ไข้หวัดใหญ่ หรือที่เรารู้จักกันในภาษาอังกฤษว่า Influenza หรือ Flu ชื่อนี้มาจากภาษาอิตาเลี่ยน ซึ่งมีความหมายเป็นภาษาอังกฤษว่า Influence คือแปลเป็นไทยว่า มีอิทธิพลต่อ เชื้อไข้หวัดใหญ่เป็นเชื้อที่มีการติดต่อง่ายมาก เป็นเชื้อไวรัสกลุ่ม RNA Virus อยู่ใน Family Orthomyxoviridae เชื้อนี้มักมีการติดต่ออยู่ในสัตว์พวกนก และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม อาการที่พบบ่อยๆของโรคนี้ก็คือ อาการไข้ หนาวสั่น เจ็บคอ ปวดตามกล้ามเนื้อ ปวดหัวอย่างรุนแรง ไอ อ่อนเพลียมาก และไม่สบายเนื้อสบายตัว แต่อาการไข้และไอเป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด ในรายที่มีอาการรุนแรงที่สุด ไข้หวัดใหญ่สามารถทำให้เกิดการปอดอักเสบจากเชื้อนี้ได้ และภาวะนี้มีความรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่เป็นเด็กและคนสูงอายุ ยังมีโรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ แต่อาการความรุนแรงน้อยกว่ามาก ยกตัวอย่างเช่น ไข้หวัดทั่วไป (Common Cold) โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสตัวอื่นที่ไม่ใช่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ โรคไข้หวัดใหญ่บางรายก็มีอาการ คลื่นไส้อาเจียนมากได้ เราเรียกกลุ่มนี้ว่า โรคหวัดใหญ่ลงกระเพาะ (Stomach Flu) หรือ (24-Hour Flu)

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่ติดต่อกันโดย การกระจายทางอากาศ เช่นการไอ จาม ของคนที่เป็นโรค จะกระจายเชื้อไปสู่คนอื่นๆ การติดต่อทางอื่นก็มีเช่นก ารติดต่อผ่านการสัมผัสสารคัดหลั่งต่างๆ ของร่างกาย เช่นทาง น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ เลือด อุจจาร ะ(เช่นนกมีเชื้อ อุจจาระลงมาใส่) แต่การติดต่อโดยการกระจายผ่านทางอากาศเชื่อว่าเป็นสาเหตุของการติดต่อที่มาก ที่สุดของคนไข้ส่วนใหญ่ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถถูกทำลายได้โดยง่ายเมื่อโดนแสงแดด การทำลายด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อชนิดต่างๆ แม้กระทั่งสบู่หรือผงซักฟอกก็สามารถทำลายมันได้ เพราะฉะนั้นการล้างมือด้วยสบู่บ่อยๆ ก็ช่วยป้องกันการติดต่อของโรคได้ไม่มากก็น้อย

virus structure

โรคไข้หวัดใหญ่มีการระบาดเป็นประจำทุกปีตาม ฤดูกาล ทำให้มีคนเสียชีวิตทุกปีเป็นจำนวนหลักร้อยถึงหลักพันคน แต่ถ้าปีไหนมีการระบาดเป็นวงกว้างที่เรียกว่า Pandemic สามารถทำให้มีคนตายได้ถึงกว่าล้านคนเลยทีเดียว ในศตวรรษที่ 20 มีการระบาดแบบวงกว้าง (Pandemic)ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่แล้วถึง 3 ครั้งคือ

  1. ครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ. 1918 การระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ มีคนตายถึง 20-40 ล้านคน
  2. ครั้งที่ 2 (ในปี คศ.1990) คือการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดนก (H5N1) เป็นการระบาดที่เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดสายพันธุ์ใหม่ ซึ่งไม่เคยมีระบาดในมนุษย์มาก่อนเลย ไวรัสเข้ามาสู่มนุษย์ผ่านทางการได้รับเชื้อจากนกและสัตว์ปีกต่างๆ แต่โชคดีที่ครั้งนี้มีคนตายน้อย เนื่องจากว่าเชื้อนี้ยังไม่สามารถติดต่อจากมนุษย์สู่มนุษย์ได้อย่างง่ายดาย นัก ส่วนใหญ่การติดต่อจะเป็นการติดต่อจากสัตว์ปีกสู่คนเสียมากกว่า
  3. ครั้งที่ 3 เกิดขึ้นเมื่อเดือนเมษายน ปี ค.ศ. 2009 นี้เอง ครั้งนี้เกิดจากการที่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่เดิมของคน ได้รับยีนส์ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ของ หมู และไข้หวัดนก ทำให้เกิดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศเม็กซิโก ได้รับการขนานนามครั้งแรกว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดหมู ต่อมาได้รับการขนานนามใหม่ว่า เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 เชื้อนี้มีการระบาดแพร่ระบาดออกไปเรื่อยๆ จากประเทศเม็กซิโก สู่อเมริกา สู่ยุโรป และสู่เอเชีย จนมาถึงประเทศไทย และเนื่องจากการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอของภาครัฐ ทำให้เชื้อนี้แพร่ระบาดไปในวงกว้างทั่วประเทศไทย ทำให้มีประชาชนเจ็บป่วยและล้มตายกันเป็นจำนวนมาก จนมียอดการตายของคนในประเทศมากกว่าประเทศใดๆ ในทวีปเอเชียเลยทีเดียว เชื้อนี้ได้รับการประกาศจากองค์การอนามัยโรคว่า เป็นการระบาดเป็นวงกว้าง (Pandemic) เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน ค.ศ. 2009 นี้เอง

