
ถึงวันนี้คงไม่มีคนไทยคนไหนที่จะปฏิเสธได้ว่า การแก้ปัญหาของรัฐบาลไทยต่อเรื่องการระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะจากข้อเท็จจริงที่ว่า ยอดการตายของคนไทยในประเทศสูงติดอันดับบนๆ ของโลกและสูงติดอันดับหนึ่งของเอเชียแล้ว และมีแนวโน้มในการที่จะเพิ่มขึ้นอีกเรื่อยๆ สำหรับความคิดเห็นของผมแล้วนั้น การแก้ปัญหาเรื่องนี้รัฐบาลไทยควรหันมาเรียนรู้ จากการกำจัดไวรัสในคอมพิวเตอร์ของตัวสแกนไวรัสในคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย เพราะหลักการนี้น่าจะสามารถนำมาใช้กับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 นี้ได้ จะได้อย่างไร ผมจะวิเคราะห์ให้ทุกๆ ท่านดูครับ
การทำงานของตัวสแกนไวรัสในคอมพิวเตอร์ก็คือ
1. Identify Virus and Its Reservoir
ขั้นตอนนี้คือการกำหนดลักษณะของไวรัสที่เราต้องการจะจัดการ และแหล่งที่มันซุกซ่อนอยู่ สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นั้น การจะตรวจให้ได้แน่ชัดว่าใครเป็นโรคนี้หรือไม่นั้น ต้องส่งทำ Viral PCR (Viral Polymerase Chain Reaction) การตรวจอันนี้สามารถทำให้เราบอกได้แน่นอนว่าคนคนนั้นติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ 2009 ( H1N1) หรือไม่ เพราะการวินิจฉัยจากอาการและการตรวจอื่นๆ ไม่สามารถที่จะฟันธงได้ว่าเป็นเชื้อนี้จริงหรือไม่ แต่ข้อเสียของการตรวจนี้ก็คือ ราคาค่าตรวจที่ค่อนข้างสูงคือ ประมาณ 3,000-4,000 บาท ต่อการส่งตรวจหนึ่งครั้ง แต่ถ้าราคาทุนจริงๆ ถ้ารัฐบาลจัดการเอง น่าจะอยู่ที่ประมาณ 2,000 บาท
และปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือ มีแหล่งที่สามารถรับตรวจน้อย ใน กทม.และเขตปริมณฑล ดูเหมือนจะมีแค่ที่ รพ.รามาธิบดี รพ.ศิริราช กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อราคาค่าตรวจสูงและหาที่ส่งตรวจได้ยาก ประชาชนตาดำๆ เพียงไม่กี่% ของคนที่เป็นเท่านั้นที่มีโอกาสเข้าถึงและได้รับการตรวจการตรวจชนิดนี้ เพราะฉะนั้นคนที่ไม่ได้ตรวจก็ไม่รู้แน่ชัดว่าเป็นหรือไม่ ถ้าโชคดีอาการไม่มากหายเองก็ไม่ตาย แต่ก่อนจะหายเองก็แพร่กระจายเชื้อโรคไปสู่คนอื่นๆ อีกเรื่อยๆ เหมือนไฟลามทุ่ง แต่ถ้าโชคไม่ดีเป็นหนักและรุนแรงก็ตาย (ดังจะเห็นว่าข่าวยอดการตายสูงขึ้นทุกวัน) หรือต้องนอน รพ.นาน เสียค่าใช้จ่ายในการรักษากันมหาศาลเลยทีเดียว ขั้นตอนนี้รัฐบาลสอบตกโดยสิ้นเชิง เพราะใจไม่ถึงที่จะลงทุนควักกระเป๋าจ่ายค่าตรวจแทนประชาชนตาดำๆ ในการตรวจนี้ให้ถึงที่สุดทุกคนที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ โดยการตรวจให้ฟรีนี้ ก็แลกกับการที่ให้ประชาชนยอมรับการกักบริเวณในขณะที่ยังแพร่โรคได้ (อาจจะที่บ้านของตนเองก็ได้) และรักษาให้พ้นจากระยะแพร่กระจายโรค จึงอนุญาตให้กลับไปสู่สังคมได้
