศ. 2530-2540 เมื่อมีหลักฐานหลายๆ ประการที่สนับสนุนว่า แท้จริงแล้วหลอดลมไวผิดปกติในคนไข้โรคหืด น่าจะเกิดจากการอักเสบของหลอดลม และการอักเสบของหลอดลมทำให้หลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นผิดปกติ เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นจะเกิดหลอดลมตีบทั่วไป ทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการไอ หอบ หายใจมีเสียงวี้ด ซึ่งเราเรียกว่า จับหืด (Asthmatic Attack) นอกจากนี้การอักเสบของหลอดลมยังทำให้เกิดอาการของโรคหืดโดยตรง เช่น ไอ แน่นหน้าอกอีกด้วย ดังนั้นการรักษาโรคหืดก็เลยเปลี่ยน จากการให้ยาขยายหลอดลมเป็นหลัก ไปเป็นการให้ยารักษาหลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็นหลัก โดยใช้ยาที่มีฤทธิ์ลดการอักเสบเช่น ยาพ่นสเตอร์รอยด์ (Inhaledsteroids) แทนการใช้ยาขยายหลอดลม และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้ยาขยายหลอดลมโดยจะใช้ ยาขยายหลอดลมเฉพาะเวลามีอาการหอบเท่านั้น เมื่อการอักเสบลดลง ความไวของหลอดลมก็จะลดลงด้วย ทำให้ผู้ป่วยโรคหืดไม่หอบเมื่อเจอสิ่งกระตุ้น ดังนั้น Inhaled Corticosteroids ถีอว่าเป็นยาหลักที่ใช้ในการรักษาโรคหืด
  3. ระยะที่สามระหว่าง พ.ศ. 2540 ถึงปัจจุบัน พบว่าการอักเสบของหลอดลมที่เกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดลมอย่างถาวร ทั้งรูปร่างและการทำงานที่เรียกว่า Airway Remodeling ซึ่งการที่มี Airway Remodeling จะทำให้สมรรถภาพปอดคนไข้โรคหืดต่ำกว่าปกติ และมีหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้นอย่างถาวร หลักการในการรักษาในช่วงนี้ คือการพยายามป้องกันไม่ให้เกิด Airway Remodeling โดยเชื่อว่าการให้การรักษาโรคหืดแต่เนิ่นๆ จะป้องกันการเกิด Airway Remodelingได้ แต่เมื่อเกิด Airway Remodeling แล้วการใช้ยาที่มีฤทธิ์ ลดการอักเสบ เช่น ยาพ่นสเตอร์รอยด์ (Inhaled Steroids) อย่างเดียว จึงไม่สามารถควบคุมอาการโรคหืดได้ การใช้ยาขยายหลอดลมร่วมกับยาพ่นสเตอร์รอยด์ จะได้ผลดีกว่าการใช้ยาพ่นสเตอร์รอยด์อย่างเดียว และยังทำให้สามารถลดขนาดยาพ่นสเตอร์รอยด์ได้ด้วย

เป้าหมายของการรักษา

โรคหืดเป็นโรคที่ยังรักษาให้หายขาดยังไม่ ได้ แต่สามารถควบคุมโรคได้ ซึ่งหมายความว่า ผู้ป่วยควรจะมีอาการทั้งกลางวันและกลางคืนน้อยมาก หรือไม่มีเลย ไม่ต้องไปโรงพยาบาลเพราะหอบรุนแรง เฉียบพลัน ไม่ต้องใช้ยาขยายหลอดลม หรือใช้ยาขยายหลอดลมน้อยมาก มีสมรรถภาพ ปอดที่ปกติ โดยที่ไม่มีอาการช้างเคียงจากการรักษา จะเห็นว่าเป้าหมายในการรักษาในปัจจุบันจะสูงกว่าในอดีต เพราะเรามีความรู้เกี่ยวกับโรคหืดมากขึ้น

ขั้นตอนในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืด

เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย แนวทางในการรักษาโรคหืดบอกว่า จะต้องให้การดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหืดดังต่อไปนี้

  1. ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติ เกี่ยวกับโรคหืดและยารักษา เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการรักษา สิ่งสำคัญที่ควรจะสอนผู้ป่วยก็คือ สอนให้ผู้ป่วยเข้าใจว่าโรคหืดเป็นโรคที่มีการอักเสบของหลอดลม ทำให้หลอดลมไว เมื่อเจอสิ่งกระตุ้นหลอดลมจึงตีบ ดังนั้นการรักษาโรคหืด ไม่ใช่การรักษาหลอดลมตีบ แต่เป็นการรักษาหลอดลมอักเสบ ซึ่งต้องใช้เวลาในการรักษานาน แม้ว่าอาการอาจจะไม่มีแล้วก็ตาม ซึ่งการที่ผู้ป่วยเข้าใจเรื่องโรคได้ดี ก็จะช่วยให้ผู้ป่วยร่วมมือในการรักษาดีขึ้น
  2. หลีกเลี่ยงจากสิ่งกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการหอบ โดยทั่วไปสิ่งกระตุ้นให้หอบมี มากมายหลายชนิด แต่อาจแยกได้ว่าเป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดหลอดลมตีบเฉยๆ (Inciter) เช่น การออกกำลังกาย, การเจอความเย็น, การหัวเราะ เป็นสิ่งกระตุ้นให้เกิดหลอดลม หดตัวกับสิ่งกระตุ้นให้เกิดหลอดลมตีบ ร่วมกับการอักเสบในหลอดลม (Inducer) เช่น สารภูมิแพ้, ฝุ่นบ้าน, ไรบ้าน สิ่งสำคัญที่ผู้ป่วยต้องหลีกเลี่ยงคือ สิ่งกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในหลอดลม ส่วนสิ่งกระตุ้นให้หลอดลมตีบไม่ค่อยสำคัญนัก เพราะเมื่อเรารักษาโรคให้หลอดลมไม่ไวต่อสิ่งกระตุ้น ผู้ป่วยก็จะไม่เกิดอาการเมื่อเจอสิ่งกระตุ้นเหล่านี้
  3. จำแนกความรุนแรงของโรคหืด เพื่อจัดยารักษาตามความรุนรง ของโรคหืด
  4. การจัดยารักษาตามความรุนแรงของโรค หลักการของการให้ยารักษาโรคหืดคือ การใช้ยาให้น้อยที่สุดที่พอจะควบคุมโรคได้ ดังนั้นการใช้ยาจะมากหรือน้อย ก็ขึ้นกับความรุนแรงของโรค ถ้าโรครุนแรงมากก็จะต้องใช้ยามาก เป็นต้น การให้ยารักษาจะเป็นแบบค่อยๆ ให้ยาจากขั้นต่ำ แล้วค่อยเพิ่มเป็นขั้นสูงเมื่อไม่ได้ผล (Step-Up Approach) หรึอจะเริ่มที่ยาขั้นที่สูง แล้วค่อยๆ ลดยามาเป็นขั้นที่ต่ำลงเมื่ออาการดีขึ้นและควบคุมอาการได้ (Step-Down Approach) ก็ได้

สรุปและย่อเนื้อความมาจาก dbregistry.com

 

Author: Dr.Pradit

Blood group O

Share This Post On
Share This