นักวิจัยจากสถาบันอัลเบิร์ท ไอน์สไตน์ แห่งมหาวิทยาลัยเยชิวา (Albert Einstein College of Medicine of Yeshiva University) ได้ค้นพบส่วนเล็กๆ ของโปรตีนที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นวัคซีนโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ซึ่งจะมีผลข้างเคียงน้อยกว่าวัคซีนที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
งานวิจัยดังกล่าวมีความสำคัญตรงที่ แอนแทรกซ์จะเป็นตัวเลือกต้นๆ ที่ถูกนำไปใช้ผลิต อาวุธชีวะภาพเพื่อการก่อการร้าย (Bioterrorism) วัคซีนในปัจจุบันมีจุดประสงค์ในการใช้สำหรับกองทัพ เพื่อปฏิบัติการในพื้นที่เสี่ยง และใช้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยทางด้านชีวะภาพเป็นส่วนใหญ่
ศาสตราจารย์ Nareen Abboud หัวหน้าทีมวิจัยซึ่งได้ตีพิมพ์เรื่องนี้ในนิตยสารชีวะเคมี (The Journal of Biological Chemistry) ฉบับล่าสุด (นักวิจัยอาวุโสคือ Arturo Casadevall, M.D. Ph.D. และศาสตราจารย์ Leo กับ Julia Forchheimer) กล่าวว่า
งานวิจัยของเราถูกขับเคลื่อนโดยความจริงที่ว่า วัคซีนโรคแอนแทรกซ์ในปัจจุบันมีข้อจำกัดอย่างมาก เราต้องการพัฒนาให้มันมีประสิทธิภาพมากกว่านี้
แอนแทรกซ์เป็นโรคที่เกิดจากแบคทีเรีย (Bacteria) ในตระกูลบาซิลลัสแอนแทรกซ์ (Bacillus Anthracis) เป็นโรคนี้ได้เมื่อมีการสูดหายใจสปอร์ของแอนแทรกซ์เข้าปอด หรือกิน (เข้าทางปาก) หรือเข้าทางบาดแผล โดยแอนแทรกซ์เป็นโรคที่พบได้ทั่วไปในสัตว์เท้ากลีบ เช่น วัว, แพะ และแกะ แต่ก็มีเหตุจากการก่อการร้ายทางชีวะภาพได้เช่นกัน
ตามรายงานของกระทรวงสาธารณสุขและบริการสังคมของสหรัฐนั้น 80-90% ของคนที่ได้รับเชื้อแอนแทรกซ์โดยการสูดหายใจเข้าปอดจะเสียชีวิต หากมิได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ในปี ค.ศ. 2001 มีผู้เสียชีวิต 5 คนหลังจากสูดสปอร์ของแอนแทรกซ์ที่บรรจุในซองจดหมายเข้าไป จดหมายเหล่านั้นถูกจ่าหน้าส่งไปยังสมาชิกสภานิติบัญญัติสหรัฐ และบุคคลด้านสื่อต่างๆ การรักษาโรคแอนแทรกซ์ทั่วไปทำได้โดยใช้ยาปฏิชีวนะจำพวก ไซโปรฟล็อกซาซิน (Ciprofloxacin), ด็อกซีไซคลิน (Doxycycline) และเพนนิซิลลิน (Penicillin)
แอนแทรกซ์ (Anthrax) เป็นผลจากโปรตีนพิษหลายๆ ตัว ที่แบคทีเรียปล่อยออกมาระหว่างการเพิ่มจำนวนของมัน วัคซีนโรคแอนแทรกซ์ในปัจจุบันมีโปรตีนพิษหนึ่งในนั้นอยู่ด้วย ซึ่งโปรตีนนี้มีผลให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้นกันเมื่อถูกฉีดเข้าร่างกายมนุษย์