และต้องเพิ่มการเข้าถึงการตรวจนี้ให้มากกว่านี้ โดยการเพิ่มจำนวนสถานที่ตรวจแลปส์ ที่สามารถทำการตรวจนี้ได้ให้มาก และเพียงพอต่อความต้องการตรวจ เนื่องจากรัฐบาลใจไม่ถึงที่จะลงทุนเพื่อจะจัดการกับการแพร่ระบาดของโรคนี้ จึงทำให้พยายามที่จะเบี่ยงเบนเรื่องโรคนี้ ในช่วงแรกๆ ของการระบาดว่าเป็นโรคที่ไม่ร้ายแรง เป็นแล้วหายได้เอง ไม่ต้องตื่นกลัว แต่พอมีคนตายมากขึ้นๆ ก็เปลี่ยนมาเบี่ยงเบนว่า คนที่ตายนั้นเป็นคนที่ไม่แข็งแรงอยู่เดิมแล้ว ( เลยสมควรตาย ??? ) พอหลังจากนั้นพอมีคนตายเพิ่มขึ้นอีก และคนตายบางคนก็ไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะตายดังที่กล่าวอ้าง ก็เฉไฉไปว่ามาหาหมอช้าไป เลยรักษาไม่ทัน อย่างนี้ทำให้ผมนึกถึงสุภาษิตไทยที่ว่า
“เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย”
เพราะการลงทุนที่จะควักกระเป๋าจ่ายค่าตรวจ เพื่อที่จะได้ให้ประชาชนที่เป็นโรคเข้าถึงการตรวจที่ถูกต้องเหมาะสม ใช้เงินไม่กี่พันล้าน ไม่ยอมควัก เลยต้องมานั่งเสียหายอย่างย่อยยับ เพราะโรคแพร่ระบาดออกไปอย่างมาก จนหยุดไม่อยู่แค่ความเสียหายในแง่การท่องเที่ยวของประเทศ ผมว่าคงเสียหายอยู่ในระดับหมื่นๆ ล้านบาท เพราะนักท่องเที่ยวคนไหนละครับ ที่จะมาท่องเที่ยวในประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรค ที่ติดต่อกันง่ายมากอย่างไข้หวัดใหญ่ นี่ยังไม่นับรวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ต้องจ่ายในการรักษารายที่เป็นหนัก ต่อคน ผมคิดว่าเป็นหลักแสนบาทต่อคนเลยทีเดียว สำหรับขั้นตอนนี้รัฐบาลไทยก็แพ้ตัวสแกนไวรัสในคอมพิวเตอร์เสียแล้ว
2. Preparation of Viral Killer
ขั้นตอนนี้คือการเตรียมตัวกำจัดไวรัสที่เหมาะสมและจำเพาะเจาะจง สำหรับที่จะจัดการกับเชื้อไวรัสที่แพร่ระบาด สำหรับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นั้น ยาที่เหมาะสมในการกำจัดไวรัสคือ Oseltamivir เพราะยังได้ผลดีในประเทศไทย และราคาไม่แพงนักถ้าเราผลิตเองในประเทศ เห็นว่าราคาเพียง 25 บาทต่อเม็ด (ราคาที่องค์การเภสัชขายให้กระทรวงสาธารณสุข) ส่วนราคา Tamiflu (Oseltamivir ตัวที่ผลิตจากต้นตำรับ) ตกราคาประมาณ 120-170 บาทต่อเม็ด จนถึงวันนี้ วันที่ผมกำลังนั่งเขียนบทความนี้อยู่นั้น ยาตัวนี้ยังเป็นยาที่ประชาชนโดยทั่วไปยังยากที่จะเข้าถึง เพราะยาในประเทศยังมีไม่มากพอ
“อย่าว่าแต่ประชาชนยากที่จะเข้าถึงเลยครับ แม้แต่หมออย่างผมจะซื้อมาจ่ายให้คนไข้ที่จำเป็นจะต้องใช้จริงๆ ยังยากเลือดตาแทบกระเด็น”
ในช่วงแรกของการระบาดรัฐบาลบอกประชาชนว่า โรคนี้เป็นแล้วหายเองส่วนใหญ่ เลยไม่ใส่ใจที่จะตระเตรียมยาที่ใช้ในการรักษาให้เพียงพอต่อคนที่เป็นโรคทุกคนในประเทศ จนเมื่อโรคมันสอนมวยเอาให้รู้ซึ้งว่ามันนั้นไม่ธรรมดา จากยอดการตายไม่กี่คน ไปเป็นพุ่งพรวดขึ้นไปเรื่อยๆ และผุ้ป่วยที่ตายส่วนใหญ่นั้น เกิดจากการได้รับยาต้านไวรัสช้าไม่ทันการ ตอนนี้เราถึงเห็นว่ารัฐบาลเริ่มที่จะมีนโยบายที่จะกระจายยามาให้ประชาชนมากขึ้นโดยผ่านทางคลินิกต่างๆ ในประเทศ (แต่ถึงบัดนี้ผมก็ยังไม่เห็นเป็นรูปธรรมที่จะได้ยามาจ่ายให้ประชาชนได้โดยง่าย) จากมุมมองของผม ที่ผมได้มีโอกาสในการรักษาคนไข้โรคนี้ ผมยอมรับว่าโรคนี้ไม่ได้เป็นหนักในทุกๆ คนที่ติดเชื้อ บางคนเป็นและหายเอง จากการรักษาตามอาการ แต่ปัญหาก็คือ กว่าเราจะรู้ว่าคนคนนั้นจะเป็นหนักหรือไม่นั้น ต้องใช้เวลาอีกหลายวันจึงจะพอบอกได้ แต่ข้อจำกัดก็คือ ยาที่ใช้ในการรักษานั้นจะได้ผลดีมากเมื่อเรารีบให้ตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของโรค ถ้าให้ในช่วงหลังๆ อาจจะได้ผลไม่ดีนัก และนักวิชาการก็ออกมาบอกว่าการใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมหรือพร่ำเพรื่ออย่างไม่มีข้อบ่งชี้ก็อาจจจะทำให้เกิดผลเสีย นั่นคือ การที่เชื้ออาจจะเปลี่ยนแปลงตัวเองจนดื้อยาได้ สรุปก็คือให้ช้าก็อาจตาย ให้เร็วอย่างไม่มีหลักฐานแน่ชัดก็อาจจะทำให้เชื้อดื้อยาได้ในระยะต่อมา
“นี่ยังไงครับว่า ทำไมเราจึงควรลงทุนในการที่จะให้คนทุกคนที่มีอาการน่าสงสัยให้เข้าถึงการตรวจที่แน่ชัดให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเราจะได้ให้การรักษาที่ถูกตัว คนที่เป็นโรคมากที่สุด”
การที่รัฐบาลพยายามจะมากระจายยามาให้ประชาชนมากที่สุดในตอนนี้ (หลังจากโดนโรคสอนมวยให้เห็นแล้วว่ามันนั้นไม่ธรรมดา) เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยไม่คำนึงถึงว่ากระจายยามาแล้ว คุณจะมีหลักเกณฑ์อะไรที่จะใช้ในการจะจ่ายยาให้คนไข้คนไหนเ พราะว่ารัฐบาลข้ามหลักการการข้อที่ 1 ที่ผมกล่าวมาแล้ว (Identify virus and Its Reservoir) เพราะเท่าที่ผมทราบขณะนี้คนไข้ที่จะได้รับการตรวจ Viral PCR นั้นคือคนไข้พวกที่เป็นหนักที่นอนอยู่ใน รพ.หรือคนไข้ที่ตายจากปอดบวม หรือคนไข้มีเงินที่มีกำลังเงินที่จะจ่ายเองเท่านั้น ถ้ารัฐบาลข้ามขั้นตอนนี้ไป แล้วกระจายยาออกมาจ่ายกันมากขึ้นกว่าเดิมแบบนี้ สิ่งที่จะตามมาก็คือจะเกิดการดื้อยาต้านไวรัสของเชื้อขึ้นมาได้ในระยะเวลาต่อมา ถ้าการดื้อยาเกิดขึ้น หายนะก็คงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมนัก เพราะในโลกนี้มียาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นและตัวอื่นๆ ก็ราคาแพงมากกว่านี้หลายเท่านัก เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่จะต้องระวังและนำมาพิจารณาให้ถี่ถ้วนด้วย
3. New Infection Prevention
ในคอมพิวเตอร์ยุคปัจจุบันมีการแจ้งเตือนอย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ โดยเฉพาะผู้ใช้อินเตอร์เนต ระมัดระวังในการที่จะเข้าไปในเวบไซด์ที่อันตรายที่อาจจะมีไวรัส หรือเตือนในการไม่ให้เปิดไฟล์บางไฟล์ หรือเมลล์บางเมลล์ที่อาจจะมีโปรแกรมไวรัสซุกซ่อนอยู่ ส่วนไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นี้ มันก็มีหนทางในการที่จะป้องกันการแพร่กระจายโรคออกไปเรื่อยๆ เช่นกัน
