มารู้จักอนุมูลอิสระ (Free Radical) กันเถอะครับ

อนุมูลอิสระ มาจากคำภาษาอังกฤษว่า Free Radical มันก็คือ อะตอม หรือ โมเลกุล ที่สูญเสียอิเลคตรอนวงนอกสุดของมัน ไปอย่างน้อย 1 อิเลคตรอน แล้วทำให้สภาพของตัวมันไม่เสถียรหรือไม่มั่นคง ทำให้มันดิ้นรนเพื่อที่จะแก่งแย่งชิงอิเลคตรอน จากอะตอมหรือโมเลกุล หรือสารอื่นๆมาเติมเต็มเพื่อให้ตัวมันเองมั่นคงเหมือนเดิม แต่ผลคืออะตอม หรือโมเลกุลหรือสารที่ถูกมันแก่งแย่งอิเลคตรอนไปก็กลายเป็นสิ่งที่ไม่เสถียร หรือไม่มั่นคงแทน และก็จะไปทำตัวแก่งแย่งอิเลคตรอนจากอะตอมหรือโมเลกุลอื่นๆ อีกต่อไปเรื่อยๆ อย่างไม่สิ้นสุด ตราบที่ยังไม่มีสิ่งที่จะมาหยุดยั้งขบวนการที่เกิดขึ้นนี้อย่างทันท่วงที ความเสียหายจึงเกิดขึ้น มาถึงตรงนี้บางท่านที่ไม่มีความรู้พื้นฐานทางวิทยาศาสตร์มาบ้างอาจจะ งงกับคำว่า อะตอม อิเลคตรอน โมเลกุล ผมจะขออธิบายคร่าวๆ พอสังเขปดังนี้ครับ

free radicalอนุมูลอิสระ (Free Radical)

อะตอม คือ องค์ประกอบขั้นพื้นฐานของสารใดๆ ในโลกนี้ เช่น อะตอมของออกซิเจน (O), อะตอมของไนโตรเจน (N), อะตอมของคาร์บอน (C)

อะตอมประกอบด้วย โปรตรอนและนิวตรอน อยู่ตรงกลางและมีอิเลคตรอนวิ่งโคจรอยู่รอบๆ

โมเลกุล คือ การรวมตัวของอะตอมตั้งแต่ 2 อะตอมขึ้นไปเกิดเป็นโมเลกุลสาร เช่น น้ำ เกิดจากการรวมตัว
ของอะตอมของ ไฮโดรเจน 2 อะตอม + ออกซิเจน 1 อะตอม เป็นน้ำ (H2O) เป็นต้น

มาที่อนุมูลอิสระ (Free Radical) กัน ใหม่ จากที่กล่าวมาแล้วว่า เมื่อมีการแก่งแย่งอิเลคตรอนกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด สารที่ถูกแย่งอิเลคตรอนไปนั้นก็จะสูญเสียสภาพที่ปกติไป ลองคิดดูนะครับว่า ถ้าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ในร่างกายของเรา และสารที่ถูกทำลายและเกิดการเสียสภาพนั้นเป็นองค์ประกอบของเซลล์ของร่างกาย ของเรา ผลก็คือเซลล์ส่วนนั้นของเราก็จะเสียสภาพที่ปกติหรือล้มตายไป และข่าวร้ายก็คือ เหตุการณ์นี้มันเกิดขึ้นจริงๆ ในร่างกายของเรา ทุกเวลาทุกวินาที มากบ้าง น้อยบ้าง ตามแต่ปัจจัยกระตุ้น, และการปฏิบัติตัวของเราเอง ในชีวิตประจำวัน

จากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พบว่า ทุกๆ 2 – 5% ของออกซิเจนที่ใช้ในการสันดาป (เผาผลาญ) อาหารภายในเซลล์ของคนเรา จะเกิดอนุมูลอิสระของออกซิเจน (O2) ขึ้น ซึ่งมีหลายตัวหลายรูปแบบ นักวิทยาศาสตร์เรียกกลุ่มอนุมูลอิสระของออกซิเจนนี้ว่า Reactive Oxygen Species หรือ ROS (เช่น O2-, OH ฯลฯ) และเจ้า ROS นี่แหละคือตัวการสำคัญในการทำร้ายเราอยู่ทุกวินาที และเจ้า ROS จะถูกสร้างขึ้นมากกว่าปกติ 10 – 20 เท่า ขณะที่เราออกกำลังกาย แต่ถ้าเราออกกำลังกายแบบสม่ำเสมอ ไม่หนักและหักโหม ร่างกายจะปรับตัวให้มีระบบกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างเหมาะสม

มาถึงตรงนี้อย่าเพิ่งตกอกตกใจกับความน่า กลัวของเจ้า ROS นี้มากนักนะครับ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ในร่างกายของเรามีสิ่งที่จะจัดการกับเจ้าอนุมูลอิสระพวกนี้อยู่บ้างแล้ว เรียกว่า สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidant) หรือ SOD (Super Oxide Dismutase) แต่ระบบการจัดการกำจัด สารอนุมูลอิสระของร่างกายของเรานี้ แม้ในคนที่ร่างกายสมบูรณ์ที่สุด ก็ยังไม่สามารถจัดการกับเจ้าสารอนุมูลอิสระ นี้ได้อย่าง 100 % จึงทำให้เกิดการล้มตายของเซลล์ร่างกายของเราขึ้นทุกวันและตลอดเวลา จึงเป็นที่มาของความเสื่อมของร่างกาย ที่เรียกว่า “ความแก่” นั่นเอง

**ในบางครั้งการทำร้ายเซลล์โดยอนุมูลอิสระเหล่า นี้ ไม่ได้ทำให้เซลล์ของร่างกายถึงกับล้มตายไป แต่บางครั้งมันทำให้แค่เซลล์เสียหน้าที่ หรือทำหน้าที่ผิดปกติไปจากเดิมที่เคยเป็น เช่นในกรณีที่สารอนุมูลอิสระไม่ได้ทำลายผนังเซลล์จนเซลล์ตาย แต่ทำร้ายสารพันธุกรรม (DNA)
ที่อยู่ภายในเซลล์ที่ทำหน้าที่เหมือนตัวควบคุมการทำงานของเซลล์ ให้เสียสภาพไป จนเป็นบ่อเกิดแห่งโรคร้ายที่เราเรียกกันว่า “มะเร็ง” (Cancer)

Free Radical in the Human Bodyการเกิดอนุมูลอิสระในร่างกาย (Free Radical in the Human Body)

โรคและภาวะที่เกิดจากอนุมูลอิสระ

ในปัจจุบันเราเชื่อกันว่า สารอนุมูลอิสระเป็นสาเหตุของโรคต่างๆมากมาย ดังต่อไปนี้

1. ความแก่ชรา (Aging)

2. กลุ่มโรคและภาวะทางสมอง ทั้งหลาย เช่น

  • โรคอัลไซเมอร์ (Alzheimer’s disease)
  • โรคปากินสัน (Pakinson’s disease)
  • ความจำเสื่อม (Memory loss)
  • โรคสมองเสื่อมในคนแก่ (Senile dementia)
  • โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • การเมาค้าง (Hang over)

3.โรคทางตา

  • โรคต้อกระจก (Cataract)
  • ต้อหิน (Glaucoma)
  • ประสาทตาเสื่อม (Macular Degeneration)

4.โรคของปอดและหัวใจ

  • โรคถุงลมโป่งพอง
  • โรคหัวใจและทางเดินอาหารที่เกิดจากการดื่มเหล้า
  • ภาวะหลอดเลือดอุดตัน ตีบ (Atherosclerosis)
  • โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ อุดตัน

5.โรคของตับ

  • ตับแข็ง (Cirrhosis)