เรื่องของการให้วัคซีนป้องกันเชื้อไข้หวัด ใหญ่ โดยส่วนมากคนที่จะได้รับวัคซีนนี้มักเป็นคนในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือคนที่ทำงานในฟาร์มสัตว์ปีก วัคซีนไข้หวัดใหญ่ส่วนใหญ่เป็นวัคซีนที่เรียกว่า Trivalent Influenza Vaccine คือ ใน 1 เข็ม ของวัคซีนจะประกอบไปด้วย สารบริสุทธิที่นำมาจากเชื้อไวรัส แล้วนำมาทำให้หมดฤทธิ์ของการติดต่อและก่อโรค จากเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ต่อไปนี้

  • สายพันธุ์ เอ 2 สายพันธุ์
  • สายพันธุ์ บี 1 สายพันธุ์

รวมเป็นสามสายพันธุ์ จึงเรียกว่า Trivalent นั่นเอง วัคซีนป้องกันไวรัสไข้หวัดใหญ่มักจะมีผลข้างเคียงต่ำ ส่วนใหญ่มักจะมีอาการแค่ปวดๆเล็กน้อยหลังจากฉีดเท่านั้น เนื่องจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญมีการเปลี่ยนแปลงตัวเองได้เร็วมาก การฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่จึงมีการฉีดกันปีต่อปี เพราะสายพันธุ์ที่ระบาดมีการเปลี่ยนแปลงไปนั่นเอง สำหรับเรื่องยาที่ใช้ในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ นั้นที่ยังได้ผลดีอยู่มากก็คือยาในกลุ่ม Neuraminidase Inhibitor (เช่น Tamiflu, GPO-A Flu) คือตัวยาจะไปทำการจัดการกับ Neuraminidase (ที่เรารู้จักกันทั่วไปว่า N นั่นเอง) บนผิวของไวรัส ทำให้ไวรัสหมดฤทธิ์เมื่อเจอยาตัวนี้

ชนิดของไวรัสไข้หวัดใหญ่

แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์คือ

1. เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ

แหล่งใหญ่ของเชื้อนี้มีอยู่มากในพวกนกน้ำ ป่า และบางครั้งบางคราวก็ติดต่อแพร่กระจายมาสู่สัตว์ปีกสายพันธุ์อื่นๆ ที่ใกล้ชิดมนุษย์ แล้วแพร่กระจายจากสัตว์ปีกนั้นมาสู่คน ทำให้เกิดโรคติดต่อร้ายแรงอย่างมากหลายครั้งในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ เป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดโรคที่รุนแรงในมนุษย์ มากกว่าอีกสองสายพันธุ์ เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ ยังแบ่งออกได้เป็นมากมายหลากหลาย Serotype โดยแยกตาม Antigen ที่เปลือกผิวของไวรัส

Antigen นั้นก็คือ H (Haemagglutinin) และ N (Neuraminidase) ยกตัวอย่างเช่น H1N1, H2N2, H3N2, H5N1, H7N7, H1N2 เป็นต้น

2. เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ บี

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้พบใน สัตว์น้อยชนิด ส่วนใหญ่พบในคน สัตว์ที่พบว่าติดเชื้อนี้ได้ เช่น แมวน้ำ และตัว Ferret (สัตว์คล้ายพังพอน มีสีขาว ตาแดง) เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้พบน้อยกว่าสายพันธุ์ เอ มากและความรุนแรงของโรคก็น้อยกว่า เชื้อสายพันธุ์นี้มีอัตราการกลายพันธุ์ได้น้อยกว่า สายพันธุ์เอ ถึง 2-3 เท่า และเชื้อสายพันธุ์นี้แทบจะไม่มีโอกาสที่จะติดต่อแพร่กระจายเป็นวงกว้าง (Pandemic) เหมือนเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ เลย

3. เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ ซี

เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์นี้ พบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับอีกสองสายพันธุ์ พบได้ใน มนุษย์ หมู สุนัข แต่บางครั้งอาจทำให้เกิดโรคที่รุนแรงได้ และสามารถเกิดการระบาดเฉพาะถิ่นได้ แต่ส่วนใหญ่เชื้อนี้มักพบไม่บ่อยและถ้าเป็นก็มักเกิดในเด็กแต่อาการมักจะไม่ รุนแรง