การที่เราจะทราบวิธีการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ เราก็ต้องทราบก่อนว่ามันแพร่กระจายกันอย่างไร โรคไข้หวัดใหญ่ทั้งหลายนั้น มันเป็น Air Born Disease หมายถึงว่า มันแพร่กระจายทางอากาศ นั่นคือการที่คนที่มีเชื้อ มีการไอจามออกมาเป็นละอองฝอย ของน้ำมูกน้ำลายเสมหะที่มีเชื้อไวรัสปนอยู่ออกมาในอากาศ แล้วคนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงสูดหายใจรับเอาเชื้อนั้นเข้าไปในทางเดินหายใจของตนเอง แล้วติดเชื้อ ส่วนการที่จะติดต่อทางการเอามือสัมผัสเชื้อแล้วเอามาป้ายจมูก ป้ายตา ใส่ปาก จนติดโรคนี้นั้นตามทฤษฎีนั้นเป็นไปได้แต่โอกาสน้อยกว่าทางอากาศมากนัก
และเมื่อรัฐบาลไทยออกคำขวัญในการที่จะรณรงค์ให้คนไทยป้องกันการแพร่ระบาดของโรคนี้ด้วยคำขวัญที่ว่า “กินของร้อน ใช้ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ” นั้น
“ทำเอาผมรู้สึกตะขิดตะขวงใจ”
ว่ารัฐบาลจะรณรงค์ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่หรือ โรคทางเดินอาหาร กันแน่ เพราะในความเป็นจริงแล้วการป้องกันที่ดีที่สุดนั้นคือการใส่ผ้า (หรือกระดาษ) ปิดปากและจมูก เวลาที่เราเข้าไปอยู่ในที่ที่อาจจะมีคนป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ปะปนอยู่ด้วย จนเมื่อโรคเริ่มกระจายออกไปมากขึ้น คงมีคุณหมอหลายคนทักท้วงไปในเรื่องนี้ จึงมีการเริ่มที่จะมีการรณรงค์ในการที่จะให้ประชาชนใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกกันมากขึ้น
แต่ผมบอกได้เลยว่า ขณะนี้การรณรงค์นั้นก็ยังไม่มากเพียงพอ ดังจะเห็นได้จากการที่เรายังเห็นคนทั่วไปใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกกันน้อยมาก เวลาไปในที่ที่มีความเสี่ยงเช่นที่ รพ. คลินิก โรงเรียน หรือห้างสรรพสินค้า ถ้ารัฐบาลมีความใส่ใจในการรณรงค์เรื่องการใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกมากกว่านี้ การป้องกันการแพร่กระจายของโรคจะมีประสิทธิภาพกว่านี้มาก เพราะคนไทยนั้นตามปกติเป็นคนที่ชอบแห่ทำอะไรตามตามกันมาก ผมยกตัวอย่างเช่นตอนที่มีการนิยมใส่จตุคามรามเทพกันนั้น ผมเห็นแห่กันแขวนจตุคามกันเยอะมาก (มากกว่าเห็นคนใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกเยอะ) ผมเห็นเด็กทารกก็ยังถูกพ่อแม่เอาคล้องคอให้เลย ในเรื่องการรณรงค์การป้องกันโรคนี้ ผมจึงมีความคิดเห็นว่าเรื่องนี้รัฐบาลก็สอบตกเช่นกัน
อีกเรื่องที่จะไม่พูดไม่ได้เลยคือ เรื่องวัคซีนป้องกันโรคสำหรับโรคนี้ ที่รัฐบาลออกมาให้ข่าวกันคึกโครมตื่นเต้นว่า เราจะมีวัคซีนใช้กันในไม่ช้านี้ ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วองค์การอนามัยโลกเองยังเชื่อว่า ทั่วโลกจะยังไม่มีวัคซีนสำหรับเชื้อนี้เพียงพอต่อความต้องการของโลกก่อนสิ้นปี ค.ศ. 2009 และเมื่อได้ฉีดวัคซีนแล้วนั้น ในเข็มแรกของการฉีด ร่างกายของคนเราจะมีภูมิต้านทานมากเพียงพอในการป้องกันโรคเลยหรือไม่ หรือต้องมีเข็มกระตุ้นภูมิเข็มที่สองหรือสามตามมา และเมื่อฉีดครบชุดแล้วอีกนานเท่าไรเราถึงจะมีภูมิป้องกันโรคได้ และที่สำคัญที่สุดคือเมื่อถึงเวลาที่วัคซีนออกมาแล้วเชื้อนี้ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากแค่ไหนแล้ว และวัคซีนจะยังคงป้องกันโรคจากเชื้อนี้ได้อีกหรือไม่ ยังไม่มีใครตอบได้ ซึ่งคำถามเหล่านี้ผมไม่ทราบว่ารัฐบาลท่านทราบหรือไม่ ถึงได้ออกข่าวกันคึกโครมตื่นเต้นดีใจกันนักในเรื่องนี้
จากการวิเคราะห์ของผมทั้งหมดนี้ ผมมีความเห็นว่า รัฐบาลและผู้ที่มีส่วนในการรับผิดชอบ ประสบความล้มเหลวในการจัดการกับปัญหาการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 ทั้งในด้านการป้องกันการแพร่กระจายโรค การรักษาโรค ดังจะเห็นเป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า โรคนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศแล้ว และคนไทยเรามียอดการตายจากโรคนี้มากที่สุดในเอเชียแล้ว
4. ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
รีบดำเนินการดังต่อไปนี้ก่อนจะสายเกินไป คือ
- รีบจัดให้ประชาชนทุกคนที่มีอาการบ่งชี้ว่าอาจจะเป็นโรคนี้ ให้เข้าถึงการตรวจ Viral PCR ได้อย่างรวดเร็ว คือมีสถานที่ที่รับตรวจการตรวจนี้อย่างเพียงพอ และตรวจได้ทันที โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (โดยรัฐบาลจ่ายให้แทน)
- เมื่อคนคนนั้นได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นโรคนี้จริง ต้องมียาให้อย่างเพียงพอในการรักษาทุกคนทันที โดยไม่ต้องรอช้า โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย (รัฐบาลออกให้แทน แลกกับการที่คนคนนั้นต้องกักบริเวณตนเองจนกว่าจะพ้นระยะแพร่ระบาดของโรค)
- โหมประชาสัมพันธ์การใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกในหมู่ประชาชน ให้มากกว่านี้อีกหลายเท่าตัว เพราะมันเป็นสิ่งที่ทุกคนทำได้ง่ายที่สุด และมีประสิทธิภาพมากที่สุดในการป้องกันโรคนี้ในทันที โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาในการรอให้ภูมิต้านทานขึ้นแต่อย่างใด ทำให้คนใส่กันมากจนคนไม่ใส่ผ้าปิดปากปิดจมูกเป็นตัวประหลาดในสังคมไปเลยครับ
- เร่งประชาสัมพันธ์ให้คนทุกคนในประเทศ ตะหนักรู้ถึงอันตรายของโรคนี้ (ควรเปลี่ยนการประกาศจำนวนผู้เสียชีวิตจากรายสัปดาห์เป็นรายวัน เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนประชาชนทุกวัน) และให้ตะหนักรู้ถึงความสำคัญในการที่จะช่วยกันป้องกันและกำจัดโรคนี้ในประเทศให้ลดน้อยลงในเร็ววันที่สุด
- อย่าปิดบังซ่อนเร้นข้อเท็จจริงของการระบาด จำนวนคนที่เจ็บป่วย จำนวนคนที่ล้มตาย และแจ้งให้ประชาชนทราบข้อมูลนี้ทุกวัน เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงภัยที่แท้จริงของโรคนี้