ในขณะที่วัคซีนที่ใช้มานาน 40 ปีนี้สามารถป้องกันโรคแอนแทรกซ์ได้ แต่มันก็ส่งผลอีกด้านได้เหมือนกัน คือภูมิต้านทานที่ได้รับนั้นแค่ชั่วคราว เราต้องฉีดวัคซีนนั้น 5 ครั้งในรอบ 18 เดือนเพื่อให้ภูมิต้านทานยังคงอยู่ อีกอย่างคือ 1 ใน 5 ของผู้ได้รับการฉีดวัคซีน จะมีผื่นแดง, ตัวบวม และปวดที่บริเวณรอยฉีด และคนอีกจำนวนหนึ่งมีอาการภูมิแพ้อย่างรุนแรง
บทความในนิตยสาร Clinical Infectious Deseases เมื่อเร็วๆ นี้กล่าวว่า ยาปริมาณ 7 ล้านโดสได้ถูกฉีดให้กับชาวอเมริกันมากกว่า 1.8 ล้านคน ระหว่างปี 1998 – 2008
ในการศึกษาเรื่องนี้ นักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยไอน์สไตน์ ได้มุ่งประเด็นไปที่โปรตีนพิษที่ใช้ในวัคซีนปัจจุบัน โดยการตรวจดูส่วนของโปรตีนที่เล็กที่สุด หรือที่รู้จักกันในชื่อเรียก “เป็ปไทด์” (Peptides) ซึ่งสามารถกระตุ้นการผลิตภูมิต้านทานโรคนี้ได้เมื่อถูกฉีดเข้าในสัตว์
นักวิจัยได้ฉีดวัคซีนปัจจุบันเข้าในหนู และพบการผลิตสารภูมิต้านทาน (Antibody) จำพวก Monoclonal Antibody ที่แตกต่างกัน 6 ชนิดด้วยกัน พวกเขาได้ทดลองผสมสารภูมิต้านทานแต่ละชนิด เข้ากับเป็ปไทด์ (Peptides) ที่ถูกตัดแต่ง 145 รูปแบบด้วยกัน นักวิจัยกำลังค้นหาเป็บไทด์ที่สารภูมิต้านทาน (Antibody) สามารถจดจำมันได้ และนั่นก็จะเป็นสิ่งที่บอกได้ว่า เป็ปไทด์ตัวนั้นอาจจะสามารถกระตุ้นและสร้างการผลิตภูมิต้านทานได้ด้วยตัวเอง
ในที่สุดแล้ว นักวิจัยได้พบว่า เป็บไทด์ 2 ใน 145 รูปแบบมีคุณสมบัติเข้าข่ายสิ่งที่พวกเขากำลังค้นหาอยู่ เป็ปไทด์แต่ละตัวได้ดึงสารภูมิต้านทานออกมา เมื่อถูกฉีดเข้าในหนูทดลอง และสารภูมิต้านทานนี้ได้ปกป้อง “เซลล์ที่ทำหน้าที่กินสิ่งแปลกปลอม” (Macrophage) ไม่ให้ตายลง ซึ่งในภาวะปกติแล้วเซลล์นี้จะตายเมื่อถูกจู่โจมด้วยสารพิษแอนแทรกซ์
Dr.Abboud กล่าวว่า
วัคซีนโรคแอนแทรกซ์ที่เราต้องการ จะมีแค่โปรตีนที่ทำให้เราต้านทานโรคได้ โดยไม่ต้องมีโปรตีนพิเศษอะไรที่มีผลให้เกิดผลด้านลบ ดังที่เกิดกับวัคซีนในปัจจุบัน
เราหวังว่าเป็บไทด์ 2 ตัวดังกล่าวจะสามารถให้สิ่งที่เราต้องการได้
โครงสร้างอย่างง่ายของเป็ปไทด์ 2 ตัวนี้ ตัวหนึ่งมีกรดอะมิโน (Amino Acids) ยาว 5 ตัว และอีกตัวหนึ่งมีกรดอะมิโน 6 ตัว นั่นหมายความว่า มันน่าจะถูกสังเคราะห์ได้อย่างง่ายดาย และสามารถผลิตได้ในราคาที่ไม่แพงนัก
สถาบันวิจัยไอน์สไตน์กำลังจะยื่นขอจดสิทธิบัตรในการใช้เป็บไทด์ 2 ตัวนี้ในการผลิตวัคซีน เร็วๆ นี้
ที่มา: esciencenews.com