6.โรคไต

  • โรคไตวาย

7.โรคของระบบร่างกายทั้งระบบ

  • โรคภูมิคุ้มกันร่างกายตนเองทำร้ายตนเอง (Auto-immune disease) เช่น โรคปวดข้อรูมาตอยด์, โรค SLE, ฯลฯ
  • โรคมะเร็ง (Cancer)
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • อื่นๆ อีกมาก

มาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งตกอกตกใจกลัว อนุมูลอิสระกันจนเครียดไปเลยละครับ ผมมีวิธีที่ดีและง่ายมาแนะนำการลดความเสี่ยง และความรุนแรงจากการถูกเจ้าอนุมูลอิสระทำร้ายครับ

คำแนะนำในการหลีกเลี่ยงอันตรายจากอนุมูลอิสระ

  1. หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มากจนเกินไป เพราะพลังงานส่วนเกินจะก่อให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้น
    ก่อให้เกิด ของเสียจากเซลล์ที่มาจากการเผาผลาญมากขึ้น รวมถึงการเกิดอนุมูลอิสระที่มากขึ้นด้วย
  2. หลีกเลี่ยงอาหารประเภท ย่าง ปิ้ง เผา เพราะอาหารเหล่านี้มี สาร Polycyclic Aromatic Hydrocarbon เรียกสั้นๆ ว่าสาร “ไฮโดรคาร์บอน” ที่ก่อให้เกิด อนุมูลอิสระ
  3. หลีกเลี่ยงการทานน้ำตาล หรือ สารคาร์โบไฮเดรตปรุงแต่ง ในปริมาณที่มากจนเกินไป
    เพราะการย่อยสลายของสารเหล่านี้ จะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระที่มากเกินไป
  4. หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ในปริมาณที่มากจนเกินไป (คือเกินกว่าวันละ 150 ซีซี)
    เพราะจะก่อให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกาย ถ้าจะดื่มควรเลือกดื่มเป็น ไวน์แดง
    เพราะในไวน์แดงมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ แต่ก็ไม่ควรดื่มมากกว่าปริมาณที่แนะนำ
  5. ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสารเคมี เช่น การสัมผัสกับยาฆ่าแมลง, หรือการทานอาหารที่บรรจุในกล่องพลาสติก
    แนะนำให้ทานอาหารประเภท อาหารสดๆ จากธรรมชาติไม่ปรุงแต่งสารเคมี
  6. หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หรือการอยู่ในที่ที่มีคนอื่นสูบบุหรี่
  7. หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับ รังสีประเภทต่างๆ เช่นรังสีเอกซเรย์ (ถ้าไม่จำเป็น) หรือแม้แต่การโดน รังสียูวี (Ultra Violet: UV) จากแสงแดดที่แรงๆ
  8. หลีกเลี่ยงการอยู่ในแหล่งที่มีมลภาวะทางอากาศ (ถ้าทำได้แนะนำให้มีเครื่องฟอกอากาศที่ดีในบ้าน)
  9. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายแบบหักโหม หรือหลีกเลี่ยงการไม่ออกกำลังกายเลย
  10. ควรนอนอย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อวัน
  11. พยายามลดความเครียดทางอารมณ์ โดยวิธีคลายเครียดแบบต่างๆ
  12. ฝึกเพิ่มประสิทธิภาพในการหายใจด้วยการฝึก การหายใจลึกๆ อย่างสม่ำเสมอ หรือการฝึกโยคะ
  13. การบริโภคอาหารที่มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ เช่น ชา, ไวน์แดง, โกโก้, ขิง, แป๊ะก๊วย, ชาเขียว, สารสกัดจากเมล็ดองุ่น ฯลฯ
  14. เลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีองค์ประกอบของสารต้านอนุมูลอิสระ ดังต่อไปนี้ เช่น วิตามินเอ, วิตามินอี,
    วิตามินซี, Coenzyme Q10, N-Acetylcysteine, ธาตุสังกะสี, ธาตุทองแดง, ธาตุแมงกานีส, ธาตุแมกนีเซียม,
    ธาตุซีลีเนียม ฯลฯ

Author: drdragon

Share This Post On
Share This