
การระบาดในวงกว้าง (pandemic) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ สายพันธุ์ 2009 ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่วงการแพทย์ของไทยและของโลกอย่างมากอยู่ในขณะนี้ เรามาลำดับเหตุการณ์กันดีกว่าครับว่าเกิดอะไรขึ้น ก่อนจะมาถึงจุดที่เราเผชิญกันอยู่ในขณะนี้ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ 2009 นี้เป็นเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในโลกนี้ ได้ถูกตรวจพบครั้งแรกเมื่อ เดือน เมษายน ปี ค.ศ. 2009 ในช่วงแรกรู้จักกันในนามของ ไข้หวัดหมู หรือ swine flu เชื่อกันว่าเชื้อนี้เกิดจากการกลายพันธุ์และผสมกันจนเกิดขึ้นใหม่ของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ subtype H1N1 4 สายพันธุ์ คือ
- สายพันธุ์หนึ่งมาจากสายพันธุ์ที่ระบาดกันอยู่ในมนุษย์
- อีกสายพันธุ์หนึ่งมาจากสายพันธุ์ที่ระบาดกันอยู่ในนก
- อีกสองสายพันธุ์มาจากสายพันธุ์ที่ระบาดกันอยู่ในหมู
ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า เชื้อนี้น่าจะเริ่มต้นขึ้นที่หมูที่ในทวีปเอเชีย (เชื่อกันว่ามีการติดต่อกันอยู่ในหมูนานเป็นปีก่อนไปสู่คน) และเชื้อถูกนำพาไปที่ทวีปอเมริกาเหนือโดยไปกับคน หลังจากนั้นการติดต่อก็เป็นการติดต่อจากคนสู่คน (การกินหมูไม่สามารถทำให้ติดเชื้อไวรัสนี้ได้)
การติดต่อจากคนสู่คนเริ่มต้นที่ ประเทศเม็กซิโก โดยมีการระบาดเฉพาะถิ่นอยู่เป็นเดือนๆ ในประเทศนี้ ก่อนที่การระบาด เป็นวงกว้างจะเริ่มถูกตรวจพบ หลังจากนั้นประเทศเม็กซิโก ก็ประกาศปิดเมืองหลวงคือเมือง เม็กซิโกซิตี้ โดยการปิดร้านและสำนักงานทั้งของภาครัฐและเอกชนทั้งหมด เพื่อที่จะระงับยับยั้งการแพรระบาดของโรคนี้ ในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ. 2009 เชื้อนี้ก็แพร่ระบาดไปทั่วทั้งโลก และองค์การอนามัยโลกก็ประกาศให้การระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดในวงกว้าง (Pandemic) โดยเฉพาะการแพร่ระบาดเข้าสู่ประเทศใต้เส้นศูนย์สูตร และประเทศด้อยพัฒนาทั้งหลายที่มีระบบทางสาธารณสุขที่ไม่ดีนัก การระบาดได้ระบาดออกไปในอัตราที่องค์การอนามัยโลกไม่คาดคิดมาก่อนเลย จนกระทั่งการระบาดออกไปจนทั่วโลกแล้ว องค์การอนามัยโลก จึงประกาศให้แต่ละประเทศไม่ต้องรายงานการตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ให้องค์การอนามัยโลกทราบอีกต่อไปแล้ว เพียงแค่ให้เฝ้าระวังต่อไปในเรื่องของการที่อาจจะมีการระบาดเป็นหย่อมใหญ่ๆ หรือเป็นคลื่นการระบาดที่สูงมากกว่าปกติธรรมดา
การติดเชื้อไวรัสตัวนี้มักจะผ่านทางการ ไอ จาม หรือโดยการสัมผัสกับเชื้อด้วยมือแล้วนำไปเข้าปากหรือจมูก อาการของโรคโดยทั่วไปก็เหมือนอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล ซึ่งอาจจะมีอาการคือ มีไข้ จาม เจ็บคอ ไอ ปวดศรีษะ ปวดตามตัว ปวดตามข้อ คนไข้ที่มักจะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (คือนอนโรงพยาบาล) คือคนไข้พวกที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น เป็นโรคเบาหวาน โรคหืดหอบ โรคอ้วน โรคหัวใจ หรือโรคต่างๆ ที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ
องค์การอนามัยโลก คาดว่าเราคงจะยังไม่สามารถมีวัคซีนสำหรับโรคนี้ได้ก่อนสิ้นปี ค.ศ.2009 แต่ถ้าโชคดีที่จะสามารถมีวัคซีนได้ก่อนจริงก็คาดว่าคงจะมีจำนวนไม่พอเพียงกับความต้องการของคนทั้งโลก และคาดว่าถ้ามีวัคซีนแล้วคงจะต้องฉีดอย่างน้อย 2-3 ครั้ง จึงจะมีภูมิต้านทานที่มากพอที่จะป้องกันโรคได้ ซึ่งถึงตอนนั้นเป็นที่วิตกกังวลกันว่า กว่าจะถึงตอนนั้นเชื้อไวรัสอาจจะมีการกลายพันธุ์เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมาก จนวัคซีนที่ผลิตออกมาใช้จะไม่สามารถป้องกันเชื้อไวรัสที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วก็ได้
แม้ว่าส่วนใหญ่ของคนไข้ที่ติดเชื้อนี้จะมีอาการไม่รุนแรงมากนัก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงกังวลกับการระบาดครั้งนี้ เพราะว่า จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาโลกเราเคยพบกับการระบาดครั้งใหญ่ของเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ เอ แบบนี้มาแล้วเมื่อปี ค.ศ. 1918 ครั้งนั้นมีคนตายกว่า 40 ล้านคน และครั้งนั้นก็มีการระบาดนำด้วยเชื้อที่ดูเหมือนจะไม่รุนแรงนักมาก่อนที่จะตามด้วยการระบาดของเชื้อที่รุนแรงและอัตราการตายที่สูงขึ้น
อ่านบทความอื่นๆ ในชุดนี้ได้ที่ Pandemic-Of-Flu