
หนองในโกโนเรีย (หนองในแท้)
โกโนเรียเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Neisseria Gonorrhoeae เป็นเชื้อแบคทีเรียที่เจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างดีและรวดเร็วในอวัยวะสืบพันธุ์ เพราะแบคทีเรียชนิดนี้ชอบอยู่ในที่ที่มีความอบอุ่นและชื้นแฉะ เช่นที่ ปากมดลูก, มดลูก, ท่อนำไข่, ท่อปัสสาวะของผู้หญิง และที่ท่อปัสสาวะของผู้ชายด้วย อย่างไรก็ตาม ในปาก ในคอ ในตา และที่ทวารหนักเชื้อนี้ก็สามารถเจริญเติบโตได้
โรคนี้พบบ่อยเท่าไร
จากการทำเวชปฏิบัติของผมในฐานะแพทย์ ยังพบว่ามีคนไข้ที่ปัญหาเรื่องท่อปัสสาวะอักเสบเป็นหนอง และตรวจพบเชื้อ หนองในโกโนเรีย อยู่เรื่อยๆ ไม่ขาด แต่ในแง่สถิติของประเทศไทยนั้นยังไม่ทราบแน่ชัดนักว่ามีปริมาณมากเท่าไร แต่สถิติของโรคนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่ามีผู้ป่วยโรคนี้รายใหม่ประมาณ 700,000 คนต่อปี
คนติดเชื้อโกโนเรียได้อย่างไร
เชื้อนี้สามารถแพร่กระจายโดยการสัมผัสกับเชื้อที่บริเวณ องคชาติ ช่องคลอด ทวารหนัก หรือปาก ของผู้ที่ติดเชื้อ และทารกสามารถติดเชื้อจากมารดาระหว่างการคลอดทางช่องคลอดได้ด้วย คนที่ติดเชื้อนี้แล้วและได้รับการรักษาจนหายแล้ว สามารถเป็นโรคได้ใหม่ถ้าไปสัมผัสเชื้ออีก
ใครมีความเสี่ยงต่อโรคหนองในโกโนเรีย
ทุกทุกคนที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์มีความเสี่ยงต่อโรคนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน เด็กวัยรุ่น หรือ คนที่มีการเปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ หรือสำส่อน
โรคนี้แสดงอาการอย่างไร
ในผู้ชายบางคนที่ติดเชื้อนี้ไม่มีอาการเลย แต่อย่างไรก็ตามผู้ชายบางคนแสดงอากรหลังการติดเชื้อ ประมาณ 2-5 วัน และบางรายแสดงอาการหลังติดเชื้อถึง 30 วัน อาการของโรคนี้ก็คือ อาการแสบร้อนในท่อปัสสาวะในขณะปัสสาวะ มีหนองสีขาว เหลือง หรือสีเขียวไหลออกจากท่อปัสสาวะ ในผู้ชายบางคน อาจจะมีอาการปวดบวมที่อัณฑะด้วยก็ได้
ในผู้หญิงนั้นอาการของโรคมักจะเป็นอาการอ่อนๆ และส่วนใหญ่ของผู้หญิงที่ติดเชื้อนี้ไม่มีอาการ และแม้ว่ามีอาการอาการที่แสดงออกอาจจะคล้ายอาการของช่องคลอดอักเสบ หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบจากสาเหตุอื่นๆ จนทำให้ไม่ทราบว่าเป็นหนองในโกโนเรียก็ได้ อาการอื่นๆ ที่อาจจะพบได้อีกในผู้หญิงก็คือ มีอาการปัสสาวะแสบขัด มีตกขาวออกจำนวนมากขึ้น อาจจะมีเลือดออกจากช่องคลอดแม้ว่าจะไม่ใช่ระยะของเมนส์ ในผู้หญิงแม้ว่าจะมีอาการน้อย แต่สามารถชักนำไปสู่โรคร้ายแรงในระบบสืบพันธ์ของผู้หญิงได้ เช่น โรคผังผืดในช่องท้อง โรคฝีในช่องท้อง เป็นต้น
การติดเชื้อนี้ในช่องทวารหนักของทั้งชายและหญิง จะแสดงอาการคือ มีหนองหรือสารน้ำไหลออกมาจากรูทวาร มีอาการคัน เจ็บ หรือมีเลือดออกจากรูทวาร มีอาการเจ็บปวดเวลามีลำไส้ขยับตัว อย่างไรก็ตามการติดเชื้อในช่องรูทวารนี้อาจจะไม่มีอาการเลยก็ได้
การติดเชื้อนี้ในช่องคอ อาจจะมีอาการเจ็บคอ หรือไม่มีอาการเลยก็ได้
อะไรคือภาวะแทรกซ้อนของหนองในโกโนเรีย
โรคหนองในโกโนเรียที่ไม่ได้รักษา อาจจะทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่เสียหายมากได้ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง
ในผู้หญิง เชื้อโกโนเรียเป็นสาเหตุสำคัญของ โรคติดเชื้อในอุ้งเชิงกรานของผู้หญิงที่เรียกว่า Pelvic Inflammatory Disease (PID) อาการของโรคนี้ บางครั้งไม่รุนแรง แต่บางครั้งก่อให้เกิดอาการปวดท้องอย่างมากและไข้ขึ้น และโรค PID สามารถนำไปสู่โรคฝีในอุ้งเชิงกรานหรือช่องท้องได้ หรือทำให้เกิดภาวะโรคปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โรค PID อาจจะทำลายท่อนำไข่ในผู้หญิง จนนำไปสู่ภาวะการเป็นหมันหรือมีบุตรยากได้ และอาจจะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นภาวะท้องนอกมดลูกได้ ซึ่งภาวะนี้มีอันตรายมากเนื่องจากมีการตั้งครรภ์ภายนอกมดลูก อาจจะทำให้เกิดการตกเลือดในช่องท้อง จนเกิดภาวะช็อคจนเสียชีวิตได้ ถ้าวินิจฉัยและรักษาล่าช้า
ในผู้ชาย โรคหนองในโกโนเรียสามารถทำให้เกิดโรค ท่อน้ำกามอักเสบ (Epididymytis) คือจะมีอาการปวดอย่างมากที่ท่อเล็กๆ ที่ติดอยู่กับอัณฑะ และสามารถนำไปสู่การเป็นหมันหรือภาวะมีบุตรยากได้ถ้าไม่ได้รับการรักษา เชื้อโกโนเรียสามารถแพร่กระจายเข้าไปในกระแสเลือด หรือข้อต่อได้ และภาวะนี้อันตรายถึงชีวิต และที่มากไปกว่านั้นคือ คนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรียสามารถติดเชื้อเอดส์ได้ง่ายกว่าคนไข้ที่ไม่ได้ติดเชื้อโกโนเรีย
เชื้อโกโนเรียส่งผลต่อหญิงตั้งครรภ์และบุตรของเธออย่างไร
หญิงตั้งครรภ์ที่มีเชื้อนี้สามารถส่งเชื้อไปสู่ลูกของเธอได้ในระหว่างการคลอดทางช่องคลอด และเด็กทารกที่ติดเชื้อสามารถติดเชื้อที่ตาจนตา บอด หรือติดเชื้อที่ข้อต่อ หรือติดเชื้อเข้ากระแสเลือดจนเสียชีวิตได้ การรักษาโรค โกโนเรียอย่างเร็วที่สุด เมื่อทำการวินิจฉัยได้ในคนท้อง จะช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะที่อันตรายเหล่านี้ เพราะฉะนั้นหญิงตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องต่อไปตามความเหมาะสม
เราจะวินิจฉัยโรคโกโนเรียได้อย่างไร
มีการตรวจหลายอย่างที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคติดเชื้อหนองในโกโนเรีย แต่การตรวจที่ง่ายและสะดวกในสถานพยาบาลต่างๆ ก็คือ การตรวจย้อมหนองหรือสารคัดหลั่ง แล้วดูผ่านกล้องจุลทรรศน์ (Gram Stain) วิธีนี้สามารถเห็นเชื้อแบคทีเรียที่ก่อโรคหนองในโกโนเรีย (ลักษณะเป็นแบบ Gram Negative Diplocooci อยู่ทั้งในและนอกเม็ดเลือดขาว) ได้ แต่อย่างไรก็ตามการตรวจชนิดนี้ได้ผลดีในผู้ชายมากกว่าผู้หญิง
เราจะรักษาโรคหนองในโกโนเรียกันอย่างไร
ยาปฏิชีวนะหลายชนิดได้ผลดีในการรักษาโรคนี้ แต่อย่างไรก็ตามในบางพื้นที่ของโลกนี้เริ่มมีเชื้อ โกโนเรีย ที่เริ่มจะดื้อต่อยาที่รักษา ทำให้การรักษานั้นยากขึ้น และในคนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรีย อาจจะติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วยเช่น ติดเชื้อ Clamydia (หนองในเทียม) ซึ่งปัจจุบันเราจะให้ยาปฏิชีวนะที่คลอบคลุมเชื้อ Clamydia ด้วยในคนไข้ที่เป็นหนองใน โกโนเรีย และคนไข้ที่ติดเชื้อโกโนเรียควรได้รับการตรวจหาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ ด้วย
ในคนไข้ที่ได้รับการรักษาโรคนี้ ควรได้รับยาให้ครบตามจำนวนที่กำหนดโดยแพทย์ แม้ว่ายาสามารถกำจัดเชื้อออกไปให้หมดจากร่างกายได้ แต่ความเสียหายที่เกิดขึ้นต่ออวัยวะที่ติดเชื้อจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยยาปฏิชีวนะนั้น และคนไข้ที่รักษาโรคจนหายแล้วสามารถเป็นโรคได้ใหม่ได้อีกถ้าไปสัมผัสได้รับเชื้อนี้อีก และถ้าได้รับการรักษาการติดเชื้อแล้วตามสมควรแต่อาการยังคงอยู่อีกควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมินภาวะของโรคอีกครั้ง
เราจะป้องกันโรคหนองในโกโนเรียได้อย่างไร
แน่นอนที่สุดในการป้องกันโรคนี้คือการไม่สำส่อน คือมีคู่นอนคนเดียวที่แน่ใจว่าจะไม่มีการติดเชื้อนี้ (คือการมีผัวเดียวเมียเดียวนั่นเอง) แต่ถ้าไม่สามารถทำได้ ควรใส่ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่จะมีเพศสัมพันธ์กับคนที่เราไม่แน่ใจว่าจะมีเชื้อหรือไม่ เป็นการช่วยลดความเสี่ยงในการที่จะติดเชื้อ
เมื่อมีอาการทางระบบสืบพันธุ์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมีหนองหรือสารคัดหลั่งไหล การปัสสาวะแสบขัด การปวดหรือมีผื่นขึ้นที่บริเวณอวัยวะเพศ เป็นสัญญานในการที่จะหยุดการมีเพศสัมพันธ์และรีบไปพบแพทย์ทันที และใครก็ตามที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้ และได้รับการรักษาแล้ว ควรบอกคู่นอนของตนเองทั้งหมดทุกคนให้ไปพบแพทย์ เพื่อเข้ารับการักษาอย่างถูกต้องเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงในการที่จะมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง และลดการแพร่กระจายของเชื้อต่อไป และทุกรายที่ได้รับการรักษาอยู่ควรหยุดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายจากโรค